Anshu Gupta: The Cloth Giver, when Charity becomes Dignity

26 กุมภาพันธ์ 2559

เมื่อเราเกิดในประเทศที่มีเสื้อผ้าราคาถูกและเต็มไปด้วยแหล่งรับบริจาคเสื้อผ้ามากมาย เราคงจินตนาการไม่ออกถึงโลกที่คนหนาวตายเพราะไม่มีเสื้อผ้าที่อบอุ่นเพียงพอ

อันชู คุปตา คือ อโชก้า เฟลโลว์ที่เข้าไปคลุกคลีกับผู้คนที่อาศัยอยู่ข้างถนน และช่วยเก็บ 'ร่าง' ที่เสียชีวิตในฤดูหนาวของอินเดียกว่าคืนละ 20 คน แม้ในฤดูร้อน ความหนาวเย็นของกลางคืนก็ยังคงพรากชีวิตชาวอินเดียไป 4-5 คนต่อคืน

สำหรับอันชู ภัยพิบัติไม่ใช่ยามที่เกิดสึนามิหรือแผ่นดินไหว แต่คือความหนาวเย็นในทุกๆ ฤดูกาลสำหรับเพื่อนมนุษย์ชาวอินเดียที่ยากไร้

ด้วยความคิดที่อยากจะช่วยเหลือ อันชูจึงสร้างองค์กรที่ชื่อว่า Goonj ขึ้นมา แต่อันชูคงไม่ได้รับรางวัลแม็กไซไซ ถ้าเขาแค่ลุกขึ้นมารวบรวมเสื้อผ้ามือสองแล้วนำมาบริจาคให้กับคนทั่วไปเพียงแค่นั้น สิ่งที่อันชูและองค์กร Goonj ที่เขาจัดตั้งขึ้นมาได้ทำ มัน “ล้ำ” ยิ่งกว่า

เรื่องราวและกิจกรรมของ Goonj น่าประทับใจและน่าค้นหา แต่ถ้าเรามานั่งเล่าเรื่อง Goonj ก็คงน่าเบื่อเกินไป เพราะถ้าจะหาข้อมูล เพื่อนๆ ลองเข้าไปที่ www.goonj.org หรือ Facebook/Goonj.org ก็น่าจะได้รับข้อมูลที่ครบถ้วนเพียงพอ (แถมน่าจะถูกต้องกว่าข้อมูลในบทความนี้ด้วย 555) สิ่งที่เรา (คิดเอาเอง) ว่าน่าจะมีประโยชน์และอยากแชร์ในวันนี้ คือ ความประทับใจและบทเรียนอันมีค่าจากการได้รับฟังเรื่องราวและรู้จักอันชูเป็นเวลา 2 ชั่วโมงกว่าๆ ต่างหาก

มนุษย์ทุกคนมีเกียรติและศักดิ์ศรีเท่าเทียมกัน

อันชูบอกกับพวกเราว่า “No one wants charity at the end of the day” ไม่มีใครอยากรับของบริจาคหรอก ในท้ายที่สุด เราไม่ได้อยากใส่เสื้อมือสองของใคร เงินหรือเสื้อผ้าที่บริจาคให้คนอื่นมันมาพร้อมกับความสงสารว่าคนที่ได้รับนั้นด้อยกว่า แต่จริงๆ แล้วคนเรานั้นล้วนมีเกียรติที่เท่ากัน องค์กร Goonj เปิดโอกาสให้ใครก็ได้ใช้ “แรง” และ “สมอง” เพื่อพัฒนาชุมชนของตัวเอง จากนั้นพวกเขาจึงจะได้รับเสื้อผ้าจากความทุ่มเทและพยายามของเขา เสื้อผ้าที่ได้รับ คือ ความภาคภูมิใจของคนทำงานเป็น 2-ways giving ระหว่างกันและกันและด้วยแนวคิดนี้อันชูได้เปลี่ยน “เรี่ยวแรงและมันสมอง” เป็น “เงินตรา” เพื่อซื้อหาเสื้อผ้าที่จำเป็น

จงทำงานอย่างอ่อนน้อม

อันชูตอบคำถามเรื่องการคัดเลือกโครงการที่จะให้ชุมชนทำว่า “เขาไม่ได้เป็นคนเลือก แต่คนในชุมชนต่างหากที่จะบอกได้ว่าพวกเขาอยากทำอะไรให้ชุมชนของตัวเอง” เพราะอันชูและทีม (เขาเรียกสต๊าฟ 500 คนของตัวเองว่าทีม) ทำงานตั้งแต่สเกลเล็ก เช่น การเก็บขยะ ทำความสะอาดชุมชน ไปจนถึงงานสเกลขนาดใหญ่ที่เกิดจากความคิดของคนในชุมชนเอง เช่น การสร้างสะพานข้ามแม่น้ำในช่วงมรสุม สำหรับเราเขาคือผู้นำให้ชุมชนเกิดการเปลี่ยนแปลง แต่อันชูบอกว่าเขามีหน้าที่แค่เข้าไปถามความต้องการของชาวบ้าน คนในท้องที่ต่างหากที่ฉลาดกว่าเขาตั้งไม่รู้เท่าไหร่ สามารถบอกได้ว่าเดือนนี้น้ำจะขึ้นถึงกี่เมตรและควรจะสร้างสะพานสูงเท่าไหร่ อีกโปรเจคที่น่าสนใจคือ การทำความสะอาดทะเลสาบ Dal ในเมือง Kashmir ประเทศอินเดีย ทะเลสาบนี้ยาว 7.44 กิโลเมตร กว้าง 3.5 กิโลเมตร เทียบเคียงก็ประมาณระยะทางจากสยามถึงหมอชิต คนในท้องที่กว่า 2,000 คนมารวมตัวกันเพื่อรอกขยะในทะเลสาบ และสามารถเก็บขยะได้กว่า 500 ลำเรือ ได้ทั้งทำความสะอาดทะเลสาบที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ และได้เสื้อผ้าที่พวกเขาภาคภูมิใจในการสวมใส่

จาก “จุดยืน” สู่ “ยั่งยืน”

โปรเจค Goonj ของอันชูเริ่มขึ้นเมื่อ 18 ปีที่แล้ว ด้วยความรักและปรารถนาที่จะทำให้เกิดวัฒนธรรมใหม่แห่งการให้ ระหว่างการพูดคุย อันชูแชร์เรื่องการรับบริจาคจากแหล่งทุนและคนทั่วไปอย่าง “โปร่งใส” เขาเชื่อว่า เงินทุนที่ยั่งยืนที่สุดคือมาจาก “รายบุคคล” ไม่ใช่ “แหล่งทุนใหญ่” เพราะฉะนั้นเขาจึง “ปฏิเสธ” เงินที่มาจากแหล่งทุนใหญ่หลายๆ แห่งที่เขารู้สึกว่า Goonj ต้องตอบแทนหรืออาจต้องทำกิจกรรมบางอย่างที่ไม่ได้ก่อประโยชน์แก่คนท้องที่อย่างแท้จริง นอกจากนี้ อันชูยัง “ปิด” ทีมของตัวเองในท้องที่ต่าง ๆ 3-4 แห่งทุก ๆ ปี เมื่อท้องที่เหล่านั้นเริ่ม “พัฒนาอย่างยั่งยืน” แล้ว ทีมก็จะออกจากพื้นที่แล้วไปช่วยที่อื่นต่อไป ด้วยเหตุนี้ในหลาย ๆ ครั้งอันชูพบว่าในครั้งแรก ๆ ชาวบ้านในพื้นที่อาจจะมาทำงานเพื่อแลกเสื้อผ้าก็จริง แต่หลังจากนั้นพวกเขาจะเริ่มขอการสนับสนุนอย่างอื่นเพื่อพัฒนาพื้นที่ของตนเองต่อไป เพราะพวกเขารู้แล้วว่า “ศักยภาพ” และ “ภูมิปัญญา” ของพวกเขาสามารถพัฒนาหมู่บ้านให้ยั่งยืนได้ด้วยตัวพวกเขาเอง ตอนแรก ๆ มันอาจจะเป็น Cloth for Work แต่หลังจากที่ผ่านไปสักพัก ชาวบ้านจะรู้ถึงศักยภาพของตนเองและจะไม่ทำงานเพื่อชุมชนเพียงเพื่อแลกเปลี่ยนเสื้อผ้าอีกต่อไป

ขอบคุณอันชู คุปตา กับ สองชั่วโมงที่มีค่าและกว่า 20 ปีที่พยายามทำให้โลกดีขึ้นในทุกๆ วัน