สิ่งที่ยิ่งใหญ่ เริ่มจากจุดเล็กๆ เพราะเราทุกคน คือ หยดน้ำในสายธารแห่งการเปลี่ยนแปลง

14 ตุลาคม 2559

บทความนี้.....จริงๆ ตั้งใจจะเขียนตอนกลับจากหอแห่งแรงบันดาลใจ เมื่อครั้งที่ทีมงาน School of Changemakers เดินทางไปดอยตุง....ไม่คิดว่าจะมาเขียนวันนี้ วันที่ต้องใช้คำว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในพระบรมโกศ ในบทความแทน (เป็นคำที่ฟังแล้วปวดหัวใจจริงๆ ว่าไหม )  

ณ ตอนนั้น ระหว่างที่เดินเยี่ยมชม อ่านพระราชประวัติสมเด็จย่า และเรื่องราวของพระเจ้าอยู่หัว(ณ เวลานั้น) เรื่องราวที่ถ่ายทอดออกมาผ่านนิทรรศการ รูปภาพ คำบรรยายสั้นๆ ในวันนั้นทำเอาน้ำตาซึม 

หลายคำถามที่ผ่านเข้ามา

ทำไมพระราชาถึงทำงานหนักขนาดนี้....
ทำไมถึงมีคนบางคนคิดไม่ดีกับพระองค์ท่าน
ถ้าเป็นสามัญชนทั่วไป ริเร่ิมโครงการมากมายเพื่อคนอื่น จะเหนื่อยสักเพียงไหน
จะมีเวลาพักผ่อนไหม จะต้องใช้พลังกาย พลังใจ สักเพียงใดถึงทำได้แบบนี้................

รายชื่อโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ  ที่ยาวจากกำแพงฝั่งหนึ่งจรดอีกฝั่งหนึ่ง

 
มีกำแพงด้านนึง เขียนไว้ว่า "กุญแจไขปัญหา"  ซึ่งเป็นหลักการทรงงานในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ประมวลจากคำบรรยายของ นพ. เกษม วัฒนชัย องคมนตรี ในการสัมมนาเรื่อง องค์การที่มีคุณธรรม จริยธรรมและธรรมาภิบาล จัดโดยสำนักพระราชวัง

ทุกอย่างที่พระองค์ทรงสอน ทรงถ่ายทอด ทรงทำให้ดู ล้วนเป็นเครื่องมือของนักสร้างการเปลี่ยนแปลงทั้งสิ้น  

ขอนำมาบันทึกไว้ในนี้ เพื่อเป็นพันธะสัญญาว่าจะเดินตามรอยพ่อ เพื่อตอบแทนคุณผืนแผ่นดินไทย ถึงแม้พ่อจะไม่อยู่แล้วก็ตาม 

หลักการ 23 ข้อในการทรงงานของในหลวง  

1. ศึกษาข้อมูลอย่างเป็นระบบ คือ การที่จะพระราชทานโครงการใดโครงการหนึ่งพระองค์ท่านศึกษาข้อมูลรายละเอียดอย่างเป็นระบบทั้งจากข้อมูลเบื้องต้น เอกสาร แผนที่ รายละเอียดต่างๆ ตลอดจนสอบถามจากเจ้าหน้าที่ และราษฎรในพื้นที่ เพื่อที่จะพระราชทานความช่วยเหลือได้อย่างถูกต้องและรวดเร็ว

2. ระเบิดจากข้างใน คือ การสร้างความเข้มแข็งให้คนในชุมชนที่เราเข้าไปพัฒนามีสภาพพร้อมที่จะรับการพัฒนาเสียก่อนแล้วจึงค่อยออกมาสู่สังคมภายนอก 

สิ่งที่ฉันได้เรียนรู้  : เวลาที่จะไปสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ไหน คำถามที่เรามักจะถาม(หรือโดนถาม) เสมอๆ ว่า แล้วคนในชุมชนเขาว่าอย่างไร ทำอย่างไรที่คนในชุมชน-กลุ่มเป้าหมายที่เราไปช่วย จะมีส่วนร่วมได้บ้าง?
เพราะการเปลี่ยนแปลงที่เริ่มต้นขึ้นจากข้างใน มันมีแรงขับเคลื่อน มีพลังมากอย่างนี้นี่เอง จึงใช้คำว่า "ระเบิดจากข้างใน" 


3. แก้ปัญหาที่จุดเล็ก  คือ  พระองค์ท่านทรงมองปัญหาในภาพรวมก่อนเสมอ แต่การแก้ปัญหาของพระองค์จะเริ่มจากจุดเล็กๆ คือ การแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าที่คนมักมองข้าม ดังพระราชดำรัสตอนหนึ่งความว่า “ถ้าปวดหัวคิดอะไรไม่ออก เป็นอย่างนั้นต้องแก้ไขการปวดหัวนี้ก่อน”  

สิ่งที่ฉันได้เรียนรู้ : หลายครั้งเครื่องมือที่เราให้น้องๆ คือ การหา Problem Insight / Root Cause Analysis เมื่อมองย้อนไป นี่แหละคือการเริ่มต้น แก้ปัญหาจากจุดเล็กๆ และการศึกษาข้อมูลอย่างเป็นระบบ 

4. ทำตามลำดับขั้น คือ ในการทรงงานของพระองค์จะทรงเริ่มต้นจากสิ่งจำเป็นของประชาชนที่สุดก่อน และหลังจากนั้นจึงเชื่อมโยงไปถึงประโยชน์ด้านอื่นๆต่อไป ได้แก่ สาธารณสุข ต่อไปจึงเป็นเรื่องสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน และสิ่งจำเป็นสำหรับประกอบอาชีพ

สิ่งที่ฉันได้เรียนรู้  :  Social Impact เริ่มต้นจากจุดเล็กๆ แก้ปัญหาเล็กๆ จากนั้น ค่อยขยายใหญ่ขึ้นเป็นวงกว้างเรื่อยๆ บางครั้ง การขี่ช้างจับตั๊กแตนจึงมักจะคิดวิธีการไม่ออก ไปไม่สุด เพราะตีโจทย์เริ่มต้นไม่แตกว่า จริงๆ แล้วปัญหาที่เราต้องการจะแก้นั้นคืออะไร 

5. ภูมิสังคม คือ การพัฒนาใดๆก็ตามต้องคำนึงถึงสภาพภูมิประเทศของบริเวณนั้นว่าเป็นอย่างไร และสังคมวิทยาเกี่ยวกับลักษณะนิสัยใจคอของคน ตลอดจนวัฒนธรรมประเพณีในแต่ละท้องถิ่น การพัฒนาใดๆ ต้องคำนึงถึงภูมิประเทศของบริเวณนั้น เช่น ดิน, น้ำ, ป่า, เขา ฯลฯ และสังคมวิทยา เช่น นิสัยใจคอของผู้คน ตลอดจนวัฒนธรรมประเพณีท้องถิ่น

สิ่งที่ฉันได้เรียนรู้  :  Empathy คือจุดเริ่มต้นของการสร้างการเปลี่ยนแปลง การจะเปลี่ยนแปลงอะไรบางอย่างนั้น เกิดจากการที่เราพยายามทำความเข้าใจสภาพผู้คนและบริบทโดยรอบของเขาอย่างแท้จริง  ฟังในสิ่งที่เขาไม่ได้พุด ละวางคำตัดสิน และประสบการณ์ที่หอบมาจากบ้าน 

6. องค์รวม  ( Holistic)  คือ พระองค์ทรงมีวิธีคิดอย่างองค์รวมหรือมองอย่างครบวงจร คิดอย่างองค์รวม หรือมองอย่างครบวงจร มองเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นและแนวทางแก้ไขอย่างเชื่อมโยง ในการที่จะพระราชทานพระราชดำริเกี่ยวกับโครงการหนึ่งนั้นจะทรงมองเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้น และแนวทางแก้ไขเชื่อมโยงอย่างเป็นระบบ เช่น กรณีของ “ทฤษฎีใหม่” เป็นต้น 

สิ่งที่ฉันได้เรียนรู้  :  เมื่อเราปรับเปลี่ยนสิ่งหนึ่ง ย่อมมีผลกระทบต่อสิ่งหนึ่ง การมองภาพรวมของการแก้ไขปัญหา คิดอย่างครบวงจรจึงเป็นเรื่องที่สำคัญอย่างยิ่งยวด เช่น ในประเด็นความยั่งยึน ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ผลกระทบทางสังคมต่างๆ เป็นต้น 

7. ไม่ติดตำรา คือ การพัฒนาตามแนวพระราชดำรินั้น มีลักษณะของการพัฒนาที่อนุโลมและออมชอมกับสภาพธรรมชาติสิ่งแวดล้อมและสภาพของสังคมจิตวิทยาแห่งชุมชน คือ ไม่ผูกติดกับวิชาการและเทคโนโลยีที่ไม่เหมาะสมกับสภาพชีวิตความเป็นอยู่ที่แท้จริงของคนไทยปกติเข้าสู่ระบบที่เป็นปกติ เช่น การนำน้ำดีขับไล่น้ำเสียหรือเจือจางน้ำเสียให้กลับเป็นน้ำดี ตามจังหวะการขึ้นลงตามธรรมชาติของน้ำหรือการบำบัดน้ำเน่าเสียโดยให้ผักตบชวาซึ่งมีตามธรรมชาติให้ดูดซึมสิ่งสกปรกปนเปื้อนในน้ำ  เป็นต้น

8. ประหยัด เรียบง่าย ได้ประโยชน์สูงสุด  คือ การพัฒนาและช่วยเหลือราษฎรนั้น ทรงใช้หลักในการแก้ปัญหาด้วยความเรียบง่ายและประหยัด ราษฎรสามารถทำได้เองหาได้ในท้องถิ่น และประยุกต์ใช้สิ่งที่มีอยู่ในภูมิภาคนั้นๆ มาแก้ไขโดยไม่ต้องลงทุนสูงหรือใช้เทคโนโลยีที่ยุ่งยากนัก

สิ่งที่ฉันได้เรียนรู้  :  ปัญหาบางอย่าง เราสามารถใช้ความคิดสร้างสรรค์ในการแก้ไขปัญหา การมองหาโอกาสในการ "ทำน้อยให้ได้มาก" มีอยู่จริง....บางครั้งสิ่งนั้นอาจเกิดจาก "นวัตกรรม"

9. ทำให้ง่าย  คือ ทำสิ่งที่ยากให้กลายเป็นง่าย ทำสิ่งที่สลับซับซ้อนให้เข้าใจง่าย  

สิ่งที่ฉันได้เรียนรู้ : โครงการไหนอธิบายให้เข้าใจง่ายๆ ไม่ได้ แปลว่าคุณอาจจะยังไม่เข้าใจสิ่งนั้นดีพอ หรือยังไม่พยายามมากพอ บางครั้งเราอาจจะเริ่มจากจุดเล็กๆ ที่เราสามารถทำได้  ด้วยการทำให้ง่าย มองให้ง่าย มากกว่าการพยายามคิดหาวิธีการแก้ปัญหาที่ซับซ้อน แค่เริ่มต้นก็ต้องใช้ทรัพยากรมากมาย 

10. การมีส่วนร่วม คือ เปิดโอกาสให้สาธารณชน ประชาชน หรือเจ้าหน้าที่ทุกระดับ ได้ร่วมกันแสดงความคิดเห็น เกี่ยวกับเรื่องที่ต้องคำนึงถึงความคิดเห็นของประชาชน หรือความต้องการของสาธารณชน พระองค์ทรงเป็นนักประชาธิปไตย จึงทรงนำ “ประชาพิจารณ์” มาใช้ในการบริหาร เพื่อเปิดโอกาสให้สาธารณชน ประชาชนหรือเจ้าหน้าที่ทุกระดับได้มาร่วมกันแสดงความคิดเห็น” สำคัญที่สุดต้องหัดทำใจให้กว้างขวาง หนักแน่น ฟังความคิดเห็น วิพากษ์วิจารณ์จากผู้อื่นอย่างฉลาด

11. มุ่งประโยชน์คนส่วนใหญ่เป็นหลัก คือ ทรงเห็นว่าการทำงานทุกอย่างของข้าราชการนั้นมีผลเกี่ยวเนื่องถึงประโยชน์ส่วนรวมของบ้านเมืองและประชาชนทุกคน เพราะฉะนั้นจึงจำเป็นที่จะต้องปฏิบัติหน้าที่ทุกๆ ประการให้บริสุทธิ์ บริบูรณ์ อย่างเต็มกำลังสติปัญญา ความรู้ความสามารถ ซึ่งการให้เพื่อส่วนรวมนั้น ไม่ได้ให้เพื่อส่วนรวมอย่างเดียว แต่เป็นการให้เพื่อตนเอง สามารถมีส่วนรวมหรือสังคมที่จะอาศัยอยู่ได้

สิ่งที่ฉันได้เรียนรู้  :  การเริ่มต้นหาเงินจากโครงการ หรือธุรกิจเพื่อสังคมตั้งแต่เริ่มต้นนั้นเป็นเรื่องยาก บางครั้งอาจจะต้องใช้เวลาในการพิสูจน์ว่า เราสามารถนำส่งคุณค่าให้กับผู้คนได้มากแค่ไหน จากนั้นเงินจะตามมาเอง 

12. บริการรวมที่จุดเดียว คือ พระองค์ท่านทรงเปลี่ยนการทำงานที่มักจะแบ่งแยกกันทำมาเป็นการร่วมมือร่วมใจโดยไม่มีเจ้าของ และสามารถอำนวยประโยชน์สูงสุดให้กับประชาชน จึงเกิดรูปแบบการบริหารที่เป็นการ “บริการรวมที่จุดเดียว” และ “การบริการแบบเบ็ดเสร็จ” หรือ “One Stop Service” ขึ้น ศูนย์ศึกษาการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริ เป็นต้นแบบการบริหารรวมที่จุดเดียว เพื่อประชาชนที่จะมาใช้บริการประหยัดเวลาและค่าใช้จ่าย โดยมีหน่วยงานส่วนราชการต่างๆ มาร่วมดำเนินการและให้บริการ ณ ที่แห่งเดียว

13. ใช้ธรรมชาติช่วยธรรมชาติ  คือ  พระองค์ทรงเข้าใจในหลักธรรมชาติและต้องการให้ประชาชนใกล้ชิดกับธรรมชาติ ทรงมองอย่างละเอียดถึงปัญหาธรรมชาติ หากเราต้องการแก้ไขธรรมชาติ จะต้องใช้ธรรมชาติเข้าช่วยเหลือ อาทิเช่น การปลูกป่า ๓ อย่าง ประโยชน์ ๔ อย่าง ได้แก่ ปลูกไม้เศรษฐกิจ ไม้ผลและไม้ฟืน นอกจากได้ประโยชน์ตามชื่อของไม้แล้ว ยังช่วยรักษาความชุ่มชื้นให้แก่พื้นดินด้วยธรรมชาติและมนุษย์ต้องเกื้อกูลกัน

14. ใช้อธรรมปราบอธรรม คือ การนำกฎเกณฑ์ของธรรมชาติมาเป็นหลักและแนวปฏิบัติที่สำคัญในการแก้ปัญหาและปรับปรุงสภาวะที่ไม่ปกติให้เข้าสู่ระบบที่เป็นปกติ เช่น การใช้ผักตบชวาบำบัดน้ำเสียโดยดูดซึมสิ่งสกปรกปนเปื้อนในน้ำ

15. ปลูกป่าในใจคน คือ พระองค์ท่านทรงเล็งเห็นการแก้ไขปัญหาการฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติด้วยการปลูกจิตสำนึกในการรักผืนป่าให้แก่คนเสียก่อน เพื่อให้พวกเขารักและดูแลผืนป่าของตนเองด้วยตนเอง

16. ขาดทุน คือ กำไร  คือ จากพระราชดำรัสตอนหนึ่งความว่า “เงินของรัฐบาลหรืออีกนัยหนึ่งคือเงินของประชาชน ถ้าอยากให้ประชาชนอยู่ดีกินดีก็ต้องลงทุน  ต้องสร้างโครงการซึ่งต้องใช้เงินเป็น ร้อย พัน หมื่น ล้าน ถ้าทำไปเป็นการจ่ายเงินของรัฐบาล แต่ในไม่ช้าประชาชนจะได้รับผล ราษฎรอยู่ดี กินดี ราษฎรได้กำไรไป”

17. การพึ่งตนเอง คือ การพัฒนาให้ประชาชนสามารถอยู่ในสังคมได้ตามสภาพแวดล้อมและสามารถ “พึ่งตนเองได้” ดังพระราชดำรัสความตอนหนึ่งว่า “การช่วยเหลือสนับสนุนประชาชนในการประกอบอาชีพและตั้งตัวให้มีความพอกินพอใช้ก่อน เป็นสิ่งสำคัญยิ่งยวด” เพราะผู้มีอาชีพและฐานะที่จะพอพึ่งพาตนเองได้ย่อมพัฒนาให้เจริญยิ่งขึ้นไปได้

18. พออยู่พอกิน คือ จากประสบการณ์ที่พระองค์ท่านได้เสด็จเยี่ยมประชาชนทุกหมู่เหล่า ได้ทอดพระเนตรความเป็นอยู่ของประชาชน จึงทรงสามารถเข้าพระราชหฤทัยในสภาพปัญหาได้อย่างลึกซึ้งว่ามีเหตุผลมากมายที่ทำให้ราษฎรตกอยู่ในวงจรแห่งความทุกข์เข็ญ จากนั้นได้พระราชทานความช่วยเหลือให้พสกนิกร มีความกินดีอยู่ดี มีชีวิตอยู่ในขั้น “พออยู่พอกิน” ก่อนแล้วจึงขยับขยายให้ก้าวหน้าต่อไป

19. ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง  เป็นปรัชญาชี้ถึงแนวทางดำรงอยู่ และปฏิบัติตนของประชาชนในทุกระดับครอบครัว ระดับชุมชนจนถึงระดับรัฐ ทั้งในการพัฒนาและบริหารประเทศให้ดำเนินไปอยู่บนทางสายกลาง โดยเฉพาะการพัฒนาเศรษฐกิจ “ความพอเพียง” หมายถึง ความพอประมาณ ความมีเหตุผล รวมถึงความจำเป็นที่จะต้องมีระบบภูมิคุ้มกันในตัวที่ดีพอสมควรต่อการมีผลกระทบใดๆ อันเกิดจากการเปลี่ยนแปลงทั้งภายในและภายนอก

สิ่งที่ฉันได้เรียนรู้  : ความท้าทายของโครงการ หรือกิจการเพื่อสังคม คือ ความสามารถในการทำกำไรไปพร้อมๆ กับการพึ่งพาตนเองให้พออยู่พอกิน รวมถึงแบ่งปันให้ผู้คนรอบข้างด้วย การเติบโตหรือขยายกิจการ หมายถึง ผลกระทบทางสังคมที่มากขึ้น กิจการใหญ่ขึ้น ยิ่งกลับคืนสู่สังคมมากขึ้น 

20. การซื่อสัตย์สุจริต และจริงใจต่อกัน ทรงใช้หลักสังฆทาน คือ “ให้เพื่อให้” โดยเป็นการให้โดยไม่หวังผลตอบแทน ไม่เลือกผู้ให้ แต่ให้ในฐานะของเพื่อนมนุษย์ ผู้ที่มีความสุจริตและบริสุทธ์ใจ แม้จะมีความรู้น้อย ก็ย่อมทำประโยชน์ให้แก่ส่วนรวมได้มากกว่าผู้ที่มีความรู้มาก แต่ไม่มีความสุจริต ไม่มีความบริสุทธ์ใจ

21. ทำงานอย่างมีความสุข คือ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระเกษมสำราญ  และทรงมีความสุขทุกครั้งที่ช่วยเหลือประชาชน ซึ่งเคยรับสั่งครั้งหนึ่งว่า “ทำงานกับฉัน ฉันไม่มีอะไรจะให้ นอกจากการมีความสุขร่วมกันในการทำประโยชน์ให้กับผู้อื่น”

22. ความเพียร จากพระราชนิพนธ์พระมหาชนก เป็นพระราชนิพนธ์ที่พระองค์ทรงใช้เวลาค่อนข้างนานในการคิดประดิษฐ์ถ้อยคำให้เข้าใจง่ายและปรับเปลี่ยนให้เข้ากับสภาพสังคมปัจจุบัน พระมหาชนกเพียรว่ายน้ำอยู่ ๗ วัน ๗ คืน แม้จะมองไม่เห็นฝั่งแต่ยังคงว่ายต่อไป ไม่จมลงเป็นอาหารของปลา และได้รับความช่วยเหลือจนถึงฝั่งได้ในที่สุด

23. รู้ รัก สามัคคี คือ
รู้ : การที่เราจะลงมือทำสิ่งใดนั้น จะต้องรู้เสียก่อน รู้ถึงปัจจัยทั้งหมด รู้ถึงปัญหา และรู้ถึงวิธีแก้ปัญหา
รัก : เมื่อเรารู้ครบด้วยกระบวนการแล้ว จะต้องเห็นคุณค่า เกิดศรัทธา เกิดความรักที่จะเข้าไปลงมือปฏิบัติแก้ปัญหานั้นๆ
สามัคคี : เมื่อถึงขั้นลงมือปฏิบัติต้องคำนึงเสมอว่าเราทำคนเดียวไม่ได้ ต้องร่วมมือร่วมใจกัน สามัคคีกันเป็นหมู่คณะ จึงจะเกิดพลังในการแก้ปัญหาให้ลุล่วงด้วย
 

เพราะเราทุกคนคือหยดน้ำในแห่งสายธารแห่งการเปลี่ยนแปลง 

บันทึกไว้ในวันที่ไม่มีพ่อ

13 ตุลาคม 2559



Ref : รวบรวมรายละเอียดหลักการทรงงาน จาก 
http://www.si.mahidol.ac.th/th/division/sivirtue/knowledge/knowledge-5.html
http://www.oknation.net/blog/jomo/2009/08/23/entry-3