JOURNALSวงเล่า : Community of Story

Let’s the journey begin!

26 กุมภาพันธ์ 2017
, ,
post1-01

     ย้อนกลับไปตอนที่รู้ว่าผ่านเข้ารอบ 9 ทีมสุดท้าย ครึ่งหนึ่งคือความดีใจจนอยากเต้นบัลเล่ต์รอบโลก
แต่อีกครึ่งหนึ่งคือความกังวล ตอนแรกที่เราเริ่มโปรเจค เราทำกับเพื่อนอีกคนหนึ่ง ชื่อ จูน
จูนเป็นคนเก่งและบ้าพลัง ทำอะไรหลายอย่าง ซึ่งการมาร่วมทีมกันได้ก็คือ ความบังเอิญ
เพราะมันจะโทรมาชวนเราทำโปรเจคอื่นเล่นๆ แต่เราลองแย๊ปไปว่า “เฮ้ย จูน สมัคร iCare กันเถอะ”
แล้วนางประมวลด้วยสมองความเร็วระดับ Super Computer แล้วตอบตกลงใน 3 วินาที!

     ทำงานกับจูนตอนแรกสนุกมาก ถึงจะเจอกันไม่บ่อย แต่ก็รู้สึกว่าเคมีก็ดูจะเข้ากันอยู่นะ
(แต่ฟิสิกข์ ชีวะตก – ถุ้ย) เราสนใจเรื่องการสร้าง Community ส่วนจูนสนใจ Space
สองส่วนผสมกันนี่ลงตัวยิ่งกว่าเนสกาแฟ 3in1 แต่ด้วยความที่เวลาน้อยมาก
และก็มีงานอื่นกันเยอะมาก ไอเดียแรกที่เราคิดกันจึงไม่สมบูรณ์
(ตอนแรกเราส่งมาด้วยโปรเจค Bubble Space : เป็นตัวกลางที่ช่วยพื้นที่ต่างๆ
ได้สร้าง Community เล็กๆ ของตัวเอง) ซึ่งพอได้เจอโค้ชพี่เต้ย ซึ่งน่ารักกกกมาก >_<
และพี่ๆ ใน School หลายคน ก็โดนยิงจนพรุนไปเยอะ และกลับมาคิดใหม่

     จนสุดท้ายเรากลับมาคุยกันว่า ทำไมเราไม่ทำในสิ่งที่เราเคยทำมาล่ะ นั่นก็คือ Book Club 
ต้องเล่าก่อนว่า จริงๆ แล้วเรากับจูนเป็นเพื่อนสมัยม.ต้นกัน แต่พอจบม.ต้นไป จูนก็ย้ายโรงเรียน
และไม่ได้เจอกันอีกเลย จนกระทั่งเรียนจบ ทำงานกันไปปีนึงแล้วเราจัด Book Club
แล้วจูนก็สมัครมาและก็มาเข้าร่วมอีกหลายครั้ง

     เราทั้งคู่ขำในความอ้อมจักรวาลของเรา เพราะกว่าจะมาจบที่ Book Club เราพยายามคิดไอเดียกันเยอะมาก
ขายไอเดียกัน ต่อยอดนู่นนี่ ตีตกไปหลายอัน ใช้เวลาเป็นเดือน แต่บทจะตกลงเป็น Book Club ก็โอเคภายใน 3 วินาที
(เหมือนตอนชวนกันสมัครโปรเจค 5555)

     จากตอนนั้นเราก็เอา Book Club ไปเข้า Help Desk แต่ตอนแรกไอเดียของเราคือ จะทำ Book Club ในพื้นที่สยาม
แต่เราไม่มี Insight ของสยามเลย มีแต่ Insight ของ Book Club 
แถมเรารู้สึกว่าหรือเราไม่เข้าเกณฑ์ของโจทย์นี้นะ เพราะ Community ของโจทย์ดูหมายถึง “พื้นที่รวมตัว”
ที่ต้องมี Space ด้วย แต่ Community ในความหมายของเราคือ “คนที่มีอะไรบางอย่างคล้ายกันมารวมตัวกัน”
แต่เราไม่ได้กำหนดสถานที่ตายตัว จนพอเรากลับไปวันนั้น เราโทรหาจูนเลยว่า
“แก เราถอนตัวกันมั้ย” คือ ตอนนั้นก็รู้สึกว่าถึงไม่เข้าโปรเจคนี้ ยังไงเราก็ทำต่ออยู่ดี เลยไม่ได้อึดอัดมาก 
จูนก็ตอบโอเค เพราะมันรู้สึกตัวว่าหลังจากนี้มันจะไม่ค่อยว่างแล้ว
ก็โอเค เข้าใจกันทั้งสองฝ่าย แต่ก็ยังไม่ได้บอกใครนะว่าจะถอนตัว

     แต่ แต่ แต่โค้ชพี่เต้ยน่ารักมาก โทรมาคุยกับเราละเอียดสุดๆ ดูจริงจังและเป็นห่วงเป็นใยจนเรารู้สึกผิด
สุดท้ายเราก็ปรับนิดปรับหน่อยตามที่พี่เต้ยแนะนำ แล้วก็ส่งการบ้านไปวันสุดท้าย โดยที่ไม่คาดหวังอะไร
แล้วเราก็ติดค่ะ! แล้วไงต่อ ลองย้อนกลับไปอ่าน paragraph ที่แล้วสิคะ คือ จูนไม่ว่างแล้ววววว T_T

     ก็อย่างที่บอก ก็กังวลมาก ก็มาพรีเซนท์มาอะไรไป แบบคนเดียวสตรองๆไป
แต่ในใจนี้แม้แต่ก้อนหินยังแหลกเป็นเม็ดทราย นับประสบอะไรกับหัวใจ~
ก็แอบหนีบเพื่อนมานั่งฟังด้วย อย่างน้อยก็มีคนให้กำลังใจแล้วก็คอยยิ้มให้ตอนเครียดๆ ช่วยได้มากๆ TvTb
ทุกอย่างก็ผ่านไปด้วยดี แต่สิ่งที่รู้กับตัวเองเลยว่าจะยาก คือ การหาสมาชิกทีมใหม่
เพราะเราไม่ใช่คนที่ทำงานกับคนใหม่ๆ ได้ง่ายๆ เลย

     แต่สิ่งที่คล้ายกัน มันก็มักจะดึงดูดอะไรที่คล้ายกันอย่างมหัศจรรย์
วันนึงเราไปนั่งที่ Ma:D คุยกับพี่เก่งเล่าเรื่อง Book Club เนี่ยแหละ แล้วมีน้องไนซ์ ที่เป็นทีมคนใหม่ของ Ma:D นั่งอยู่ด้วย
ไนซ์บอกว่า “เฮ้ย Book Club นี่เป็นอีเวนท์ที่ทำให้ไนซ์รู้จักที่ Ma:D เลยนะ พี่สองคือคนทำหรอ”
ณ จุดนั้นเรารู้สึกว่ามัน Destiny มาก เลยชวนไนซ์แล้วก็แฟนไนซ์ที่ชื่อ หย่าง ลองมาคุยกันดู
ก็นัดวันเสร็จสรรพ จนวันคุยจริงก็นัดที่ Ma:D แหละ แล้วที่นั่นก็มีเพื่อนอีกคนที่นั่งทำงานอยู่ที่นั่น ชื่อ จิ๊กกี๋
จิ๊กกี๋ฟังที่เราพูดแล้วก็สนใจไปด้วย เราก็ชวนจิ๊กกี๋มาอีก เพราะรู้สึกว่า ณ จุดนั้นมันต้องไหลตามจังหวะพรหมลิขิตแล้วแหละ

     ก็ยังไม่รู้ว่าจะเป็นยังไงต่อไป เพราะก็ยังไม่เคยทำงานด้วยกันเลย แต่เราก็รู้สึกว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีมาก 
ขอบคุณตัวเองที่กล้าพาตัวเองไปเจอโอกาสใหม่ๆ และขอบคุณคนรอบข้างทุกคนนนนน 

Learning จากเรื่องนี้คือ
1. จงกล้าเล่าไอเดียให้คนอื่นฟัง
2. อย่าไปกลัวความกลัวของตัวเอง
3. ลองทำดู ล้มเหลวก็ไม่เป็นไร ลุกใหม่ได้เสมอ

:))

เข้าสู่ระบบ

Or fill the form below