JOURNALS

Look Around, Look Down, Look Within – Making Impacts from Things You Care

10 มกราคม 2016
01419d41735805d55dbbf2420f87c754

ณ โต๊ะ…… โต๊ะเฉยๆ
ไม่ใช่โต๊ะอาหารที่ครอบครัวหลายครอบครัวได้มา update และติดตามเรื่องราวข่าวคราวของกันและกัน
ไม่ใช่โต๊ะทำงานใครซักคนที่มีการนั่งคุยงานกันภายในครอบครัว
เรื่องราวน่าแชร์นี้เกิดขึ้นบนโต๊ะไม้ธรรมดาๆ
ที่ครอบครัวเราวางกาแฟได้คนละแก้วเท่านั้น โดยเสน่ห์ของการทำสิ่งนี้คือการได้
reflect หรือการได้นั่ง
discuss สิ่งต่างๆที่เราได้เจอหรือสิ่งต่างๆที่เกิดขึ้นและมองกลับเข้าหาตัวเรา

สำหรับครั้งล่าสุดนี้ ตัวผมเองรู้สึกว่า โชคดีมากๆ ที่ได้อยู่ที่นี่
ในครอบครัวที่มีจุดเริ่มต้นความคิดที่ “แตกต่าง” มา ! จะเล่าให้ฟังครับผม

ผมเปิดประเด็นโพล่งๆ ไปกับพ่อแม่ว่า เรามาถึงจุดนี้ได้ยังไง
อะไรเป็นสิ่งที่ทำให้ทั้งพ่อและแม่ เลือกทำในสิ่งที่ตัวเองกำลังทำอยู่ และยังคงมีพลังจะทำต่อไป
เพราะจุดที่ผมสงสัยคือ สำหรับรุ่นคุณพ่อคุณแม่ที่ไม่ได้มีกรอบของสังคม
หรือความกดดันจากภายนอกมากเท่าที่ตัวผม หรือน้องๆ ของผมต้องประสบ
สมัยพ่อ-แม่ไม่ได้มี social media ที่ให้เกิดการเปรียบเทียบ ไม่ได้มีโรงเรียน
tutor ที่เตรียมสนามให้นักเรียนแข่งกัน ไม่ได้มีโอกาสเห็นงานไฮโซ Gala,
หรือ
glamour ต่างๆ ที่จะทำให้รุ่นเขามีความอยาก หรือมี drive ที่จะแข่งขัน
เพื่อเอาชนะและ conquer สิ่งต่างๆ ขนาดนั้น ซึ่งทั้งหมดนี้ทำให้พวกเขามี “อิสระ”
ในการเลือกดำเนินชีวิต เพราะไม่ได้มีกรอบ ไม่ได้มี pattern ตายตัว
มีสิ่งเปรียบเทียบน้อย และไม่มีสื่อที่มี celeb กรอกหูทุกวันว่า
เป็นอย่างงั้นสิ เป็นอย่างงี้สิ สำเร็จได้ อายุน้อยร้อยล้านนะเว้ย หรือมี
passive income บลาๆๆๆๆๆ

คำตอบที่ได้รับจากพ่อแม่ในครั้งนี้กลายเป็นสิ่งล้ำค่าที่สุดในชีวิต
พ่อกับแม่ผลัดกันแชร์เรื่องราวชีวิตด้วยเวลาร่วม 4 ชั่วโมงครึ่ง !! ซึ่งคงจะยาวเกินไป
หากจะสรุปสั้นๆ ก็คือ ทั้งพ่อและแม่ ไม่ได้มองว่าท่านจะเป็นอะไร
ไม่ได้เป็นเด็กๆที่ในวันเด็กผู้ใหญ่ถามว่าอยากเป็นอะไร แล้วตอบไปว่า ทหาร ตำรวจ
ครู ฯลฯ เชื่อมั้ยครับว่าในตอนนั้นพ่อ-แม่เล่าว่าพวกท่านตอบไม่ได้ด้วยซ้ำว่าอยากเป็นอะไร แต่สิ่งที่พวกท่านตอบได้แน่ๆ คือ อยากเห็นอะไร ….. จุดเริ่มง่ายๆคือแค่

Look Around, Look Down และ Look Within

Step 1 Look Around: มองรอบๆ……. แค่มอง และซึมซับ

ทั้งพ่อและแม่จริงๆ แล้วก็แค่มอง และซึมซับใน scale เล็กๆ คือ
ในครอบครัว ซึ่งสมัยนั้นความเป็นอยู่ของพ่อและแม่ในวัยเด็ก ก็ไม่ได้ดีซักเท่าไหร่
แต่ความเป็นอยู่เหล่านั้น และสิ่งแวดล้อมรอบตัวทำให้ท่านทั้ง 2 มีความคิดถึงเป้าหมายที่คล้ายๆ กันคือ
ครอบครัวจะต้องมีชีวิตที่ดีขึ้น ครอบครัวจะต้อง “ยิ้ม” ได้มากขึ้น


Step 2 Look Down: ก้มหน้า มุ่งมั่น ทำมันซะ !

เมื่อเห็นแล้วว่าอยากจะให้อะไรเกิดขึ้น ก็ให้ตัวเราเองได้เลือกทางที่คิดว่าใช่
ซึ่งตรงนี้พ่อและแม่ก็เลือกเรียนตามเส้นทางชีวิตของตนเอง (ที่คิดมาแล้วว่า
มันจะต้องทำให้ครอบครัวยิ้มได้กว้างขึ้นแน่) และหลังจากเรียนจบก็เลือกอาชีพทำงานให้ตอบโจทย์ต่อไป
ตรงสายบ้างไม่ตรงสายบ้าง ไม่เห็นจะเป็นไร มันไม่ใช่ปัญหาซักหน่อย เพราะสิ่งเหล่านั้นล้วนทำให้ครอบครัวของทั้งสอง
ยิ้มได้กว้างขึ้นจริงๆ


Step 3 Look Within: ได้ทำแล้ว สุขมั้ย?

แม่พูดเสมอว่า “ถ้าสุขใจ ก็ไปต่อ ระหว่างทางก็มองหาที่ชาร์จพลัง และทำให้ดียิ่งๆ ขึ้นไปอีก” ให้มองต่อให้เห็นถึงภายในใจของเรา
ว่าเราทำอะไรเพิ่มได้อีก เราจะทำให้ดีได้อีกยังไง
แต่ถ้าเรา Look Around และเลือกจะ Look Down กับสิ่งใดสิ่งหนึ่งนานๆ แล้ว มันไม่สุขซักเท่าไหร่
จงกลับมาถามตัวเองดูว่าอะไรที่มันใช่ และอะไรที่มันไม่ใช่ ซึ่งถ้าพูดเชิง concept
จะง่ายมากๆ คือ
ก็ตัดสิ่งที่มันไม่ใช่ออกไป ก็จบ ! แต่บางครั้งในความเป็นจริงเราทำแบบนั้นไม่ได้
เราจะรู้ได้อย่างไรว่ามันใช่ หรือไม่ใช่ เมื่อเราก็ขลุกอยู่กับมันมานาน….นานมากๆ?

วิธีแรกคือ ให้ย้อนกลับไปในช่วง Look Around เพราะเป้าหมายในช่วงนี้
ไม่ได้กำหนดตายตัวว่าเราต้องเป็นอะไร หรือต้องทำอะไร
ให้ใช้สิ่งที่เราเคยคิดไว้ตรงนั้น มาดู option อื่นๆ ต่อก็ได้
ว่าจะเอายังไงกับชีวิตต่อ เพื่อจะทำให้เราเห็นสิ่งที่เราอยากจะเห็น

วิธีที่สองคือ relapse หรือกลับไปเริ่มที่ตอนแรกใหม่ ซึ่งก็แค่หยุด และ
Look Around ใหม่อีกรอบ เพราะบางครั้ง คนบางคนก็ได้เห็นสิ่งที่ตนเองอยากจะเห็นไปเรียบร้อยแล้ว
แต่ธรรมชาติคือ มนุษย์จะไม่หยุดเรียนรู้ จะไม่หยุดมองหา มนุษย์จะมีความอยากที่จะ “เห็น”
สิ่งที่ตัวเองอยากจะ “เห็น” ตลอดไป ไม่ว่าจะนิยามด้วย ความสุข รอยยิ้ม รถหรู
อาชีพการงานที่มั่นคง whatsoever !

ดังนั้น การใช้ชีวิตในฐานะคนๆหนึ่งในสังคม อาจไม่ใช่เพียงแค่

  • Look around หาสิ่งใหม่ หาของเล่นใหม่ ไปเรื่อยๆ
  • Look Down ก้มหน้าก้มตา ทำแต่สิ่งที่ตัวเองทำ หรือ
  • Look Within ที่มองแต่ความรู้สึกตัวเองเป็นที่ตั้ง หรืออยู่แต่ในโลกของความคิดของตัวเองแต่อย่างเดียว

จะสร้าง จะแก้ไข จะเปลี่ยนโลก จะอะไรก็แล้วแต่…. อยากแชร์ 3 ส่วนนี้
ให้เป็นองค์ประกอบในการเลือกทางเดินชีวิต
ที่มีตัวเราเองเป็นคนกำหนดว่าจะใช้ส่วนไหนมาก หรือน้อย
หรือจะใช้เวลาไปกับส่วนไหนก่อนหรือหลัง

อย่างน้อยก็ผมคนหนึ่งจริงๆ ที่เชื่อว่า
หากเราปลูกฝังให้เกิดการเริ่มคิด ด้วย 3 สิ่งนี้ กับทั้งผู้ใหญ่และเยาวชนจริงๆ
สังคมคงมีแต่การยอมรับ ไม่มีการตีกรอบกัน เพราะทุกคนได้เลือกทางเดินของตนเองจริงๆ
ไม่ได้เลือกสิ่งที่มีใคร หรืออะไรบางอย่างมาขีดเส้นไว้

อยากเห็นวันหนึ่งที่ พอวันเด็ก นักข่าวเดินไม่ได้ถามเด็กว่าอยากเป็นอะไรอีกต่อไป
แต่อยากเห็นเด็กๆตอบตัวเองได้ว่า “อยากเห็นอะไรที่ดีขึ้นในสังคม” ซึ่งตรงนี้ผมเชื่อมากๆว่า
มันจะกลายเป็น Inner Child ในตัวเขา… เขาจะจำไปตลอดจริงๆ
ว่าเขาอยากเห็นอะไร และจะไม่มีอะไรเลยที่จะหยุดเด็กตัวน้อยๆ เหล่านี้ได้
เด็กตัวน้อยๆ ที่พ่อและแม่ของผมครั้งหนึ่ง เคยเป็น….

ผ่านบทความนี้ ผม Look Around แล้ว และก็กำลัง Look Down อย่างเมามันส์
และ Look Within ด้วยความสุข และอยากเก่งยิ่งๆ ขึ้นไปอีก —

จริงๆ มีส่วน comments ด้านล่าง !!! มาร่วมนั่งจ้องตัวเอง
แล้วแชร์ประสบการณ์กันดีมั้ยครับ ^^? – Comments’ Below Brothers and Sisters!

0

เข้าสู่ระบบ

Or fill the form below