Deep Work : เราจะทำงานอย่างมีโฟกัสได้อย่างไรในโลกที่มีแต่สิ่งรบกวน

17 มกราคม 2561

เห็นชื่อหนังสือแล้ว คนสมาธิสั้นอย่างเราต้องรีบหยิบขึ้นมาทันที เพราะมันตรงใจเหลือเกิน 

ในโลกที่หมุนเร็วมาก งานก็ต้องทำ ข่าวสารก็ต้องตาม ไหนจะครอบครัว คนรัก ที่ทำงาน เพื่อนฝูง ทั้งเรื่องของเรา และเรื่องของคนอื่น สะสมหมุนวนจนไม่สามารถแยกออกจากกันได้ 
เผลอๆก็หมดไปอีกปี ทบทวนอีกที เราก็ดูเหมือนทำงานยุ่งอยู่ตลอดนะ แต่ทำไมไม่มีงานดีๆเป็นชิ้นเป็นอันออกมาเลย....เหตุผลก็เพราะสิ่งรบกวนรอบข้างนี่แหละ ที่ทำให้เราโฟกัสไม่ได้ แล้วพอเราให้เวลาคิดอย่างจดจ่อกับสิ่งนั้นไม่มากพอ ความคิดเจ๋งๆ แจ่มๆ มันเลยไม่ออกมา ทำให้เราไม่เคยรู้ว่าจริงๆแล้วลิมิทความสามารถของเราอยู่ที่ตรงไหนกันแน่ และเราสามารถไปได้อีกไกลแค่ไหน 

หนังสือ Deep Work : Rules for focussed success in a distracted world โดย คุณ Cal Newport สอนเราหลายอย่างมาก อ่านหนังสือเล่มเดียวเหมือนได้อ่านงานวิจัยดีๆพร้อมกันเป็นสิบๆเรื่อง แถมยังมีตัวอย่างเทคนิคการทำงานจากบุคคลที่ประสบความสำเร็จอีกหลายสิบคน ให้เราได้เลือกทำตามหรือเป็นแบบอย่างในการทำงานได้ด้วย

เราอาจจะไม่ได้เล่าตามเนื้อหาโดยตรง แต่ขอสรุปสิ่งที่ได้เรียนรู้ที่เป็นใจความสำคัญ เป็นชุดความคิดที่เรา (และคนส่วนใหญ่) เข้าใจผิด และเทคนิคง่ายๆ ที่จะช่วยฝึกฝนให้เราสามารถทำงานแบบ Deep work มากขึ้นได้ (ไม่รู้จะแปลคำว่า deep work เป็นภาษาไทยด้วยคำไหนถึงจะได้ความหมายตรงตัว เลยขอทับศัพท์แล้วกันนะคะ)

1. ความสำคัญของ Deep work : Deep work เป็นทักษะของการทำงานแบบผู้เชี่ยวชาญที่ทำงานได้อย่างจดจ่อ ในภาวะที่ปราศจากสิ่งรบกวน เค้าบอกว่าทักษะนี้มีคุณค่ามากกว่างานทั่วๆไป (Shallow work) ที่เป็นงานเล็กๆ จุกจิก และต้องถูกรบกวนตลอดเวลาจนเป็นปกติ เช่น พวกงานติดต่อประสานงาน ส่งอีเมลล์ social media และอื่นๆ ซึ่งคนอื่นสามารถเข้ามาทำแทนเราเมื่อไหร่ก็ได้ และนับวันก็เริ่มถูกแทนที่ด้วยคอมพิวเตอร์/หุ่นยนต์ ทำให้งานเหล่านี้มีคุณค่าลดลง แต่ในทางกลับกัน ทักษะ Deep work เป็นทักษะที่มีความสำคัญต่อองค์กร เพราะช่วยครีเอทสิ่งใหม่ๆ สร้างสรรค์ผลงาน ซึ่งการเป็น Master ในด้านใดด้านหนึ่งนั้นเป็นงานที่ต้องใช้ความสามารถระดับสูงของสมองมนุษย์ ไม่สามารถแทนที่ได้ด้วยคนอื่นหรือสิ่งอื่น จึงเป็นที่ต้องการในศตวรรษที่ 21 มากกว่าทักษะทางดิจิตอลที่เราเคยเชื่อกันว่าจำเป็นซะอีก

และต้องไม่ใช่แค่คิดอย่างเดียว แต่ต้องผลิตผลงานออกมาให้เห็น แถมงานยังต้องมีคุณภาพสูง และทำได้ในระยะเวลาที่จำกัดด้วย ถึงจะมีศักยภาพแข่งขันหรือเรียกว่า Deep work ที่แท้จริงได้ 

​​If you don't produce, you won't thrive - no matter how skilled or talented you are. 

2. วิธีการ work deeply : อ่านข้อ 1 แล้วรู้สึกเหมือนต้องเป็นยอดมนุษย์เท่านั้น ถึงจะทำอะไรครบสูตรแบบนั้นได้ แต่หนังสือเรื่องนี้บอกเรามันไม่ใช่เลย จริงๆทุกคนก็สามารถทำได้ ทุกคนก็เป็นคนธรรมดา เพียงแต่ว่าทุกวันนี้เวลางานถูกรบกวนด้วยสิ่งต่างๆรอบตัว จึงทำงานไม่ได้อย่างเต็มที่ ดังนั้นสิ่งที่ต้องทำก็คือ หาวิธีที่เหมาะกับเราแล้วทำให้ตัวเองอยู่ในจุดที่สามารถโฟกัสกับงานที่ทำมากๆได้ ซึ่งก็มีหลายวิธี ตั้งแต่วิธีการสุดโต่งอย่างการทำตัวให้ติดต่อยากๆ ด้วยการกลับไปใช้วิธีสื่อสารกันทางจดหมาย โดยให้ contact เฉพาะที่อยู่เท่านั้น หรือการขังตัวเองไว้ที่ใดที่หนึ่งจนกว่าจะทำงานเสร็จ หรือวิธีอื่นๆ ที่คนดังระดับโลกทำ เช่น Bill Gates จะมี Think Weeks ปีละ 2 ครั้งที่จะปลีกวิเวกตัวเองไปอยู่กระท่อมริมน้ำ ไม่ทำอย่างอื่นนอกจากอ่านหนังสือและคิด แล้วก็มักจะกลับมาพร้อมกับความคิดโปรเจกต์ใหญ่ๆ ใหม่ๆ อยู่เสมอ

การพาตัวเองเปลี่ยนบรรยากาศไปอยู่ในสิ่งแวดล้อมใหม่ๆ ที่เอื้อต่อการคิดอะไรใหม่ๆ ก็ช่วยเรื่องความคิดสร้างสรรค์ได้มาก หรือการเปย์เงินเพื่อบังคับให้ตัวเองทำงานให้เสร็จก็ช่วยได้ไม่น้อย เช่น J.K.Rowling นักเขียนนิยายแฮรี่ พอตเตอร์ ก็ลงทุนจ่ายเงินค่าห้องพักโรงแรมแพงหูฉี่ที่มีวิวมองเห็นปราสาทที่เป็นแรงบันดาลใจของเรื่องแฮรี่ พอตเตอร์ จนสุดท้ายหนังสือแฮรี่ พอตเตอร์เล่มใหม่ก็ออกมาจนได้ เพราะพลังฮึดจากความเสียดายค่าห้องพักที่จ่ายไปแล้วนั่นเอง!

คนทั่วๆไปอย่างเราที่ไม่ได้เป็นนักวิชาการ นักเขียน หรือเจ้าของธุรกิจ ที่ไม่สามารถจัดการตารางชีวิตไปปลีกวิเวกหรือตัดขาดจากโลกภายนอกได้ขนาดนั้น ก็สามารถเริ่มฝึกฝนทักษะ deep work ได้ด้วยการฝึกฝนในชีวิตประจำวันให้เป็นนิสัย ด้วยวิธีง่ายๆ เช่น Chain method คือขีดกากบาทสิ่งที่ทำสำเร็จ/โฟกัสได้ในแต่ละวันให้ได้ต่อเนื่องเหมือนเป็นโซ่ขนาดยาวที่ถ้าเราไม่อยากให้โซ่ขาด เราก็ต้องทำต่อไปเรื่อยๆทุกวัน เช่น อาจเริ่มด้วยการเขียนบันทึก Journal ที่ทำให้เราต้องโฟกัสมากๆอย่างน้อยในช่วงระยะเวลาหนึ่งก็ยังดี หรือสร้างตารางเวลาประจำวันที่แน่นอน เพื่อให้มั่นใจว่าเราจะมีช่วงเวลา deep work ได้ทุกวัน 

ทั้งนี้ทั้งนั้น การจะโฟกัสอย่างมีประสิทธิภาพได้ ก็ต้องไปพร้อมกับการฝึกสมาธิ เพื่อให้สามารถจดจ่อกับงานได้นานขึ้นด้วย (มันยากตรงนี้!)

3. Busyness vs. Productivity :  ผลผลิตและคุณภาพของงานไม่ได้เกิดจากว่าเราทำงานยุ่งแค่ไหน ตารางงานเราแน่นแค่ไหน แต่เกิดจากการใช้เวลาอย่างมีคุณค่าไปกับการโฟกัสอย่างจดจ่อมากแค่ไหนต่างหาก ซึ่งในที่นี้ไม่ได้หมายความว่าเราต้องหลีกเลี่ยงการติดต่อกับคนภายนอกทั้งหมด แล้วอยู่กับตัวเอง ไม่ต้องมีประชุม ไม่ต้องส่งอีเมลล์ หรือโทรคุยงาน ซึ่งในความเป็นจริงมันเป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว แต่ประสิทธิภาพของงานเกิดจากประสิทธิภาพของการจัดตารางเวลาด้วย จริงๆที่เรา(ดูเหมือน)ยุ่ง เพราะเราจัดการเวลาไม่เป็นต่างหาก ซึ่งการทำตัวเองให้ยุ่ง เช่นการแตก task เล็กๆ เป็น 10 ข้อ แล้วพอหมดวันก็ติ๊กว่าทำได้หมด แล้วก็คิด (หลอกตัวเอง) ว่าวันนี้ productive มาก ทำงานเสร็จได้เยอะนั้น ไม่ใช่สิ่งที่ดี เพราะสุดท้ายงานใหญ่โดยภาพรวมก็ยังไม่มีความคืบหน้าอะไรอยู่ดี เพราะเรามัวแต่ไปภูมิใจกับ task จิปาถะเล็กๆ ที่ทำให้ยุ่งจนหมดวันไป โดยไม่ได้ทำอะไรนั่นเอง

4. Quit Social Media : เราว่าข้อนี้สำคัญมาก และเปลี่ยนความคิดเราไปเยอะเลยทีเดียว ด้วยความดาบสองคมของโลกอินเตอร์เน็ตที่ทำให้เราทำงานที่ไหนก็ได้ในโลก แต่กลับทำให้เรารู้สึกว่าเราต้องทำตัวให้ available online ตลอดเวลา จนแยกแยะเวลางานกับเวลาส่วนตัวไม่ได้อีกต่อไป อีเมลล์ก็ต้องตอบให้เร็วที่สุด หัวหน้าหรือลูกค้าไลน์มาเราก็ต้องพร้อมอยู่เสมอ ซึ่งทำให้เรายิ่งถูกรบกวนได้ง่าย และโฟกัสกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้าได้ยากขึ้นอีก 

คุณ Cal บอกว่าพฤติกรรมแบบนี้เรียกว่า Any-benefit approach คือ เรามักจะประเมินว่าสิ่งๆหนึ่งมีประโยชน์ในทางใดทางหนึ่งกับชีวิตเรามากเกินความเป็นจริง ในที่นี้คือเรามักคิดว่าเราขาดอินเตอร์เน็ตไม่ได้ งานของเราต้องทำตัวให้ออนไลน์และเข้าถึงง่ายเข้าไว้สิ ถึงจะบริการได้ทุกระดับประทับใจ แต่จริงๆเค้าบอกว่าไม่ใช่เลย ถ้าเราสื่อสารไว้ก่อนให้ชัดเจนและกำหนดเวลาที่แน่นอน ทั้งกับลูกค้า พาร์ทเนอร์ หรือเพื่อนร่วมงาน ว่าเราจะว่างตอบเมลล์หรือคุยงานตอนไหน แล้วสงวนเวลาสำหรับการทำงาน deep work นั้นเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ แถมยังส่งผลดีต่อประสิทธิภาพการทำงานมากขึ้นด้วย (ทั้งหมดนี่มีงานวิจัยรองรับหมดเลย!)

เราว่าในบางมุม ความจำเป็นในการใช้ social media กลายเป็นข้ออ้างที่ทำให้เรา 'เสพติด' มันได้อย่างชอบธรรม ซึ่งในหนังสือเล่มนี้ก็แนะนำหลายเทคนิคที่ช่วยให้เรา ลด ละ เลิก ชีวิตออนไลน์ได้มากขึ้น ไม่ถึงกับตัดออกไปจากชีวิต แค่ใช้อย่างเหมาะสม เช่น 

  • ไม่เปิด social media ค้างไว้เป็น background ในการทำงานตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็น email, facebook, line, slack หรืออื่นๆ ที่เรามักจะเปิดค้างไว้ตลอดทั้งวัน แล้วพอเราเหลือบไปเห็น notification เด้งขึ้นมา ก็จะเสียสมาธิทันที และยากที่จะอดใจไม่เปิดเข้าไปดูได้ ซึ่งก็ทำให้เสียโฟกัสกับงานที่กำลังทำอยู่
  • Internet detox หลักการก็เหมือนกับการดีทอกซ์อื่นๆ ด้วยการกำหนดอย่างน้อยช่วงเวลาหนึ่ง หรือ 1 วันในสัปดาห์ที่เราจะใช้ชีวิตแบบ offline เพื่อปิดเครื่องมือสื่อสารทุกชนิด ไม่เล่นคอมพิวเตอร์ แล้วทำกิจกรรมอื่นๆร่วมกับผู้คนรอบข้าง หรือจะอยู่กับตัวเองก็ได้ วิธีนี้จะทำให้เราเห็นคุณค่าของสิ่งที่อยู่ตรงหน้ามากขึ้น และฝึกการโฟกัสมากขึ้น
  • Embrace boredom คือเราไม่จำเป็นต้องฆ่าเวลา หรือแก้เหงาด้วยการหยิบมือถือขึ้นมาไถ feed เฟสบุ๊ค หรืออินสตาแกรมตลอดเวลา โดยเฉพาะช่วงว่างๆระหว่างวัน เช่น เวลายืนต่อคิว หรือนั่งรออะไรสักอย่าง ที่แม้ว่าเราจะไม่สามารถทำงานอะไรได้ในตอนนั้น แต่ไม่มีอะไรทำก็ปล่อยให้ไม่มีอะไรทำไปนั่นแหละ พยายามฝึกฝนให้ตัวเองอยู่ได้เหมือนสมัยที่ยังไม่มีสมาร์ทโฟนให้ได้ หรือถ้ารู้ล่วงหน้าว่าต้องอยู่ว่างๆ นานๆ ก็ลองเตรียมหนังสือไปอ่าน หรือให้หาอะไรไปนั่งทำระหว่างรอแทน
  • พยายามแยกแยะการใช้งานอุปกรณ์ดิจิตอลต่างๆ ออกจากกัน และพยายามทำให้ตัวเองเข้าถึงมันได้ยากขึ้น เพื่อลดการใช้งานลง เช่น ลงโปรแกรมในคอมพิวเตอร์เฉพาะเท่าที่จำเป็นต่อการทำงานเท่านั้น ไม่ต้องมีให้ครบทุกฟังก์ชันจะได้ไม่สติหลุดไปทำอย่างอื่น หรือลองลบบางแอพออกจากมือถือดูให้เข้าไปใช้ได้ยากขึ้น หรือจะเข้าแอพนี้ได้ต้องเปิดผ่านแท็บเล็ตเท่านั้น วิธีการเหล่านี้จะช่วยแยกแยะการใช้งานแต่ละอุปกรณ์ของเรา และไม่ทำให้เราผูกติดด้วยการ sync กันไปหมดทุกอย่าง (แม้มันจะทำให้สะดวกก็ตาม)
  • ลองหายไปจาก social media สัก 1 อาทิตย์แบบไม่ต้องบอกใครล่วงหน้าดูสิ ไม่มีใครสังเกตหรอกว่าเราหายไป!