[Changemaker Story] เส้นทางการเรียนรู้ภายในตัวเองของนักสร้างการเปลี่ยนแปลง Inner Journey of Changemaker

10 มิถุนายน 2562
การใช้ทรัพยากรเกินศักยภาพ,ขยะ,ความมั่นคงทางอาหาร
Changemakers

เมื่อเราสนใจปัญหาสังคมหรือสิ่งแวดล้อมใดอย่างหนึ่ง แล้วเรามีโอกาสได้ลงมือแก้ไขปัญหามาระยะเวลาหนึ่ง อาจจะมีบางครั้งที่เราเริ่มมีความคิดเกี่ยวกับตัวเองว่าสิ่งที่เราทำอยู่นั้นถูกต้องแล้วหรือไม่ เราควรทำต่อไปไหม เราอาจจะเริ่มถอดใจว่าสิ่งที่เรากำลังทำนั้นยังไม่ค่อยเห็นทาง แต่ก่อนที่จะตัดใจล้มเลิกไปง่ายๆอยากให้ทุกคนกลับมานั่งคุยกับตัวเองดูก่อน และลองให้เวลากับตัวเองมากขึ้น

 

พลอยเป็นคนหนึ่งที่ได้เข้าสู่เส้นทางสร้างการเปลี่ยนแปลงเมื่อประมาณ 3 ปีที่แล้วเมื่อตอนที่ได้พบกับ School of Changemakers ทำโครงการที่ชื่อว่า ผูกพันปิ่นโต ภาตใต้แคมเปญ iCARE Awards 2016 ในตอนนั้นสิ่งที่พลอยสนใจและเห็นว่าเป็นปัญหาสมควรจะแก้คือระบบการบริโภคอาหารของมนุษย์เราที่ทำลายสิ่งแวดล้อม

ด้วยความที่ในตอนนั้นกำลังไฟแรง เพิ่งเรียนจบมาไม่นาน เราก็มองเห็นตัวเองว่าเราอยากจะทำเรื่องนี้ให้สำเร็จ อยากจะทำด้วยตัวเองทันที ได้โดยไม่ได้คิดถึงหลักความเป็นจริงหรือเห็นถึงปัญหาจริงๆของมัน ว่าจริงๆแล้วเราควรจะเริ่มแก้ปัญหาที่ตรงไหน หรือพูดอีกอย่างก็คือเราพยายามจะแก้ไขปัญหาด้วยวิธีของเรา แล้วพยายามจะเอา solutions ที่มีอยู่ในความคิดไปจับคู่กับปัญหาที่จริงๆแล้วไม่สามารถแก้ไขได้ด้วย solutions ที่เรามี หนำซ้ำในช่วงเวลานั้นยังมีอีกหลายคนที่ไม่เข้าใจเจตนาหรือเชื่อว่าปัญหาเรื่องสิ่งแวดล้อมจะแก้ไขได้ด้วยการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการบริโภคของคน

 

ด้วยความดึงดันของตัวเอง จึงได้มีโอกาสลงมือทำโครงการเกี่ยวกับอาหารถึง 2 ครั้ง ซึ่งแต่ละโครงการก็ดูแล้วดำเนินไปได้ด้วยดี แต่กลับไม่พบว่าเราได้สร้าง Impact ที่ควรจะเป็นจริงๆเลย ตอนนั้นเองเราเริ่มถามคำถามกับตัวเองคำถามแรกว่า ‘ทำไมเราถึงอยากแก้ไขปัญหานี้นัก’ (Moment of obligation) ในขณะที่เราลองพยายามทำความเข้าใจปัญหาแล้ว (Empathize) เราก็ควรจะต้องพยายามเข้าใจตัวเองด้วยว่า เหตุผลอะไรกันที่สร้างแรงขับเคลื่อนให้เราอยากแก้ไขปัญหานี้ต่อไป เมื่อเราได้คำตอบว่าเราอยากเห็นเรื่องความมั่นคงทางอาหารที่ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม ซึ่งยังเป็นเป้าหมายที่กว้างมาก ทำให้ต้องเข้าสู่กระบวนการต่อไปคือการได้ทดลองทำสิ่งใหม่ๆ หรือการได้เห็นสถานการณ์ที่แตกต่างออกไปเพื่อให้เราได้เข้าใจปัญหาในหลากมุมมากขึ้น รวมไปถึงการชั่งน้ำหนักดูทักษะและความสามารถของตัวเองด้วยว่า เรามีสิ่งใดอยู่แล้วและสิ่งใดที่ต้องเรียนรู้เพิ่มเติม (Exploration stage)

เมื่อตอนที่ทำ Project เกี่ยวกับ Community Vegetables Garden​

ณ ตอนนั้นเองที่พลอยได้ถึงกำหนดเวลาไปเรียนต่อที่ประเทศอังกฤษ เพื่อไปศึกษาเพิ่มเติมและหาประสบการณ์ แล้วก็มีโอกาสได้เป็นอาสาสมัครกับบริษัทหรือโครงการต่างๆที่มีเป้าหมายคล้ายกับสิ่งที่พลอยตั้งใจอยากจะเปลี่ยนแปลง ซึ่งทำให้พลอยได้เห็นมิติของปัญหาที่หลากหลาย และแตกต่างกันออกไป กล่าวคือพลอยต้องการที่จะเปลี่ยนแปลงการบริโภคอาหารของคนที่ผลต่อสิ่งแวดล้อม แต่เมื่อได้ดูภาพรวมของห่วงโซ่อุปทานอาหาร (Food supply chain) ผ่านการทำงานกับคนหลายๆกลุ่มก็ทำให้เห็นว่า ตัวเราเองนั้นจะต้องมีความชัดเจนก่อนว่าเราอยากจะเจาะจงไปที่จุดใดของห่วงโซ่อุปทาน กลุ่มคนที่อยู่ทางต้นน้ำหรือกลุ่มคนที่อยู่ทางปลายน้ำ เพราะอย่างไรก็ตามการแก้ปัญหาเองเพียงลำพังหรือเพียงในกลุ่มคนเล็กๆก็จะไม่สามารถทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงโดยสิ้นเชิงได้หากไม่ร่วมกันทำ มิหนำซ้ำอาจจะก่อให้เกิดปัญหาตามมามากขึ้นกว่าเดิม (Analytical mindset)


          

ตอนไปทำอาสาสมัครกับ Food Cycle มูลนิธิที่รับอาหารสดที่เหลือจาก Supermarkets มาทำอาหารให้คนไร้บ้าน

พลอยได้เห็นการสนับสนุนกันและกันขององค์กรต่างๆที่อาจจะมีแนวทางการทำงานไม่เหมือนกันแต่มีจุดประสงค์คล้ายคลึงกัน ยกตัวอย่างเช่น บริษัทที่ทำ Sustainable Catering ก็รับวัตถุดิบมาจากอีกบริษัทหนึ่งที่เปิดขึ้นมาเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรโดยการรับซื้อผักผลไม้ที่หน้าตาไม่สวยผิดรูปผิดร่าง เพราะผักผลไม้เหล่านี้ไม่สามารถนำไปส่งขายตามซูเปอร์มาเก็ตได้ ในทุกๆครั้งที่แบรนด์ไหนก็ตามจะต้องการโปรโมทหรือสร้าง Awareness พวกเขาก็จะมีการเอ่ยถึงแบรนด์ที่เกี่ยวข้องหรือแบรนด์ที่ร่วมมือกันอยู่เสมอๆในช่องทางการสื่อสารของตัวเอง (Collaborative communication) ทำให้ได้เรียนรู้ว่าพวกเขาทำอะไรทำกันจริงๆ แล้วก็สนับสนุนกันจริงๆโดที่ไม่มีใครคิดว่าใครจะดีกว่าด้วย จึงทำให้มีผู้ที่เข้าร่วมสร้างการเปลี่ยนแปลงมากขึ้นอย่างรวดเร็ว

  
Rubbish Cafe ร้านอาหาร Pop-up โดยแบรนด์น้ำยาล้างจาน Ecover/ Skip Garden จัดงาน Food waste party และขอบคุณบริษัทอาหารที่บริจาคของให้

เมื่อมาถึงตอนที่ตัวพลอยเองได้ตกตะกอนความคิดเกี่ยวกับความรู้ความสามารถของตัวเองหลังผ่านประสบการณ์โดยตรงกับคนในวงการอาหารมา ก็รู้สึกว่าเรามีทักษะหลายด้านในเชิงของธุรกิจและการสื่อสาร แต่ยังคงขาดทักษะที่เกี่ยวข้องกับอาหาร และความเข้าใจเกี่ยวกับอุตสาหกรรมอาหาร พลอยจึงตัดสินใจเข้าเรียนคอร์สทำอาหารเพื่อเป็นเชฟมืออาชีพเพิ่มเติม (Decision stage) เพราะเป็นคนที่ชอบทำอาหารอยู่แล้วจึงคิดว่าการก้าวเข้ามาในบทบาทนี้จะทำให้เข้าใจทั้งผู้ผลิตและผู้บริโภคมากขึ้น (Pioneer spirit)  พลอยได้มีโอกาสฝึกงานกับร้านอาหารต่างๆที่ยึดหลักการความยั่งยืนมาเกือบหนึ่งปีแล้ว ได้เห็นระบบการทำงานต่างๆ รวมไปถึงการลงพื้นที่เพื่อที่จะเรียนรู้เกี่ยวกับวัตถุดิบและวิถีชีวิตของเกษตรกร ทำให้พลอยเห็นคุณค่าของวัตถุดิบ หรือคนที่อยู่เบื้องหลังวัตถุดิบเป็นอย่างมาก

         
ตอนไปช่วยขายผักและทำอาหารจากผักที่ถูกจ่าหน้าแพคเกจว่าเลย Best Before Date มาแล้ว

ที่น่าสนใจคือการได้ก้าวเข้ามาทำงานเป็นเชฟทำให้พลอยเห็นปัญหาที่พลอยเคยคิดไว้ชัดมากขึ้น พลอยเคยคิดว่าระบบการบริโภคของมนุษย์เรานั้นทำลายสิ่งแวดล้อม ซึ่งพลอยก็ได้เห็นว่าหนึ่งในปัญหาใหญ่นี้คือ ปริมาณขยะอาหารที่เกิดขึ้นในแต่ละวัน ที่เห็นได้ชัดว่าเป็นการเปลืองทรัพยากรและทำลายสิ่งแวดล้อมเป็นอย่างมากไม่แพ้ขยะพลาสติกเลย การที่เราได้เรียนรู้อาชีพใหม่ที่แตกต่างจากการทำงานในออฟฟิศโดยสิ้นเชิงเป็นสิ่งที่ท้าทายมาก เพราะการทำงานมีระบบความคิดที่ไม่เหมือนกันเลย

       
Soup Kitchen ใจกลางเมืองลอนดอนทำอาหารแจกคนจากผักสดเหลือทิ้ง

และด้วยความที่พลอยยังคงสนใจทำงานในสายงานนี้อยู่แล้วยังอยากจะพัฒนาตัวเองเพิ่มเติมให้มีความรู้ความสามารถเพียงพอในระดับที่จะเริ่มต้นโครงการใหม่ที่พลอยมีความตั้งใจจริงๆ พลอยจึงได้ลองสมัครงานไปที่ร้านอาหารแห่งหนึ่งในประเทศเนเธอร์แลนด์ที่ยึดในเรื่องของความยั่งยืนและการลดปริมาณขยะอาหารที่เกิดขึ้นทั้งหมดในห่วงโซ่อุปทาน (Action stage) เป็นความโชคดีที่ทางบริษัทสนใจในความตั้งใจของเราและเปิดโอกาสให้เราได้ไปทำงานในตำแหน่งเชฟ ที่จะมีโอกาสได้นำความรู้ความสามารถไปสอนเด็กๆหรือลูกค้าที่สนใจใน workshop ต่างๆที่บริษัทจัดด้วย ถือว่าเป็นก้าวสำคัญที่พลอยจะต้องเรียนรู้และพัฒนาตัวเองในสายอาชีพนี้เพราะว่าหากเทียบกับคนอื่นๆที่ทำงานนี้มาตั้งแต่ต้น ตัวพลอยเองก็ถือว่ามีอายุมากกว่าคนอื่นเขาแต่เพิ่งอยู่ในระดับเริ่มต้นเท่านั้น เป็นเรื่องที่ต้องเถียงกับตัวเองบ่อยครั้งเหมือนกันว่า เราจะมาทางนี้จริงๆหรอ อยู่สายงานฝั่งธุรกิจทั่วไปก็ดีอยู่แล้ว แต่แล้วก็ได้คำตอบกับตัวเองมาว่า ถ้าเราไม่ลองเพิ่มทักษะอะไรที่มันสามารถแบ่งปันความรู้ให้คนอื่นรอบๆตัวนำไปใช้ด้วยได้เลยก็อาจจะไม่มีประโยชน์ที่จะไปบอกให้ใครต่อใครเข้าใจว่าทำอะไรจึงจะดีต่อตัวเองและสิ่งแวดล้อมมากกว่า (Striving will) การเริ่มต้นเป็นเชฟตอนนี้ พลอยมีเป้าหมายว่าอยากจะเป็นคนกลางที่ใช้ความรู้ความสามารถช่วยให้ทั้งกลุ่มผู้ผลิตและผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของเขาเอง โดยเฉพาะกลุ่มผู้บริโภคที่พลอยรู้สึกถนัดมากกว่าเพราะพลอยมีองค์ความรู้เกี่ยวกับการตลาดมาก่อน ทำงานเกี่ยวกับผู้บริโภคมามาก จึงคิดว่าในอนาคตพลอยจะสามารถเริ่มโครงการใหม่ๆได้จากการเข้าใจผู้บริโภคโดยตรง โดยที่พลอยเชื่อว่าเมื่อพลอยมีโลกทัศน์กว้างที่ขึ้นแล้วจะต้องมีไอเดียที่ดีมากขึ้นด้วยเช่นกัน (Creative)

 

จากวันนั้นที่พลอยเพิ่งเรียนจบและเริ่มต้นทำโครงการเพื่อสังคม จนถึงวันนี้ที่พลอยได้เปลี่ยนตัวเองไปในหลายๆด้านทั้งเรื่องทัศนะคติที่มีต่อการเป็น Changemaker กับสายงานที่ทำ (Self-transformation stage) พลอยได้เห็นว่าพลอยมีความคิดที่เปลี่ยนไปเกี่ยวกับการเป็นนักสร้างการเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก ด้วยความที่พลอยมีพื้นเพเป็นคนทำงานในสายธุรกิจมากก่อน แต่ก่อนพลอยก็จะรู้สึกว่าพลอยอยากจะเป็นผู้แก้ปัญหานี้โดยไม่สนใจใคร อยากจะเป็นคนเริ่มแก้ปัญหาก่อนใคร อยากจะรู้สึกว่าเราทำได้เหมือนเราเป็นฮีโร่ และในมุมธุรกิจทำให้พลอยมองเห็นปัญหาที่มีอยู่เป็นโอกาสซะมากกว่าจึงยังทำให้พลอยจับประเด็นได้ไม่ชัดเจนและแก้ไขปัญหาได้ไม่ตรงจุด แต่พอเวลาล่วงเลยไป และพลอยมีได้ร่วมงานหลากหลายแบบก็เข้าใจว่าปัญหาทุกอย่างควรให้คนหลายกลุ่มมีส่วนร่วม อาจจะเป็นคนทำงานสายเดียวกันหรือไม่ใช่ก็ได้ ยิ่งมีคนทำเยอะยิ่งดี โลกเราไม่ได้ต้องการให้ใครคนใดคนหนึ่งเป็นฮีโร่ในการแก้ไขปัญหาสังคมและสิ่งแวดล้อม ตอนนี้รู้สึกชัดเจนมากว่าการที่เราได้เป็นส่วนหนึ่งในการแก้ไขปัญก็เป็นเรื่องที่ดีและตัวเราก็มีส่วนสำคัญมากๆแล้ว และเราจะยินดีมากยิ่งขึ้นเมื่อมีคนสนใจร่วมทางไปกับเรามากขึ้นด้วย

      
Odd Box ชวนอาสาสมัครเดินประท้วงแจก Strawberries หน้าตาไม่สวยงาม เพื่อรณรงค์ให้ Supermarket และผู้บริโภคไม่คัดของทิ้ง

ทั้งหมดนี้ก็เป็นเพียงเรื่องราวประสบการณ์ของพลอยที่อยากจะแบ่งปันให้พี่ๆเพื่อนๆน้องๆที่กำลังทำงานเพื่อเปลี่ยนแปลงอะไรซักอย่างที่เชื่ออยู่ อยากให้มีเวลาได้คุยกับตัวเอง ได้ลองพาตัวเองไปเรียนรู้อะไรใหม่ๆซึ่งอาจจะทำให้เราเห็นตัวเองและงานที่ทำชัดขึ้น ทุกอย่างขึ้นอยู่กับความพร้อมของเรา จังหวะเวลา และโอกาส หลายสิ่งอาจจะยังไม่เป็นดั่งใจวันนี้ แต่หากเรายังคงยืนยันทำงานที่ยังคงทำให้เรามีความสุขในทุกวัน เราก็ไม่ควรจะลืมช่วงเวลาเหล่านี้เช่นกัน สุดท้ายนี้ต้องขอบคุณพี่ๆทีม School of Changemakers ที่คอยสร้างนักเปลี่ยนแปลงรุ่นใหม่ๆให้กับสังคมไทยอยู่เสมอ คอยอยู่เคียงข้างการทำโครงการและปลูกฝังให้นักสร้างการเปลี่ยนแปลงมีคุณลักษณะ  6 อย่างที่พลอยได้พูดถึงในข้างต้น (Empathize, Analytical Mindset, Collaborative Communication, Pioneer Spirit, Striving Will และ Creative)

School of Changemakers เป็นจุดเริ่มต้นที่เปิดโอกาสให้พลอยได้เข้าร่วมเดินทางในเส้นทางนี้ ทำให้พลอยได้เจอสิ่งที่อยากจะทำ และเข้าใจตัวเองมากขึ้นค่ะ
 

และท้ายสุดพลอยอยากจะแนะนำให้ทุกคนได้เข้าไปอ่านบทความของนักสร้างการเปลี่ยนแปลงที่บันทึกไว้ใน Standford Social Innovation Review เรื่อง Inner Journey of Changmakers เพื่อที่ทุกคนจะได้ไอเดียการมาปรับใช้ตอนที่สะท้อนตัวเองในสิ่งที่เรากำลังทำอยู่แล้วเห็นว่าตัวเองมีการเรียนรู้และเปลี่ยนแปลงภายในกันยังไงบ้างค่ะ