JOURNALS

Social Innovation: นวัตกรรม ความสะดวกสบาย และคนที่ถูกลืม

22 ธันวาคม 2016
, , ,
,
Social Innovation Feature
M-Pesa โมเดลธุรกิจการเงินทางมือถือที่เข้าถึงกลุ่มคนจนที่ไม่มีบัญชีธนาคารในประเทศเคนย่า แอฟริกา

คุณคิดว่าเทคโนโลยีหรือนวัตกรรมที่ทุกคนพูดถึง เปลี่ยนชีวิตเรามากน้อยแค่ไหน?
แล้วคุณคิดว่าสองสิ่งนี้เปลี่ยนชีวิตคนทุกคนอย่างเท่าเทียมกันหรือไม่…

 

ทุกวันนี้คงปฏิเสธไม่ได้ว่าเทคโนโลยีหรือนวัตกรรมมีผลกับชีวิตเรามากแค่ไหน อินเตอร์เน็ต ไอโฟน แอพลิเคชั่นบนมือถือ หรือสตาร์ทอัพต่างๆ ได้เปลี่ยนรูปแบบการใช้ชีวิตของเราไปอย่างที่เราไม่มีทางนึกออกหากมองย้อนกลับไปใน 5 หรือ 10 ปีก่อน เราคงจะเห็นได้ว่าในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาเรา ‘เลือก’ ที่จะเปลี่ยนพฤติกรรมต่างๆ มากมายเพื่อชีวิตที่สะดวกสบายมากขึ้น เราอ่านข่าว หาความรู้แทบทุกอย่าง “ได้ฟรีๆ” ผ่านอินเตอร์เน็ตแทนการไปห้องสมุด เราซื้อของออนไลน์ผ่าน E-Commerce แทนการไปเดินห้างสรรพสินค้า เราเรียก Uber/ Grab Taxi แทนการเรียกรถแท็กซี่ริมถนน ชีวิตเราสะดวกสบายขึ้นจนบางทีเราลืมคิดไปว่า จริงๆ แล้วมีคนที่ไม่ได้รับประโยชน์ หรือแม้กระทั่ง ‘เสียประโยชน์’ จากสิ่งที่เรียกว่านวัตกรรมอยู่เหมือนกัน
 
หากลองดูตัวอย่างในประเทศเรา คนไทยเข้าถึงอินเตอร์เน็ตประมาณ 42.7% ของประชากรทั้งหมด อีกทั้งประเทศไทยยังถูกจัดอันดับเป็นประเทศที่ใช้ภาษาอังกฤษแย่ที่สุดอันดับ 3 ในทวีปเอเชีย ซึ่งสองเรื่องนี้ส่งผลโดยตรงต่อการเข้าถึงแหล่งข้อมูลบนอินเตอร์เน็ต ในเรื่องของการใช้จ่าย มีเพียง 55% ของคนทั้งประเทศที่มีบัตรเดบิตการ์ด และน้อยกว่า 5% ที่ใช้จ่ายซื้อของออนไลน์ ส่วน Uber/ Grab Taxi ก็มีแค่ในเมืองใหญ่ๆ เช่นกรุงเทพ หรือเชียงใหม่ และในมุมคนขับ คนคนนั้นก็ต้องมีสมาร์ทโฟน เมื่อดูแล้วเราจึงเห็นได้ว่า ในขณะที่เรา ‘เลือก’ ที่จะให้ชีวิตเราสะดวกสบายมากขึ้น มีอีกหลายคนที่นวัตกรรม ‘ไม่ได้เลือก’ ให้ชีวิตเขาดีขึ้นเสมอไป ด้วยเหตุการณ์คล้ายๆ กันที่เกิดขึ้นในทุกประเทศทั่วโลก ส่งผลให้ในปี 2015 ประชากรที่รวยที่สุดในโลก 1% แรก มีความมั่งคั่งมากกว่าคนที่เหลือในโลก 99% รวมกัน รวมถึงในปี 2016 ก็เป็นปีที่ระดับความไม่เท่าเทียมของรายได้ในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วสูงที่สุดนับตั้งแต่ช่วงปี 1980 

หากใช้ปี 1967 เป็นปีฐาน จะเห็นว่าช่วงหลังปี 1985 หรือประมาณหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 สัดส่วนรายได้ของคนกว่า 80% เมื่อเทียบกับรายได้ของคนทั้งโลกรวมกันได้ตกลงอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วงหลังปี 1995 ที่ความเหลื่อมหล้ำทางรายได้ยิ่งห่างมากขึ้นเมื่อกลุ่มคนที่มีรายได้มากที่สุด 5% แรกมีสัดส่วนรายได้เทียบกับคนทั้งโลกพุ่งขึ้นอย่างมาก

 

มาถึงจุดนี้ หลายคนอาจตั้งคำถามว่าแล้วเราควรทำอย่างไรดี บทความนี้อยากเสนอคำว่า Social innovation หรือ นวัตกรรมทางสังคม ซึ่งคือการนำเอาเทคโนโลยีต่างๆ มาสร้างให้เกิด Social impact หรือผลลัพธ์ทางสังคม คือการนำองค์ความรู้ชุดเดียวกันที่ประสบความสำเร็จในวงการธุรกิจ มาสร้างให้เกิดประโยชน์กับคนกลุ่มที่ถูกมองข้าม ด้วยการนำความรู้ความสามารถใหม่ๆ สร้างผลลัพธ์ทางสังคมที่ยั่งยืนในวงกว้าง (Sustainable and scalable social impact) เพื่อหวังว่าในระยะยาว แนวโน้มในเรื่องความไม่เท่าเทียมของรายได้ และความยากจนในสังคมจะลดลงไม่เป็นเหมือนในช่วงที่ผ่านมา
 
เพื่อให้เห็นภาพมากขึ้น ขอยกตัวอย่างธุรกิจที่ชื่อ M-Pesa (เอ็ม-เพ-ซ่า) ธุรกิจการเงินในโทรศัพท์มือถือ หรือ Mobile money ในประเทศเคนย่า ทวีปแอฟริกา M-Pesa ก่อตั้งในปี 2007 โดยบริษัทมือถือยักษใหญ่อย่าง Vodafone โดยพื้นฐานธุรกิจเกิดจากความยากลำบากในการเข้าถึงสถาบันการเงินของคนในประเทศ ความยากลำบากในการมีบัญชีเงินฝากกับสถาบันการเงิน (ปัจจุบันมีคนมีบัญชีเงินฝากเพียงประมาณ 25% แต่คนในประเทศมีบัญชีกับ M-Pesa สูงกว่า 90%) ส่งผลให้คนในประเทศใช้เงินสดเป็นจำนวนมาก แต่การใช้เงินสดนั้นกลับมีต้นทุนที่ค่อนข้างสูง 1) ความปลอดภัยต่ำ เสี่ยงต่อการโดนปล้น 2) การส่งเงินระหว่างคนสองคนทำได้ยาก รวมถึง 3) การใช้เงินสดไม่มีการจัดเก็บประวัติการใช้ในระบบสถาบันการเงิน ส่งผลให้คนกลุ่มนี้ยากที่จะเข้าถึงแหล่งเงินกู้ Vodafone มองเห็นปัญหา มองเห็นโอกาสทางธุรกิจและโอกาสในการสร้างผลลัพธ์ทางสังคมไปพร้อมๆ กัน จึงตั้งธุรกิจชื่อ M-Pesa ธุรกิจที่ให้คนสามารถส่งเงินระหว่างกันในมือถือแบบฟีเจอร์โฟน (โทรศัพท์มือถือปกติที่ไม่ใช่สมาร์ทโฟน) รับเงินเข้า เอาเงินออก ขอกู้ ฝากเงิน รวมถึงสร้างประวัติทางการเงินของตัวเองเพื่อเพิ่มโอกาสการเข้าถึงบริการทางการเงินอื่นๆ ในอนาคต ปัจจุบัน M-Pesa ให้บริการใน 7 ประเทศ ครอบคลุมทวีปแอฟริกา ยุโรปตะวันออกและเอเชีย จดทะเบียนในตลาดหุ้นในประเทศเคนย่ามูลค่าสูงกว่า 7 พันล้านเหรียญสหรัฐ และกลายเป็นกรณีศึกษาด้าน mobile money และ microfinance ให้กับทุกประเทศทั่วโลก
รูปแบบธุรกิจของ M-Pesa ที่มีตัวแทนจำหน่าย (Agent) กว่าสี่หมื่นคนกระจายตัวอยู่ทั่วประเทศพร้อมให้การแลกเงินเข้าและขึ้นเงินจากโทรศัพท์มือถือ
 
สิ่งสำคัญที่สุดในวันนี้คงเป็นว่า ทำอย่างไร กลุ่ม “คนที่ถูกลืม” จะไม่ถูกลืมเหมือนในกรณีของ M-Pesa ทำสำเร็จ ทำอย่างไร เราจึงสามารถชักจูงและเชิญชวนให้คนเก่งๆ หันมาสร้างความสำเร็จให้กับตัวเองและสังคมไปในเวลาเดียวกัน ลำพังเพียง M-Pesa คนเดียว คงไม่สามารถสร้างผลลัพธ์ทางสังคมที่ยั่งยืน และก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในระยะยาวได้ Startup, FinTech, Blockchain, Big data, AI (Artificial Intelligence) และอีกหลายๆ นวัตกรรม คงจะเป็นอะไรที่เราจะได้เห็นกันจนเบื่อในอีกปีสองปีข้างหน้า มาช่วยกันนำสิ่งเหล่านี้มาประยุกต์ให้เกิดผลลัพธ์ทางสังคมกันดีกว่าครับ
0

เข้าสู่ระบบ

Or fill the form below