IKEA Museum : บุกถิ่นต้นกำเนิดอิเกีย เรียนรู้ Democratic Design ที่ทำให้เข้าถึงทุกคนใน 'บ้าน'

09 มกราคม 2561
ที่อยู่อาศัย,การพัฒนาชุมชน,การพัฒนาเมือง,ธุรกิจและกิจการเพื่อสังคม,การลงทุนทางสังคม,การคุ้มครองผู้บริโภค,ความรับผิดชอบต่อสังคม,การจ้างงาน,การค้าที่เป็นธรรม,การท่องเที่ยวชุมชน
All
พูดถึงประเทศสวีเดน คนคงนึกถึงอยู่ไม่กี่อย่าง นอกจาก H&M แล้วก็ต้อง IKEA นี่แหละ...
ตอนเรามาถึงแรกๆ กิจกรรมที่คนย้ายมาอยู่ใหม่ที่สวีเดนเกือบทุกคนต้องทำก็คือการไปอิเกียนี่แหละจ้า 
มันคือวิถีชีวิตเค้าจริงๆ วันหยุดว่างๆ พ่อแม่ก็พาเด็กๆมาวิ่งเล่น เดินเล่น และทานอาหารกันเป็นครอบครัวที่นี่

เราเคยไปเดินอิเกียที่เมกาบางนา ตอนที่ยังไม่เข้าใจความเป็นสวีเดนเท่าไหร่ ก็เลยรู้สึกเฉยๆ แต่พอมาอยู่นี่แล้วถึงรู้เลยว่า อิเกีย = สวีเดน จริงๆ
ตั้งแต่โลโก้ สีน้ำเงิน-เหลือง ซึ่งก็คือสีธงชาติสวีเดน ชื่อสินค้าต่างๆ ที่ถูกตั้งเป็นชื่อคน (เพราะคุณลุงอิงวาร์ผู้ก่อตั้งอิเกีย ไม่ชอบจำรหัสโค้ดสินค้าเป็นตัวเลข เลยตั้งเป็นชื่อคนซะเลย) Meatball ลูกกลมๆแสนอร่อยในโซนอาหาร ก็เป็นอาหารประจำบ้านของคนที่นี่ หรือแม้แต่การออกแบบสิ่งของที่เรียบง่ายสไตล์แสกนดิเนเวีย รวมถึงการตั้งราคากลางๆให้คนเข้าถึงได้ตามหลักการความเท่าเทียมที่คนสวีเดนยึดถือ....เราได้ซึมซับวัฒนธรรมของชาวสวีเดนเข้าไปมากมายแบบไม่รู้ตัวเลยจริงๆ!
  ​
แม้ว่าหน้าตาของตัวอาคารและการตกแต่งข้างในจะเหมือนกันทุกที่ทั่วโลก แต่เพื่อจะให้เข้าถึงความอิเกียที่แท้จริง เราก็ต้องไม่พลาดที่จะไปเยือนเมืองต้นกำเนิดโชว์รูมแรกของอิเกียที่ชื่อว่า Älmhult ซึ่งทุกวันนี้เป็นที่ตั้งของสำนักงานใหญ่อิเกีย ทั้งกลยุทธ์แผนงาน นโยบาย และงานออกแบบผลิตภัณฑ์ต่างๆก็เริ่มต้นจากที่นี่ นอกจากเมืองนี้จะเต็มไปด้วยตึกออฟฟิศของอิเกีย พนักงาน และลูกหลานครอบครัวของพนักงานอิเกียแล้ว ก็มี IKEA Museum นี่แหละค่ะที่ทำให้เราต้องมาเยี่ยมให้ได้...

เดินเข้ามาถึงก็จะเจอส่วนที่เรียกว่า Our roots ซึ่งอธิบายอย่างละเอียดว่า แต่ละห้องของบ้านในสวีเดนหน้าตาเป็นอย่างไรในอดีต ไล่มาตั้งแต่ห้องครัว ห้องนั่งเล่น ห้องนอน ห้องน้ำ ฯลฯ ข้าวของเครื่องใช้ และวิถีชีวิตของคนกับการใช้งานแต่ละห้องเป็นอย่างไร...นิทรรศการส่วนนี้บอกกับเราในสิ่งที่หลายๆคนอาจลืมไปว่า สวีเดนก็เคยเป็นดินแดนที่ยากจน สกปรก มีโรคระบาด ภัยธรรมชาติ และสงครามมาก่อน ไม่ได้เกิดมาแล้วก็เจริญเลย แต่การที่เค้าให้ความสำคัญกับคุณภาพชีวิตมากๆ ความสุขต้องมีในทุกๆวัน เลยทำให้มีงานดีๆออกมาเอง และอีกอย่างที่ได้เรียนรู้จากอดีตคือ คนที่นี่ให้ความสำคัญกับ 'เด็ก' และ 'ครอบครัว' มากๆ และคุณค่านี้ก็ยังคงส่งต่อมาอย่างเข้มข้นจนถึงปัจจุบัน ซึ่งจุดรวมใจของเด็กและครอบครัวที่ว่า ก็คือ 'บ้าน' นั่นเอง

แล้วเรื่องก็ดำเนินจาก Our roots มาถึง Our story ซึ่งก็คือยุคก่อร่างสร้างตัวของอิเกีย ชีวิตก็ไม่ได้ง่ายอีก เพราะกว่าจะเป็นอิเกียที่ยิ่งใหญ่อย่างทุกวันนี้ คุณลุงอิงวาร์ (Ingvar Kamprad) ผู้ก่อตั้งอิเกียต้องก้าวผ่านอุปสรรคมากมาย สิ่งที่เราประทับใจมากๆคือการได้เรียนรู้แนวทางการแก้ปัญหาใหม่ๆ ของคุณลุงอิงวาร์ ที่เรียกได้ว่าพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาส และสร้างนวัตกรรมจากการเข้าใจผู้บริโภคจริงๆ ยกตัวอย่างบางเหตุการณ์เช่น 
  • ตอนตั้งบริษัทที่ตั้งใจผลิตเฟอร์นิเจอร์ในราคาถูกกว่าท้องตลาด เลยถูกบอยคอตต์จากบริษัทคู่แข่งใหญ่ๆ ถูกตัดแขนตัดขาด้วยการไม่ให้ supplier ส่งวัตถุดิบให้ แต่คุณลุงอิงวาร์ก็แก้ปัญหาด้วยการสร้างความสัมพันธ์ที่เหนียวแน่นกับ supplier ด้วยการทำโปรเจกต์พัฒนาผลิตภัณฑ์ร่วมกัน เพียงเท่านี้ supplier ก็กลายเป็น ความร่วมมือแบบ partner ที่ยากจะตัดขาดจากกันได้
  
  • เฟอร์นิเจอร์ชิ้นใหญ่ๆ อย่างโต๊ะหรือชั้นวางของมักชำรุดเสียหายจากการขนส่ง คุณลุงก็เลยคิดใหม่ทำใหม่ กลับไปแก้ที่การออกแบบให้แยกเป็นชิ้นๆ ใส่กล่องได้ ซึ่งนอกจากจะประหยัดเนื้อที่ให้บรรจุสินค้าได้มากขึ้นแล้ว ก็ยังประหยัดต้นทุนแรงงาน จะได้ผลิตสินค้าที่ราคาถูกลงไปได้อีก
  • ตอนเปิดช็อปแรกๆ ก็ให้คนที่เป็นแม่บ้าน (housewife) มาเป็นพนักงานขาย เพราะพวกเธอจะรู้จักเรื่องในบ้านมากกว่าใคร และรู้ใจลูกค้าได้แบบไม่ต้องสงสัย
ตัวอย่างวิธีการแก้ปัญหาใหม่ๆพวกนี้กลายเป็นจุดขายและเอกลักษณ์ของอิเกียที่ไม่มีใครเลียนแบบได้ สำหรับเราแล้ว คุณลุงอิงวาร์นี่คือ ผู้ประกอบการ (Entrepreneur) ตัวจริงเสียงจริงเลยทีเดียว!
 

จากการทำงานพัฒนาผลิตภัณฑ์บนพื้นฐานของ 'Life at Home Research' หรือการศึกษาชีวิตที่บ้าน บวกกับกระบวนการแก้ปัญหาด้วยนวัตกรรมการออกแบบที่เพื่อ 'คน' ไม่ใช่เพื่อ 'ลูกค้า' ซึ่งในนิทรรศการก็มีเล่าถึงหลักการสำคัญของการออกแบบที่อิเกียยึดถือ เรียกว่า Democratic Design ซึ่งทำให้อิเกียแตกต่างและไม่เหมือนใคร เพราะเค้าบอกเลยว่าใครๆก็ทำสินค้าดีในราคาเท่าไหร่ก็ได้ แต่การทำสินค้าให้ดีในราคาที่ทำให้คนเข้าถึงได้เนี่ย มันเจ๋งกว่าเป็นไหนๆ...หลักการนี้มีอยู่ด้วยกัน 5 ข้อได้แก่ 
  1. Function - การใช้งาน : มากกว่าการคิดว่าของชิ้นนี้ใช้งานอย่างไร ต้องคิดต่อด้วยว่าของชิ้นนี้จะทำให้ชีวิตประจำวันของผู้ใช้ง่ายขึ้น และมีความหมายขึ้นได้อย่างไร
  2. Form - รูปแบบ : มากกว่าความสวยงามที่ต้องมีเป็นพื้นฐานแล้ว ของชิ้นนั้นต้องทำให้ผู้ใช้รู้สึกดีกับการอยู่บ้านด้วย
  3. Quality - คุณภาพ : ต้องตระหนักอยู่เสมอว่าคนอยากได้คุณค่าที่คุ้มกับเงินที่จ่ายไป ของที่ออกแบบจึงต้องมีอายุการใช้งานที่ยาวนาน
  4. Sustainability - ความยั่งยืน : แหล่งวัตถุดิบและแหล่งผลิตสินค้าต้องมีความยั่งยืน ตามหลักมาตรฐาน IWAY 
  5. Low price - ราคาถูก : ปัจจัยเรื่องราคาเป็นประเด็นสำคัญที่จะทำให้สินค้าเข้าถึงคนได้มาก ซึ่งในส่วนนี้ผู้ซื้อสินค้าเองก็จะมีส่วนในการทำให้ราคาถูกด้วยการทำเองในบางขั้นตอน เช่น การประกอบและติดตั้ง หรือการขนส่ง...แล้วมันก็จริงอย่างที่เค้าบอกว่า "You do your part , we do our part, together we save money"
ถึงวันนี้ แม้แต่ตัวคุณลุงอิงวาร์ผู้ก่อตั้งเอง ก็ให้คำจำกัดความไม่ได้ว่า IKEA คืออะไร เพราะเราต่างก็เห็นด้วยว่ามันมาไกลกว่าการเป็นร้านขายเฟอร์นิเจอร์มานานแล้ว
สำหรับเรา เราว่ามันเป็นที่ที่เติมเต็มความหมายของคำว่า 'บ้าน' ...แค่เข้าไปเดินๆ ก็ทำให้รู้สึกอบอุ่น สนุก เป็นกันเอง เหมือนอยู่บ้าน...

เดินออกจาก IKEA Museum วันนั้น เราเข้าใจแล้วว่าทำไมใครๆ ก็ไปอิเกีย!