นโยบายและการแก้ไขปัญหาสัตว์จรจัดกับสถานพักพิงสัตว์จรจัด

03 สิงหาคม 2560
สิ่งแวดล้อม,ทารุณสัตว์,เศรษฐกิจ / ความยากจน,ที่อยู่อาศัย,การพัฒนาชุมชน,การพัฒนาเมือง,การสร้างและฝึกอาชีพ,การมีส่วนร่วม,ศีลธรรม,กฎหมายและนโยบาย,สันติภาพ / ความสงบสุข,การใช้ความรุนแรงทารุณกรรม,อาชญากรรม,ธุรกิจและกิจการเพื่อสังคม,ความรับผิดชอบต่อสังคม
All
นโยบายและการแก้ไขปัญหาสัตว์จรจัดกับสถานพักพิงสัตว์จรจัด
จำนวนของสัตว์จรจัดนั้นเพิ่มมากขึ้นตามการขยายตัวของชุมชนเมืองและรายได้ของประชากร สาเหตุอันดับหนึ่งของการเพิ่มจำนวนประชากรของสัตว์จรจัด คือ การถูกเจ้าของทอดทิ้ง สัตว์ที่ไม่มีเจ้าของ (จรจัด) ส่วนใหญ่พบในชุมชนเมืองตามเมืองหลวงและหัวเมืองสำคัญๆ เป็นสุนัขประมาณ 90 เปอร์เซ็นต์ แมวเกือบ 10 เปอร์เซ็นต์ และอื่นๆ ที่เหลือ เช่น กระต่าย นก ปลา เนื่องจากสุนัขมีความต้านทานมากกว่าจึงมีโอกาสเหลือรอดมากที่สุด จึงพบเห็นสุนัขจรจัดได้ทั่วไปตามพื้นที่รอบชุมชนเมือง แมวจะพบน้อยกว่าเนื่องจากถูกสัตว์ด้วยกันทำร้าย โดยเฉพาะสุนัขและมีโอกาสติดเชื้อมากกว่าจึงอยู่รอดน้อยกว่า

หน่วยงานที่รับผิดชอบเรื่องนี้ คือ สำนักนามัยกรุงเทพฯ และกรมปศุสัตว์
ซึ่งจะทำงานร่วมกันกับหน่วยงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น มหาวิทยาลัย มูลนิธิ และกลุ่มจิตอาสาต่างๆ

ในสถานพักพิงสัตว์ก็เป็นในอัตราส่วนเช่นนี้เหมือนกัน ประชากรสุนัขจรจัดในพื้นที่กรุงเทพฯ นั้นมีประมาณหนึ่งแสนตัว (สำนักอนามัยกรุงเทพฯ 2559) จึงต้องใช้ทรัพยากรและกำลังคนในการดูแลจัดการอย่างมาก ในอดีตที่ผ่านมา ประมาณ 10-15 ปี จนถึงปัจจุบัน ประเด็นสำคัญเร่งด่วนที่เป็นผลมาจากปัญหาสัตว์จรจัด คือ การระบาดของโรคติดต่อจากสัตว์สู่คน ที่อันตรายที่สุด คือ โรคพิษสุนัขบ้า ระบาดไปบนสัตว์หลากชนิด แต่สุนัขและแมวเป็นสัตว์เลี้ยงยอดนิยมการควบคุมโรคพิษสุนัขบ้าจึงทำได้โดยการควบคุมประชากรสุนัขและแมว โดยเฉพาะพื้นที่ชุมชนเมือง ที่ผ่านมาจะมีข่าวเด็กถูกาุนัขกันแล้วต้องไปฮีดวัคซีนบ่อยมาก แต่ก็ลดลงมาเรื่อยๆ
การแก้ไขปัญหาสัตว์จรจัดจะทำโดยการย้ายสัตว์เหล่านี้เข้าไปอยู่ในสถานพักพิงสัตว์จรจัดมีทั้งที่เป็นของราชการ มหาลัย มูลนิธิต่างๆ และคนทั่ว โดยปกติประมาณ 90 เปอร์เซ็นต์ของสถานพักพิงเหล่านี้ไม่ได้จดทะเบียนและสถานที่ซึ่งจดทะเบียนก็ไม่ได้มีมาตรฐานสถานพักพิงสัตว์ที่ดี เพราะว่าจำนวนทรัพยากรที่จำกัดและความสำคัญของการควบคุมโรคระบาดดังกล่าว การพัฒนาสถานพักพิงสัตว์จึงไม่ได้ถูกให้ความสำคัญอย่างที่ควรจะเป็น โดยเฉพาะของรัฐ ภาพของสถานพักพิงสัตว์กลายเป็นสถานทารุณสัตว์ ช่วงประมาณ 5-10 ปีที่ผ่านมา จึงมีผู้ที่รักสัตว์จำนวนมากเปิดบ้านของตนใช้เป็นสถานพักพิงสัตว์แบบไม่จดทะเบียนและดำเนินงานโดยอาศัยการสร้างเครือข่ายและระบบจิตอาสาโดยความช่วยเหลือของหน่วยงานที่ทำงานด้านสัตว์ที่มีอยู่แล้ว เพราะว่าหน่วยงานของรัฐไม่ได้มีตัวอย่างที่ดีในการบริหารจัดการเรื่องนี้ ทั้งตนเองยังไม่ได้มีตัวอย่างของสถานพักพิงสัตว์ที่ดี ยังไม่มีมาตรฐานสำหรับสถานพักพิงสัตว์ และต้องควบคุมโรคระบาดอยู่นั่นเอง "สถานพักพิงสัตว์จึงไม่ใช่คำตอบสุดท้าย แต่เป็นการบรรเทาปัญหาช่วงขณะหนึ่ง" เมื่อสามารถซื้อเวลาได้แล้วก็จัดการกับต้นเหตุ คือ การทิ้งสัตว์ โดยการออกกฏหมายและการบังคับใช้กับเหล่าเจ้าของที่มีแนวโน้มไม่สามารถดูแลสัตว์เลี้ยงของตนได้ เพื่อขจัดต้นตอของปัญหา การจัดการเรื่องนี้จึงต้องกำหนดแผนและทิศทางกันอีกครั้ง ซึ่งมาพร้อมกันกับโรดแมปใหม่ล่าสุดของประเทศไทย

ปลายปี พ.ศ. 2557 พระราชบัญญัติพระราชบัญญัติ ป้องกันการทารุณกรรมสัตว์และการจัดสวัสดิภาพ (พรบ. คุ้มครองสัตว์) ถูกบังคับใช้อย่างเป็นทางการ พรบ. นี้มีขึ้นเพื่อ "สร้างสวัสดิภาพที่ดีให้กับมนุษย์ โดยการสร้างสวัสดิภาพที่ดีให้กับสัตว์" เพราะว่าสาเหตุของโรคระบาดและจำนวนประชากรสัตว์ที่เพิ่มขึ้นมาจากผู้เลี้ยงสัตว์ที่ทิ้งสัตว์ของตนเองเป็นหลักจึงต้องจัดการกับต้นเหตุนี้โดยการ "การให้ความรู้และการควบคุม” คือ “การสร้างทัศนคติและวิธีการปฏิบัติที่ถูกต้องให้กับสาธารณะชน ควบคู่ไปกับการควบคุมจำนวนสัตว์และการบังคับใช้กฏหมาย” มีเนื้อหาหลายส่วนมาจากประเทศที่พัฒนาแล้ว ซึ่งทำได้นำไปปฏิบัติใช้จนได้ผลดีเป็นที่น่าพอใจมาก่อน

ในส่วนของ “การแก้ไขปัญหาสัตว์จรจัด” มีประเด็นหลัก 3 อย่างดังนี้ คือ
1. พรบ. คุ้มครองสัตว์ (พ.ศ. 2557)
2. การควบคุมจำนวนประชากรสัตว์ (สัตว์เลี้ยง และสัตว์ไม่มีเจ้าของ “สัตว์จรจัด”)
3. การควบคุมการแพร่ระบาดของโรคติดต่อจากสัตว์สู่คน (โรคพิษสุนัขบ้า)

ขั้นตอนในการดำเนินงานจะเป็นดังนี้
1. สร้างเครือข่ายของผู้ที่เกี่ยวข้อง เพื่อสร้างศูนย์พักพิงสัตว์กลางและวางแนวทางสำหรับการสร้างมาตรฐานบ้านพักพิงสัตว์
ในขั้นตอนแรก เพื่อสร้างเครือข่ายและการระดมผู้เชี่ยวชาญสำหรับแผนการต่างๆ ในอนาคตและเพื่อจัดระเบียบสัตว์จรจัดห้มีที่อยู่ จึงต้องสร้างสถานพักพิงสัตว์ที่เป็นศูนย์กลางขึ้นมาเพื่อรวบรวมสัตว์จรจัดต่างๆ และสร้างสร้างองค์ความรู้ใช้เป็นมาตรฐานสัานพักพิงสัตว์ที่ดีแห่งแรกก่อน เรียกว่า ต้นแบบ (โมเดล) ใช้นำร่องก่อนแห่งแรก
คือ สถานพักพิงสัตว์จรจัดทัพทัน ในการสร้างสถานพักพิงนี้จะได้ผู้เชี่ยวชาญหลายท่านมาระดมสมองร่วมกันเพื่อทำงานในเฟสต่อไป
 
2. ย้ายสัตว์เข้าไปอยู่ในสถานพักพิงที่สร้างขึ้นมา เพื่อสร้างมาตรฐานจากการปฏิบัติที่ดี
ในขั้นที่สอง จะย้ายสัตว์จรจัดต่างๆ จากสถานพักพิงสัตว์อื่นๆ มาไว้ที่นี่ ควบคุมโรคระบาดโดยการควบคุมจำนวนประชากร จะได้เอาทรัพยากรไปทำในส่วนอื่นแทน คือใช้การบังคับทางกฏหมายควบคุมสถานที่เพาะพันธู์สัตว์และผู้เลี้ยงสัตว์ต่างๆ ผู้เลี้ยงสัตว์ที่ดูแลสัตว์ได้ไม่ดีนั้นรวมถึงสถานพักพิงสัตว์ที่ไม่ได้รับการดูแลอย่างเหมาะสมด้วย จะเสี่ยงเป็นแหล่งโรคระบาดและการทำผิดกฏหมายหลายอย่าง เช่น เอาสัตว์มาปล่อย หรือทำร้ายสัตว์ แน่นอนว่ายังไม่มีมาตรฐานสถานพักพองสัตว์ที่เป็นรูปเป็นร่างจึงยังไม่สามารถบังคับใช้กฏหมายตัดสินว่าสถานพักพิงแห่งไหนสมควรถูกปิดหรือเปิดทำการต่อ ทว่าเมื่อมีการปฏิบัติที่ดีเป็นรูปเป็นร่างแล้วจึงจะร่างเป็นเกณฑ์อย่างเป็นทางการได้ ในการร่างมาตรฐานเหล่านี้ก็ทำเหมือนกันกับการส้รางสถานพักพิงสัตว์ที่ผ่านมา คือ ระดมผู้เชี่ยวชาญที่เกี่ยวข้อง มาหารือกัน สานต่อเครือข่ายที่มีไปก่อนหน้านี้
 
3. สร้างมาตรฐานการเลี้ยงสัตว์
ในขั้นที่สาม เมื่อสถานพักพิงสัตว์เป็นรูปเป็นร่างและมีแนวทางในการปฏิบัติที่ดีแล้ว จะนำสิ่งเหล่านี้ไปบังคับใช้ตามกฏหมายให้ผู้ที่ดูแลสัตว์ไม่เหมาะสมต้องโทษ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการปรับและยึดสัตว์ในครอบครอง โดยการจัดทำทะเบียนผู้ครอบครองสัตว์ ในทะเบียนนี้จะระบุว่า สัตว์และเจ้าของคือใครอยู่ที่ใด ผู้ที่เพาะพันธุ์สัตว์ ผู้ที่เปิดบ้านพักพิงสัตว์ ผู้ใดก็ตามที่ดูแลสัตว์อย่างไม่เหมาะสม จะต้องถูกปรับหรือยึดสัตว์ไปหากมีการแจ้งเบาะแสมา ผู้ที่ถูกยึดสัตว์ไปก็อาจถูกขึ้นบัญชีว่าไม่มีความสามารถในการเลี้ยงดูสัตว์อีกด้วย อันเป็นสาเหตุของการเกิดโรคระบาดและการเพิ่มจำนวนของสัตว์จรจัด เป็นต้น
*อย่างไรก็ตามระบบทะเบียนอาจไม่ได้ระบุทุกคนที่เลี้ยงสัตว์ แต่อย่างน้อยที่สุดก็ระบุว่าสถานพักพิงสัตว์ที่มีมาตรฐาน ที่จดทะเบียน มีที่ไหนบ้าง และถ้าหากว่าผู้ใดไม่สามารถเลี้ยงสัตว์ได้อย่างเหมาะสม อันเป็นเหตุของโรคระบาดและการเพิ่มจำนวนประชากรสัตว์จรจัด บุคคลผู้นั้นจะถูกบันทึกลงประวัติเอาไว้เพราะทำผิดกฏมาย


4. นำมาตรฐานไปใช้คู่กับกับการบังคับใช้กฏหมาย
ในขั้นที่สี่ จะบังคับใช้มาตรฐานเหล่านี้กับผู้เลี้ยงสัตว์และบ้านพักพิงสัตว์ต่างๆ แม้แต่สถานที่ซึ่งเคยดูแลสัตว์ในอดีตก็ต้องปรับตัวเพราะว่ามีมาตรฐานกลางที่พิสูจน์แล้วว่าใช้ได้ผลดีออกมาแล้ว สิ่งเหล่านี้จะมีประโยชน์ในการควบคุมโรดระบาด สร้างสวัสดิภาพที่ดีให้กับสัตว์ และยังพัฒนาฝีมือของบุคลากรในด้านต่างๆ อีกด้วย
 
5. พัฒนาบุคลากร ทั้งคนและสัตว์
ในขั้นที่ห้า จากขั้นตอนที่ผ่านมานั้น คือ การรวมศูนย์และสร้างความร่วมมือท่ามกลางผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ในตอนนี้จะมีสถานพักพิงสัตว์กลางเกิดขึ้น มีกฏหมาย (พรบ.) มีมาตรฐานสถานพักพิงสัตว์เวอร์ชั่นแรก มีแนวทางในการบังคับใช้กฏหมาย ต่อไป คือ การพัฒนาบุคลากร ทั้งคนและสัตว์ เนื่องจากหลักการและเหตุผล คือ "สร้างสวัสดิภาพที่ดีของมนุษย์ โดยการส้รางสวัสดิภาพที่ดีของสัตว์" สัตว์ถูกมองว่าเป็นเพื่อนของมนุษย์ เป็นแรงงานที่มีทักษะ เสมือนเป็นบุคคลหนึ่งเพียงแต่ไม่ได้มีสิทธิทุกอย่างเหมือนมนุษย์ ที่ผ่านมานั้นสัตว์เป็นเหมือนผู้ลี้ภัยในสถานพักพิง แต่เมื่อปัญหาของโรคระบาดและประชากรสัตว์จรจัดอยู่ในการควบคุมแล้ว การนำสัตว์เหล่านี้ไปสอนทักษะก็เป็นงานต่อไป อย่างไรก็ตามเมื่อต้องมีการสอนทักษะ ก็ต้องมีผู้ฝึกสอนก่อน ซึ่งการรวมศูนย์เป็นสถานพักพิงสัตว์แบบนี้จะช่วยให้เหล่าผู้ที่เกี่ยวข้อง (จากที่เกล่าวมาในขั้นต้น) โดยเฉพาะมหาวิทยาลัย มูลนิธิ และจิตอาสา สามารถมาเรียนรู้งานและสร้างองค์ความรู้เกี่ยวกับการดูแลสัตว์ได้อย่างเป็นระบบมากขึ้น สัตว์โดยเฉพาะสุนัขนั้น มีศักยภาพในการทำงานหลายอย่างมากมาย
หลายหัวข้อยังคงเป็นเรื่องที่ต้องคุยกันต่อไป อย่างไรก็ตามในเวลาอันใกล้จะมีแผนของเฟสนี้ปรากฏออกมาอย่างแน่นอน ในปัจจุบันจึงสุดที่ตรงนี้

สรุป นโยบายและแผนในปัจจุบัน
หากจะสรุปการทำงานในปัจจุบัน จะได้เป็นขั้นตอนดังนี้
  1. ควบคุมโรคระบาดจากสัตว์สู่คน
  2. โดยการควบคุมประชากรสัตว์
    1. โดยการบังคับใช้กฏหมาย
    2. ระบุตัวเจ้าของสัตว์
    3. กำหนดให้สัตว์อยู่ในที่ที่ควรอยู่
  3. ถ้าไม่มีเจ้าของก็ส่งไปสถานพักพิงสัตว์
    1. เพื่อดูแลและฟื้นฟู
    2. อบรม ฝึกฝน
    3. หาเจ้าของใหม่ให้ หรืออยู่ถาวร
  4. เมื่อจำนวนสัตว์จรจัดลดลงแล้วค่อยมาจัดการแหล่งที่มา
    1. เจ้าของที่ทิ้งสัตว์เลี้ยงของตน
    2. สถานเพาะพันธุ์สัตว์
    3. แหล่งค้าขายสัตว์
  5. ระหว่างนั้นก็ทำมาตรฐานสถานพักพิงสัตว์
  6. เมื่อได้มาตรฐานมาแล้วก็ค่อยมาจัดการสถานพักพิงสัตว์ที่มีอยู่
    1. เพื่อควบคุมโรคระบาดจากสัตว์สู่คน
    2. โดยการกำหนดมาตรฐานการปฏิบัติที่ดี
    3. ถ้าทำตามไม่ได้ (มีข้อจำกัด) ก็ย้ายสัตว์ออกไป
*สังเกตว่าการทำงานจะเป็นวงลูป ไปเริ่มที่ 1 และลงมา 6 อีกครั้ง 
การตัดสินให้เจ้าของสถานพักพิงสัตว์เดิมถูกย้ายสัตว์ออกไปนั้น ไม่ใช่การริดรอนสิทธิหรือการหลั่นแกล้ง ตรงกันข้ามเพื่อเพิ่มโอกาสให้กับสัตว์เองและคนอื่นๆ ที่จะมาดูแลต่อ
  • ทั้งนี้เพื่อป้องกันโรคระบาด การทำผิดกฏหมายต่างๆ
  • พัฒนาคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของทั้งสัตว์และคน
  • พัฒนาองค์ความรู้ใหม่ๆ และพัฒนาของเดิมที่มีอยู่
  • สร้างงานและรายได้ ให้กับทั้งคนและสัตว์
ในท้ายที่สุดนี้ขั้นตอนและการดำเนินงานที่กล่าวมานั้นตั้งอยู่บนพื้นฐานของ "การพัฒนาสวัสดิภาพของมนุษย์ โดยการพัฒนาสวัสดิภาพของสัตว์"
องค์ความรู้หลายอย่างพัฒนาขึ้นแต่หลักการยังเหมือนเดิม เรื่องเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่ แต่ได้ถูกบันทึกเอาไว้นานมาแล้วในพระคริสตธรรมคัมภีร์เดิม
ในพระธรรมสุภาษิต บทที่ 12 ข้อ 10 "คนชอบธรรมย่อมเห็นแก่ชีวิตสัตว์ของเขา แต่ความกรุณาของคนโหดร้ายคือความดุร้าย"
ในอดีตสัตว์มีบทบาทในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของมนุษย์อย่างไร ในปัจจุบันและอนาคตก็เป็นอย่างนั้น เรื่อยไปจนกว่าจะสิ้นยุค
 
ข้อมูลเหล่านี้ ได้มาจากการรวบรวมจากหน่วยงานต่างๆ ที่รับผิดชอบเรื่องนี้ คือ สำนักนามัยกรุงเทพฯ กรมปศุสัตว์ และหน่วยงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น มหาวิทยาลัย มูลนิธิ และกลุ่มจิตอาสาต่างๆ

เรียบเรียนโดย ทีม Pet Planet
2017-08-03 Learning นโยบายและการแก้ไขปัญหาสัตว์จรจัดกับสถานพักพิงสัตว์จรจัด.docx