Tech x Social - Working Process

17 เมษายน 2562
All
All

จากมิตติ้งแรกของ Tech x Social เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ODD-e  นำทีมโดยพี่รูฟ ช่วย contribute เวลาและทีมงาน Senior / Junior จาก Midnight Academy มาเรียนรู้ด้วยกัน ร่วมกันหา Tech Solution ที่ช่วยให้ธุรกิจเพื่อสังคม Plant:D สวนผักอินทรีย์เพื่อผู้สูงอายุ สามารถ Scale โมเดลการทำงานออกไปยังพื้นที่ต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ  ปกติจะประกอบได้ด้วย Product Owner , Ux, Developer โดยมีคนที่สนใจ ทั้งฝั่ง Tech และ Social มานั่งสังเกตการณ์ด้วยตามโอกาส เช่น คุณพฤศ Good Factory น้องฮั้วจาก happy hub ที่ช่วยจด Note กระบวนการต่างๆ และ Reflect สิ่งที่ได้จากการ Observe เป็นต้น 

Process เบื้องต้นก็จะประมาณนี้ 

ขอบคุณภาพประกอบจากน้องฮั้ว Happy Hub

Product Discovery ในมิตติ้งครั้งแรกๆ เป็นนั่งคุยถามคำถามกับทั้งพี่นก (Founder) และ Area Manager ของ Plant:D ซึ่งเป็นคนในชุมชนที่ทำงานร่วมกับคนแก่ ทั้งสองคน เล่าขั้นตอนการทำงานกับผู้สูงอายุโดยละเอียด ตั้งแต่ขั้นตอนลงชุมชนสอนให้ผู้สูงอายุปลูกผักสลัดและต้นอ่อนชนิดต่างๆ คอยให้ความช่วยเหลือดูแลการปลูก จัดส่งวัสดุอุปกรณ์ที่จำเป็น ปุ๋ย เมล็ดพันธุ์ผัก ดิน กรณีที่ผู้สูงอายุไม่สะดวกจัดหาเอง รับออเดอร์ และจัดการออเดอร์ ไปจนถึงขั้นตอนการจัดส่งให้ถึงมือลูกค้า

พี่ๆ Senior จาก ทีม Odds-e และน้องๆ Midnight Academy ช่วยกัน identify stakeholders แบ่งทีมกัน map activities ต่างๆ ออกมา ทั้งฝั่งปลูก ช่วยผู้สูงอายุวางแผนปลูกผักและฝั่งขาย ที่ต้องรับออเดอร์ ดูแลลูกค้า จัดส่งออกมา แล้ววิเคราะห์หา top 3 pain points ของ Plant:D และเลือก pain หลักๆ ออก 2 อัน เพื่อหาแนวทางแก้ไข ทำ Operation Journey ของ pains สองอัน ได้แก่
1. ระบบรับ order และ assign ให้แต่ละบ้านปลูกผักเพื่อส่งลูกค้า
2. ระบบติดตามการปลูกของแต่ละบ้าน

จากนั้นให้พี่นกเลือกลำดับความสำคัญว่าจะเริ่มทำ sprint pain อันไหนก่อนดี 

Meeting ที่ 3 เอา pain ที่เลือกแล้วมาทบทวน Process อีกครั้งอย่างละเอียด โดยทีมจะช่วยจดฟังก์ชั่นต่างๆ ที่จำเป็นลงใน Post-It เป็นการ์ดแยกแต่ละฟังก์ชั่นต่อ 1 แผ่น จากนั้นเอา post it มาเลือกลำดับความสำคัญ ละแบ่งว่าอันไหนจะทำก่อนใน sprint แรก นัดเจอกันอีกทีสัปดาห์ถัดไป ทีม Odds-e จะไปขึ้น UI เบื้องต้นมาให้ดู เพื่อให้เห็นภาพ Flow ของ Sprint แรก ทำแล้วเสร็จ (แต่ยังไม่เริ่มทำจริงนะ) 


Sprint Planning Part 1 ใน Meeting ครั้งที่ 4  
Recheck จาก UI ที่ทำมาว่ามีอะไรขาดเหลืออีกบ้าง หากมีประเด็นหรือฟังก์ชั่นอะไร pop-up ขึ้นมา น้องๆ จะช่วยจดลง Post-It เป็นการ์ดแยกแต่ละอัน แล้วตอนจบ Session ให้พี่นกตัดสินใจเลือกเรียงลำดับความสำคัญอีกที ว่า สุดท้ายแล้วจะทำอะไรก่อนหลัง (โดยยกเอาลำดับที่พี่นกเลือกเอาไว้ตั้งแต่มิตติ้งครั้งก่อนหน้านี้มาอีกครั้ง บวกกับ Post-it ที่ เขียนขึ้นมาใหม่ในครั้งนี้ มารวมกัน จากนั้นพี่นกต้องตัดสินใจเลือกอีกทีว่า จะยัง”ไม่”ทำอะไร ถึงแม้ ฟังก์ชั่นนั้นจะเป็นหัวใจสำคัญที่ต้องการมากๆ แต่อาจจะยังทำไม่ได้หากไม่มีฟังก์ชั่นพื้นฐานบางอย่าง ทำให้ต้องเลือกฟังก์ชั่น"จำเป็น" ก่อนฟังก์ชั่น"สำคัญ" การ์ดฟังก์ชั่นสำคัญที่ยังไม่ถูกเลือกเหล่านี้ จะถูกเก็บไว้ ไปต่อใน sprint ที่ 2 ให้พี่นกนำกลับมาจัดลำดับความสำคัญอีกครั้ง 

เมื่อได้โจทย์ที่ต้องทำแล้วงานเบื้องหลังของฝั่ง Developer ที่มีการประชุม Sprint planing part 2 กันเองภายใจเพื่อประเมินเวลาการทำงานว่า สามารถส่งมอบงานได้ตามที่พี่นกเลือกลำดับความสำคัญมาใน sprint planing part 1 หรือไม่ ถ้าทำได้จะทำได้จนถึงไหน และเริ่มลงมือทำจริง  (ขึ้นโครง Prototype ที่เป็น Best Scenario ตัด Human Error ต่างๆ ที่อาจจะเกิดระหว่างการใช้งานออกไป) 

Meeting ครั้งที่ 5 ในช่วงระหว่าง 2 สัปดาห์ที่ไม่เจอกัน น้องๆได้ลงมือขึ้นตัวอย่างระบบ และนำมาส่งมอบงาน Sprint ที่ 1 ให้พี่นกได้ทดสอบในมิตติ้งครั้งนี้ จาก 10 การ์ดที่เลือกไว้ทำเสร็จไปถึง 8 การ์ด  เย้ yesyes
และเทสร่วมกันว่าตรงไหนใช่ไม่ใช่อย่างไร อยากจะเพิ่ม ปรับอะไรบ้าง สิ่งที่อยากปรับ จะเขียนเป็นการ์ดเก็บไว้ก่อน จากนั้นเราจะกลับมาเริ่มกระบวนการ Sprint Planing Part 1 สำหรับ Sprint ที่ 2 (วันที่ 18 เมษายนที่จะถึงนี้) เพื่อจัดลำดับความสำคัญใหม่อีกครั้ง วน loop เป็น Sprint ที่ 2-3-4-5-6 … แบบนี้ไปเรื่อยๆ คาดว่าจะเสร็จใน 6 Sprints   หากใครอยากมาร่วมสังเกตการณ์ สามารถกด Join Event ในลิงค์ได้เลยค่ะ

Learning จากการ Observe

ฮั้ว Happy Hub: พอได้เห็นกระบวนการแล้วคิดว่า SE ที่จะใช้ tech เข้ามาช่วย ควรจะมี Workflow ที่ชัดเจน เข้าใจ Key Person และทุกคนที่เกี่ยวข้องกระบวนการ
เช่น Job Description ของคนที่เกี่ยวข้องแต่ละคน ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี เช่นของพี่นก ผู้สูงอายุและ Area Manager จะใช้กรุ๊ปไลน์ในการสื่อสารกัน ช่วยเตือนให้ปลูก แช่เมล็ด ใส่ปุ๋ย ตามเวลา ส่งการบ้านว่าทำแล้วนะ (กันลืม) เมื่อทุกคนมีความชัดเจนแล้ว จะเห็น pain point ของแต่ละหน้าที่ ที่สามารถนำเทคโนโลยีเข้ามามีส่วนช่วยได้ 
เห็นว่าสำหรับ Happy Hub เอง ควรจะมีโมเดลธุรกิจที่แข็งแรง ทดสอบอีกหลายๆรอบก่อนจะคิดถึงการมองหา tech solutions  ได้เรียนรู้จากเคสของ Plant:D ในรายละเอียด ว่าความสำเร็จอยู่ที่การสร้างความยั่งยืนของชุมชนผู้สูงอายุในแต่ละพื้นที่ผ่านการปลูกผัก

กบ Ashoka : จากมุมมองของ Ashoka ที่เป็นองค์กรภาคสังคมตัวกลาง เชื่อมโยงเครือข่ายผู้ประกอบการสังคมเป็นจำนวนมาก มองว่า การทำงานขององค์กรภาคสังคม (Social Sector) ยังขาดการนำเทคโนโลยีมาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ/ศักยภาพในการแก้ปัญหาสังคมให้ทันต่อสถานการณ์ปัญหาที่นับวันยิ่งทวีความรุนแรง ซึ่งที่ผ่านมาก็ได้มีความพยายามในการนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ในการทำงานขององค์กรภาคสังคมในหลายรูปแบบ แต่พบว่าความพยายามดังกล่าว ยังไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร ซึ่งสามารถแบ่งสาเหตุได้เป็นสองประเด็นสำคัญ 

1. องค์กรภาคสังคมไม่มีความพร้อมทั้ง นับตั้งแต่ skill เวลา ทรัพยากรและบุคคลากรในการพัฒนาเทคโนโลยีต่างๆในองค์กรให้สามารถใช้งานได้จริง ดังนั้น หากการจัด workshop หรือ matching ผู้เชี่ยวชาญให้คำปรึกษาแก่องค์กรต่างๆ ไม่ได้ตอบสนองต่อเป้าหมายหลักองค์กร และมีการสนับสนุนทั้งด้านเงินทุนและบุคคลากรที่มีความเขี่ยวชาญได้ องค์กรภาคสังคมที่เข้าร่วมก็ไม่สามารถนำกำลังที่มีอยู่มาพัฒนาเทคโนโลยีให้เกิดขึ้นจริงได้ ทุกๆข้อสรุปจากเวทีประชุมจึงเป็นได้แค่แนวคิดที่จะนำไปศึกษาต่อ ไม่ถูกนำไปพัฒนาจริง 

2. ที่ผ่านมาองค์กรภายนอกที่มีความเชี่ยวชาญในการพัฒนาเทคโนโลยี ไม่มี commitment ในระยะยาว ที่จะร่วมพัฒนาเทคโนโลยีให้เกิดขึ้นจริง ส่วนใหญ่เป็นโครงการระยะสั้นๆ ที่จัดขึ้นและหวังว่าองค์กรภาคสังคมจะนำแนวคิดที่ได้ไปใช้และปฏิบัติกันเองต่อไป หรือไม่ก็มีเทคโนโ,ยีของตัวเองอยู่แล้ว แล้วหวังว่าองค์กรภาคสังคมจะนำไปใช้ 

จากประสบการณ์ข้างต้น ทำให้เห็นว่า กระบวนการ Tech x Social ที่จัดขึ้นครั้งนี้นั้นมีความต่างจากความพยายามในการพัฒนาเทคโนโลยีร่วมกับองค์กรภาคสังคมที่ผ่านมาในหลายมิติ เริ่มจากการคัดเลือกองค์กรภาคสังคมที่มีความพร้อมและความต้องการในการเปลี่ยนกระบวนการทำงานของตัวเองจากเดิม โดยนำเทคโนโลยีมาใช้ให้การทำงานหลักขององค์กรมีประสิทธิภาพมาขึ้น ไม่ใช่เพียงนำมาใช้เป็นเครื่องมือ แต่มาเปลี่ยน/พัฒนากระบวนการทำงานหลักขององค์กร ซึ่งเป็นการทำงานร่วมกันในระยะยาว 6 เดือนอย่างใกล้ชิดถือว่าเป็น Commitment จากองค์กร Tech ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน


Tech x Social   เป็น Community ที่เริ่มต้นขึ้้นด้วยความตั้งใจอยากให้เกิดการพูดคุยและเปลี่ยนเพื่อทำความเข้าใจการทำงานของฝั่ง Tech และ Social ในแง่มุมต่างๆ ที่น่าจะมีประโยชน์ซึ่งกันและกันได้  ริเริ่มโดย 
ThoughtWorks บริษัทที่รับทำงานด้าน Consult ที่ประกอบไปด้วยทีม Programer , QA, Business Analysis, UX etc.
ODD-e   กลุ่มคนที่เชื่อว่าการทำ software ต้องสนุก และ มี ultimate goal อยากเห็น developer เก่งๆ เยอะๆ เป็นกำลังสำคัญของวงการ และทำโปรเจกต์ชื่อ Midnight Academy ที่ชวนน้องๆ Dev รุ่นใหม่ที่สนใจพัฒนาตัวเอง แต่อาจจะขาดโอกาสหรือทรัพยากร หาโจทย์สนุกๆและท้าทายมาฝึกพัฒนาฝีมือ โดยมีรุ่นพี่ทีม Odd-e ช่วยเป็น mentor ให้
School of Changemakers องค์กรที่ทำงานสนับสนุนให้คนริเริ่มสร้างการเปลี่ยนแปลง แก้ไขปัญหาสังคม และเชื่อมันว่า ทุกคนสามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงได้ในแบบของตัวเอง 

สำหรับใครที่สนใจติดตามข่าวสารต่างๆ สามารถกด Join Group https://www.facebook.com/groups/techxsocial  ได้เลยค่ะ
หากมีโครงการหรือกิจการเพื่อสังคมไหนที่คิดว่าตัวเองพร้อม หรือสนใจจะลองทำงานร่วมกันกับ Tech x Social เพื่อต่อยอดขยายผลกระทบทางสังคม หรือ ขอคำปรึกษาด้าน Tech สามารถกรอกรายละเอียดเบื้องต้นได้ในที่นี่ แล้วรอการติดต่อจากทีมงานหากได้รับการคัดเลือกค่ะ