TECH X SOCIAL: How will we create social impact together?

14 กุมภาพันธ์ 2562
การเข้าถึงบริการสุขภาพ,ความรู้ในการดูแลสุขภาพ,สุขภาพทางเพศ,โรคติดต่อทางเพศ,สิ่งเสพติด,สุขภาพจิต,การสูงวัย,ออฟฟิศซินโดรม,การออกกำลังกาย,คุณภาพการบริการด้านสุขภาพ,อาหารปลอดภัย,โภชนาการและการบริโภคอาหาร,โรคอ้วน,ธุรกิจและกิจการเพื่อสังคม,การลงทุนทางสังคม,การคุ้มครองผู้บริโภค,การวัดผลกระทบทางสังคม,การจ้างงาน,การค้าที่เป็นธรรม,การท่องเที่ยวชุมชน,ดำเนินธุรกิจให้ตรงกับความต้องการ,ความรับผิดชอบต่อสังคม,คุณค่าที่ส่งมอบให้ลูกค้า,การมีส่วนร่วม,ศิลปะวัฒนธรรม,เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น,ความโปร่งใส,บรรเทาภัยพิบัติ,สื่อมวลชน,กฎหมายและนโยบาย
All

จากการทำงานสนับสนุนคนรุ่นใหม่ให้ริเริ่มโครงการหรือกิจการเพื่อสังคมทำให้เรามองเห็นภาพรวมปัญหาของคนที่ทำงานเพื่อสังคมที่เกี่ยวข้องกับการใช้เทคโนโลยี ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น Idea to Prototype และ Prototype to Scale ในมุมมองของ Incubator จากคนที่สนับสนุนและเข้ามาขอคำปรึกษาเป็นระยะๆ ซึ่งเทคโนโลยีในที่นี้สำหรับเรานั้นกว้างมากกกกกกก  ตั้งแต่สิ่งที่เราคุ้นชินอย่าง อีเมล์  การเก็บข้อมูลบน  Cloud  เว็บไซต์  Application ระบบ CRM  IOT Software ต่างๆ  AI Blockchain etc. 

โดยส่วนตัวแล้วคิดว่าไม่ว่าจะ Tech หรือ Social เรามีเป้าหมายบางอย่างที่คล้ายๆ กัน คือ พยายามแก้ไขปัญหาให้ใครสักคนมีชีวิตที่ดีขึ้น หากเราสามารถนำกระบวนการและความรู้จากทั้งสองโลกมาเชื่อมกันได้ หากเรามีโอกาสได้ทำงานร่วมกันมากขึ้น เข้าใจภาษาของกันและกัน เราน่าจะผลักดันให้เกิดนวัตกรรมใหม่ๆ ที่มีโจทย์จากภาคสังคมและความชำนาญเฉพาะทางของคนฝั่ง Tech มาประกอบกันสร้าง ผลกระทบทางสังคมได้มากมาย จึงเป็นที่มาของการรวมกลุ่มตั้งวงคุย Tech x Social วงเล็กๆ ขึ้นมาในครั้งนี้

ข้อสังเกตส่วนตัวที่ได้จากการทำงานภาคสังคม

1. เวลาและกำลังคน

คนทำงานภาคสังคมมักจะมีทีมงาน ซึ่งประกอบไปด้วยผู้ก่อตั้ง หรือผู้ร่วมก่อตั้งไม่กี่คน ที่มี passion เกี่ยวกับปัญหาอย่างแรงกล้า และทุกคน ล้วนแล้วแต่มุ่งมั่นตั้งใจทำงานในส่วนที่เกี่ยวข้องกับปัญหาสังคม จนไม่เหลือกำลังจะมาศึกษา ค้นคว้าหาขอมูลในเรื่องของ Technology ที่อาจจะไม่ถนัด แค่ทำงานที่ทำอยู่ทุกๆ วันให้ดี เวลาก็แทบจะไม่พอ
หากเราจะจ้างทีมงานที่เป็น Tech มาประจำเอง ก็ไม่ได้มีงานเยอะตลอดเวลา เลเวลในระดับที่จะจ้างได้อาจจะเป็นเด็กจบใหม่ ซึ่งเราไม่มีความรู้จะสั่งงาน ไม่รู้ว่างานที่ทำออกมาดีหรือไม่ดี และคนที่เก่งๆ น่าจะมองหา Career Path ที่ดีมีอนาคตได้เรียนรู้และเติบโตในวิชาชีพ (และได้เงินเดือนดีๆ) มากกว่าอยู่หัวเดียวกระเทียมลีบในองค์กรภาคสังคม 

2.  ความรู้  
คนภาคสังคมไม่ค่อยมีความรู้เกี่ยวกับเทคโนโลยีและการนำมาประยุกต์ใช้งาน 
อาจจะเคยได้ยินมาบ้าง แต่ลึกๆ แล้วไม่รู้ว่าสามารถนำไปต่อยอดใช้ทำอะไรได้อีก  เช่น เราอาจจะเคยใช้งาน Chatbot  รู้ว่ามีสิ่งนี้อยู่ แต่เราไม่เคยรู้ว่าจริงๆ สามารถพ่วงกับ ​AI นำมาใช้ทำโน่นทำนี่ได้อีกเยอะแยะมากมาย เรารู้ว่า Data ที่อยู่ในมือเราเกี่ยวข้องกับปัญหาสังคมมันมี Value มากมายมหาศาล  แต่ไม่รู้จะทำอย่างไรกับมันดี ได้แต่เก็บๆๆๆๆๆๆ ไว้ไม่เคยถูกนำมาใช้ หรือนำมาวิเคราะห์ 

3. ความต้องการ
หลายครั้ง เราเองก็ไม่รู้ว่าต้องการอะไร ต้องการทางเลือกแบบไหน (หรือมีทางเลือกอะไรบ้าง)  อะไรจะดีหรือไม่ดีสำหรับเราในการนำ Tech เข้ามาใช้งาน อาจมีความต้องการที่ยังไม่ชัดเจนหรือบางคน/บางโครงการ ทำงานมานานจนมีขั้นตอน กระบวนการที่นิ่งแล้วพอถึงทางตันขยายงานไม่ได้คิดว่าน่าจะถึงเวลาต้องใช้ Tech มาช่วย เราก็ไม่รู้ว่าเราต้องเริ่มจากตรงไหน หันหน้าไปหาใคร ต้องใช้เงินเท่าไหร่ หน้าตาจะออกมาเป็นอะไร (ปกติรู้จักแต่เว็บ กับ App ก็คิดได้เท่านี้) 

มีน้องโครงการนึงเขียน proposal ไปว่าจะมีปรับปรุงเว็บไซต์ด้วยเพราะรู้สึกว่าเว็บไซต์ที่ใช้งานมาตั้งแต่ตอน Prototype ไม่ตอบโจทย์การทำงานแล้ว แต่ตอนนั้น เป็นช่วงระยะกลางของการเริ่ม scale งาน กระบวนการยังไม่นิ่งเท่าไหร่นัก จึงเอาเว็บที่ยังงงๆ ไม่ชัดเจนใน process ไปหาคนทำ ถามอะไรมาตอบไม่ได้สักอย่าง โชคดีมากที่คนทำเว็บปฏิเสธ แล้วบอกว่า รอให้ชัดก่อนค่อยกลับมาคุยกัน คำถามที่คนทำว็บถามมาในตอนนั้นมีประโยชน์มากๆ เพราะเป็นโจทย์ให้น้องกลับไปคิดต่อ สังเกตกระบวนการรวมถึงเก็บข้อมูลเพิ่มเติม เมื่อวันที่มีข้อมูลและกระบวนการที่ชัดเจนแล้วค่อยกลับมาคุย กรณีแบบนี้หากไปเจอคนที่รับทำ ทั้งๆที่ requirement ยังไม่ชัด อาจจะต้องเสียเวลาและเสียเงินไปฟรีแน่ๆ 

4. เงิน 
บางโครงการอยู่ในระยะเริ่มต้น ทรัพยากรมีจำกัด หากเพิ่งเริ่มต้น อาจจะเริ่มด้วยเงินจำนวนหลักหมื่นด้วย grant จากที่ต่างๆ การจะลงทุนในเรื่องเทคโนโลยีหรือทำ prototype อะไรที่เกี่ยวกับเทคโนโลยี ทุกบาททุกสตางค์ ต้องใช้อย่างระมัดระวัง  หรือหากเป็น non profit สมัยนี้เงินบริจาคก็ไม่ได้หาง่ายขนาดที่จะมาลงทุนในเทคโนโลยีที่ตนเองไม่ถนัด  ถ้าเทียบกับราคาตลาด ภาคธุรกิจทำ App ขึ้นมาอันนึงคงไม่แพง แต่หากเทียบกับเงินที่เรามีบางทีก็ต้องเรียกว่าไม่มีปัญญาจ่าย เพราะเราเลือกเอาไปใช้การงานที่เห็น social impact ชัดเจน เร่งด่วนกว่า หรือบางทีต้องทุบหม้อข้าวมาทำ (รมณ์ประมาณนั้นเลย) ทุกๆ ครั้งทีใช้เงิน เรามักจะคิดเทียบกลับไปว่า สิ่งนี้จะทำให้เกิดผลกระทบทางสังคมได้มากน้อยแค่ไหน แทนที่จะเอาไปทำอันนี้ เรามีอย่างอื่นที่ต้องทำอีกหรือเปล่า คุ้มหรือเปล่า 

5.  Project Stage
โครงการแต่ละ Stage มีความต้องการที่ต่างกัน เช่น Idea to Prototype จริงๆ แล้วโครงการขั้นนี้ไม่ค่อยได้ใช้ Tech อะไรมาก แต่มีความรู้ประดับรู้ไว้ก็ดี จะได้มองเห็นโอกาสในการขยายงานต่อๆ ไป  มีบ้างที่ต้องการนำเทคโนโลยี ความรู้เฉพาะทางมาช่วยพัฒนาตัวผลิตภัณฑ์ หรือที่เจอบ่อยๆ จะเป็นการให้คำปรึกษาง่ายๆ เช่น ควรทำ App ไม๊ หรือ ทำเว็บไซต์ ควรใช้อะไรทำ ทำอย่างไร ต้องการฟังก์ชั่นอะไร, การใช้ Social Media เพื่อให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย ไปจนถึงการใช้เครื่องมือพื้นฐานต่างๆ ตั้งแต่ Email, Project Management, การจัดการข้อมูล เช่น ฐานข้อมูลลูกค้าหรือกลุ่มเป้าหมาย/ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียต่างๆ นอกจากนี้ Process ในการทำงานก็มีความจำเป็นมากๆ เช่น การหา Insight การ Validate Idea  ที่น่าจะมีประโยชน์  การทำ MVP, Sprint น่าสำหรับคนกลุ่มนี้ 

Prototype to Scale โครงการเมื่อมาถึงจุดที่ทำงานด้วยระบบ Manual (หรือใช้ tech แบบง่ายๆ) จะมาถึงทางตันงานไม่สามารถขยายไปมากกว่านี้ได้อีกแล้ว  กระบวนการทำงานเริ่มเข้าที่ หากต้องการขยายผลกระทบทางสังคมมากกว่านี้จะต้องมองหาตัวช่วยด้านเทคโนโลยี หรืออื่นๆ เข้ามาปรับปรุงกระบวนการด้วยเทคโนโลยีต่างๆ การออกแบบการเก็บข้อมูล หรืออื่นๆ 

สถานการณ์ปัจจุบันที่เจอคือมีหน่วยงานที่พร้อมจะให้ทุน เพื่อขยายงาน แต่ proposal จะต้องเขียนระบุว่า จะเอาไปทำอะไร เช่น ทำ App ทำ Web (หรืออื่นๆ)  จะ deliver อะไรบ้าง แต่!!
1. คนภาคสังคมไม่รู้ว่า มันจะต้องเป็นอะไรน่ะสิ!  มี grant มีคนทำมารอตรงหน้า เราจะต้องส่ง Requirement ไป ซึ่ง process นี้ ปกติใช้ทีมงานที่มีประสบการณ์ ใช้เวลาในการเก็บข้อมูลและมีค่าใช้จ่ายประมาณนึง 
2. บางทีรูปแบบ proposal ก็เป็นการผูกมัดว่าต้องทำสิ่งนี้ สิ่งนั้น พอใช้งานจริงๆ เป็นระยะเวลาหนึ่งๆ อาจจะต้องมีการปรับ ไปเรื่อยๆ มันไม่ได้จบแค่ครั้งเดียว ในความเป็นจริงเราต้องเผื่อตังค์ เผื่อเวลา ไว้แก้ และบำรุงรักษาต่ออีกด้วย (ซึ่งบางทีทั้งคนรับทุน คนให้ทุนไม่ได้คิดถึงตรงนี้ หลายครั้งจึงเป็นการทำแล้วทิ้ง ไม่ได้ใช้ หรือใช้ไม่คุ้มเพราะพอลองใช้จริง ไม่ work หรือ work บางส่วน) 

คิดว่ากระบวนการต่างๆ เหล่านี้ ต้องค่อยๆ ปรับจูนกันไป ในทุกๆ ฝ่าย ทั้งคนทำงาน คนให้ทุน และคนฝั่ง Tech ด้วย 
สำหรับคนทำงานภาคสังคมเองหากต้องการสร้าง Social Impact อย่างยั่งยืน มีข้อเสนอแนะคือ

  • บางทีก็ต้องหยุดทำสักครู่ เพื่อคิดและวางแผนว่าเทคโนโลยีจะเข้ามาช่วยอะไรเราได้อย่างไรบ้าง ศึกษาหาข้อมูล เปิดโลกทัศน์ตัวเอง จะใช้คำว่า เราไม่รู้ ไม่ถนัดตลอดไปไม่ได้
  • ถ้าอยากเห็นการเปลี่ยนแปลง อย่ายึดติดกับวิธีการหรือ Activities ที่ทำ (แม้จะทำมานาน และเวริ์กมากๆ ก็ตาม) ยึดเป้าหมายไว้ให้ชัดๆ พร้อมที่จะเปลี่ยนแปลงมองหาวิธีใหม่ๆ เรื่อยๆ 
  • ไม่ควรมี mindset ว่าทุกคนจะต้องช่วยเรา ทำฟรี ทำถูกเสมอไปเพียงเพราะเราทำงานภาคสังคม หากแต่คนทำงานภาคสังคมจะต้องมองหา Value ของตัวเองด้วยว่าจะไปช่วยเติมเต็มกันและกันได้อย่างไรบ้าง  ณ วันนึง ถ้างานเราดี งานเรามี  Value เราไม่ควรจะจนตลอดไป ควรจะมีคนเอาเงินมาให้เราแล้วเราเอาสามารถตังค์ไปจ้างคนเก่งๆ คนอื่นต่อได้ แม้เทคโนโลยีราคาสูงสำหรับเรา ณ วันนี้ แต่ถ้าวัดแล้วมันคุ้มค่ากับการ ​Scale งาน ก็คุ้มค่าแก่การลงทุน ลงแรงนะ!! 

Tech x Social เป็น Community เล็กๆ ที่เพิ่งเริ่มต้น ตั้งใจอยากให้เกิดการพูดคุยและเปลี่ยนเพื่อทำความเข้าใจการทำงานของฝั่ง Tech และ Social ในแง่มุมต่างๆ ที่น่าจะมีประโยชน์ซึ่งกันและกันได้  ริเริ่มโดย 
คุณไมเคิล น้องแฮมและหน่อง จาก ThoughtWorks  บริษัทที่รับทำงานด้าน Consult ที่ประกอบไปด้วยทีม Programer , QA, Business Analysis, UX etc.
คุณทวิน คุณเจน และน้องแอน จาก ODD-e  กลุ่มคนที่เชื่อว่าการทำ software ต้องสนุก และ มี ultimate goal อยากเห็น developer เก่งๆ เยอะๆ ภูมิใจและอยากอยู่ในอาชีพนี้ เป็นกำลังสำคัญของวงการ รวมถึงทำโปรเจกต์ชื่อ Midnight School 
คุณหมีจาก Facebook 
คุณโจ้ จาก Boonmee Lab ทำ Consult และมีความสตรองด้าน Data Visualisation มี product ได้แก่ Youpin (bot customer service, สายด่วน ต่างๆ), Elect.in.th และ Bluebasket  (e-commerce) 
คุณอาร์ท จาก Wisesight ทำ Social Data Analytics 
ทีม School of Changemakers รวมถึงโครงการ/กิจการเพื่อสังคมใน Network 

มิตติ้งแรกของพวกเรา Tech x Social ถึงเป็นการเข้าใจงานที่แต่ละคนทำ และกระบวนการทำงานเบื้องต้นว่า ใครทำอะไรแบบไหน มี product / service อะไรบ้าง ที่สามารถ contribute ซึ่งกันและกันได้ คิดว่าจะมี Episode ต่อๆ ไป รวมถึงหารูปแบบการ collaboration ที่ work สำหรับทั้งสองฝ่ายด้วยใครที่สนใจ กด Join Group https://www.facebook.com/groups/techxsocial  ได้เลยค่า