[Tech x Social] From first sprint to release!

05 กรกฎาคม 2562
การสร้างและฝึกอาชีพ
ผู้สูงอายุ

เมื่อเดือนที่ผ่านมา Tech x Social ที่ได้ทำงานร่วมกับ Plant:D  ตลอดระยะเวลา 4 เดือน รวมทั้งหมด 5 Sprint (Sprint ละประมาณ 2 สัปดาห์)  ได้ปล่อย MVP (Mininum Viable Product) แรกออกไปทดสอบ เพื่อให้ area manager เป็นผู้ดูแลกระบวนการปลูกผักให้กับผู้สูงอายุของ Plant:D ได้ทดลองใช้งานแบบเต็มขั้นตอนตั้งแต่ การวางแผนการปลูกผัก เพิ่มรายชื่อคุณป้า คุณน้า คุณอา ที่มาร่วมเครือข่าย บ้านไหนเชี่ยวชาญปลูกผักอะไร และไม่ชอบปลูกอะไร  ต้องรดน้ำ พรวนดิน แช่เมล็ดวันไหน ไปจนถึงขั้นตอนการเพิ่มรายชื่อลูกค้า รับออเดอร์ และบริหารจัดการออเดอร์หลังบ้าน ทุกๆขั้นตอน มีรายละเอียดปลีกย่อย ที่เราคาดไม่ถึง(ว่าจะเยอะและซับซ้อนขนาดนี้) เบื้องหลังการทำงานนั้นประกอบไปด้วย ทีมน้องๆ จาก Odd-e ทั้ง 7 คน น้องอ๊อฟ กวาง ภรณ์ ก้อง บาส โฟล์ค ตาม   ที่ร่วมด้วยช่วยกัน มามิตติ้งไม่เคยขาด ทำงานมืออาชีพมากๆ ตรงเวลาสุดๆ นอกจากนี้ยังมีพี่รูฟ Odd-e ผู้อยู่เบื้องหลังการก่อการครั้งนี้ และพี่ไมเคิล จาก Thoughworks ที่คอยให้กำลังใจ และส่งเสบียงเป็นระยะๆ 

 

มีหลายสิ่งที่ทั้งคนทำงานภาคสังคม และ คนทำงานด้าน Tech ได้เรียนรู้ร่วมกัน น่าสนใจมากๆ


พี่นก Founder ของ Plant:D 

หนแรกที่มาเจอกันยังนึกภาพไม่ค่อยออกว่าจะทำงานด้วยกันยังไง ดูโจทย์ตัวเองทีแรกก็ไม่รู้ว่าจะออกมาเป็นอะไร รู้แค่ความต้องการของงานที่ทำเท่านั้น เคยไปปรึกษา TV Direct (ที่เป็น mentor ของ SET Social Impact) เค้าแนะนำว่าให้ใช้ Excel ไปก่อน พอทำมาสักพัก คิดว่ามันน่าจะต้องมีอะไรสักอย่างเข้ามาช่วยแต่ไม่อยากฟันธงว่าเป็นอะไร และไม่รู้ด้วยว่า ต้องไปคุยกับ "ใคร" ที่จะบอกเราได้ว่า จะออกมาเป็นอะไร และจะทำอย่างไร จนกระทั่งมาเจอกับ Tech x Social ใน session product discovery ครั้งแรกๆ ที่เล่า process ให้ฟัง เริ่มเห็นความเป็นไปได้ว่า ส่วนไหนที่ทำ tech เข้ามาช่วยได้บ้าง แต่ ส่วนไหน จำเป็นที่สุด ถึงได้จัดลำดับความสำคัญและเกิด Session ต่อๆ มา 
สิ่งที่ได้เรียนรู้จากกระบวนการทำงานร่วมกันคือ 
1. เราในฐานะคนทำงานภาคสังคม ห้ามเห่อ Tech เด็ดขาด จำไว้ให้ขึ้นใจว่า ถ้ามีอะไรเข้ามาช่วย จะต้องช่วยให้เร็วขึ้น/มากขึ้น/หรือถูกลง เท่านั้น ในระหว่างการทำ บางครั้งตอนทำไปเรื่อยๆ จะเจอว่าอันนี้ process นี้ทำ offline ง่ายกว่านี่นา ต้องเตือนตัวเองเสมอๆ และฟีดแบคเพื่อจะปรับ
 2. กระบวนการที่ไมใช่อุตสาหกรรม จะมีความยืดหยุ่นเสมอ ขนาดเราทำงานแบบ Agile กัน ตัดเอาฟังก์ชั่นที่เบสิกที่สุด Module ที่ทำอยู่ตอนนี้ แค่ระยะเวลาสั้นๆ 4 เดือน กระบวนการจริงๆ บางจุดเปลี่ยนไปแล้ว เช่น มีศัตรูพืช มา ทำให้ต้องเพิ่ม process บางอย่างเค้าไป เราต้องชั่งน้ำหนักให้ดีว่า เราจะยอมให้มันยืดหยุ่นได้แค่ไหน หรือจะต้องใช้ Manual ต่อไปเพราะทำได้ทันที

เกด ทีม SoC 

ได้เห็นการทำงานแบบ Agile โดยใช้ Scrum framework จริงๆ แทบจะทุกขั้นตอน(ใครอยากมาเรียนรู้ควรหาโอกาสมา sit-in นะ ยกเว้น ตอนทำ print planning part 2  ที่ทีม Developer ไปคุยกันเองแต่น้องอ๊อฟก็จะมาอธิบายให้พวกเราฟังทุกครั้งว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง น้องๆ ทำงานกันอย่างไร เช่น ใช้ poker card ในการโหวตความยากง่ายของงาน ใครหยิบการ์ดไหนไปทำ สัปดาห์ที่ผ่านมาของแต่ละ sprint งานเสร็จหรือไม่เสร็จ ติดปัญหาตรงไหน อย่างไร ทำอะไรอยู่ ทำให้เห็นว่าทุกคนทำงานกันอย่างใกล้ชิด รับผิดชอบ เชื่อใจ มีการสื่อสารที่ดีและมี ownership ในงานของตัวเอง  เทียบกับประสบการณ์ที่เคยเจอมา การเลือก partner ที่ทำงานด้วยต้องบอกว่าเหมือนดวงจริงๆ เพราะกว่าเราจะเลือกคนทำได้ ปกติมักจะจากการสอบถามคนใกล้ตัว เพื่อนฝูงแนะนำ ลองคุยกันบางที 3-4 เจ้า การที่เราจะเจอคนที่เข้าใจงานภาคสังคม คุยกันพอจะเข้าใจ(บางครั้งนึกว่าพูดกันคนละภาษา แต่ อ้าว เฮ้ย ก็ภาษาไทยเหมือนกันนี่ 5555) และได้คุณภาพที่สอดคล้องกับงบประมาณ และงานของเรา ก็ยากมากๆ ลุ้นจนเหนื่อย หากเรามีเงินอยู่จำนวนหนึ่ง(หลักหมื่นไปถึงล้าน) และต้องการมองหา Technology บางอย่างมาเพื่อแก้ไขปัญหาการทำงาน สิ่งที่เกิดขึ้นคือ เราจะจ่ายเงินก่อนเริ่มงานบางส่วน จากนั้น มาคุย Scope งานกัน get requirement ว่าเราอยากได้อะไรบ้าง  จากนั้นฝั่ง Tech ก็จะทำงานของตัวเองไป แวะมาอัพเดทกันเป็นระยะ (บางครั้งหายหน้าไปจนลืม พออัพเดทอีกที เหมือนเริ่มต้นใหม่กันหมดอีกที อ้าวเฮ้ย ไม่เหมือนที่คุยกันไว้เลยนี่นา) จนสุดท้าย final products ก็เสร็จออกมาให้เราได้ทดลองใช้(และแน่นอนจ่ายเงินที่เหลือ) ณ เวลานั้น กระบวนการทำงานเราอาจจะเปลี่ยนไป หรือบางส่วนอาจจะทำมาไม่ตรงตามที่ต้องการ หากเราจะแก้ จะปรับอะไรก็เป็นการยาก ช้าเกินไป (เผลอๆ คิดเงินเพิ่ม)

การเจอกันแทบจะทุก 2 สัปดาห์ การทำงานแบบนี้ได้รู้ว่ามีอะไรเกิดขึ้นบ้าง ติดปัญหาอะไร ทำให้เรามองทีมนักพัฒนา เหมือนเพื่อน น้อง ที่ลงเรือลำเดียวกัน มีปัญหาอะไรระหว่างการทำงานก็มีปรึกษา ร่วมกันหาทางออกด้วยกัน สำหรับ Domain(พี่นกเจ้าของโจทย์) เองนั้น เรามองว่า กระบวนการช่วยให้

  • ได้มีโอกาสเรียงลำดับความสำคัญของฟังก์ชั่นการทำงานใหม่เป็นระยะๆ (เผื่อว่าระยะเวลาเปลี่ยนไป ได้เห็นฟังก์ชั่นบางส่วน ได้ทดลองใช้งาน อาจจะรู้สึกว่าจริงๆ อันนี้สำคัญกว่าอันนี้นะ ทำอันนี้ก่อน อันนี้หลัง อันนี้ทำให้งานยากขึ้นหรือง่ายขึ้นกว่าเดิม เป็นต้น
  • ​ได้เห็นว่าทรัพยากรมีจำกัด(เวลา คน เทียบกับงาน) ไม่สามารถได้ทุกอย่างที่ต้องการ
  • ​ได้เข้าใจทีมนักพัฒนามากขึ้น ว่างานแต่ละงานยากง่ายไม่เท่ากัน สำหรับเราอาจจะดูเหมือนง่าย แต่จริงๆ ใช้เวลาทำ หรือ มีสิ่งอื่นสำคัญกว่า ต้องเลือกทำก่อน เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์หลัก
  • ​ได้เรียนรู้วิธีการทำงานของ Developer เรียนรู้ที่จะสื่อสารด้วยภาษาเดียวกันมากขึ้น (เราไม่อยู่กันคนละโลกต่อไปแล้ว เย้! ) 

สิ่งสำคัญ คือ เรามองว่าการจะทำงานร่วมกันแบบนี้ได้ ทั้งสองฝ่ายต้องมี commitment ในระดับเดียวกัน จึงจะสำเร็จได้

น้องๆ ทีม Odd-e ผู้ซึ่งส่วนใหญ่ไม่เคยได้ยินคำว่ากิจการ/ธุรกิจเพื่อสังคมมาก่อน ส่วนใหญ่เพิ่มมารู้ว่ามีแบบนี้ด้วย ครั้งแรกตอนเจอกันครั้งแรก ก็ได้เรียนรู้ในอีกแง่มุมหนึ่งเช่นกัน 

อ็อฟ (ชัยรินทร์ เนียมสุวรรณ)  

“ได้เรียนรู้การทำงานเป็นทีมกับน้องๆ ซึ่งไม่เคยเจอกันมาก่อน และไม่ได้อยู่ที่เดียวกัน(น้องๆ ทุกคนทำงานกันคนละที่ แต่มาทำงานร่วมกันกะดึกใน Midnight Academy) แต่เราก็ยังสามารถที่จะทำ Product ออกมาได้  อ็อฟมองว่าปัจจัยของความสำเร็จคือ ทุกคนในทีมให้ความร่วมมือในการเข้าร่วมประชุมและนัดหมายต่างๆ ยอมรับความผิดพลาดและปรับแก้ เช่น บางทีเขียนโปรแกรมไป สมาชิกในทีมบางคนตรวจเจอความผิดพลาด พอแจ้งไปก็ช่วยกันปรับแก้ ไม่เกี่ยงงานกัน 

สำหรับการทำงานกับภาคสังคมทำให้ได้เข้าใจ ปัญหาสังคม และ การทำงานเพื่อสังคมจากการทำ Product Discovery ทุกๆคร้ังที่เราทำการ Discovery เราจะเข้าใจเป้าหมาย และ การทำงานของ Plant D มากขึ้นและมองถึงเป้าหมายเดียวกันได้อย่างดีที่จะร่วมกันแก้ปัญหาเพื่อสังคม ประทับใจพี่นกและพี่ๆ ทีม Plant:D ทุกคนที่มาช่วยกันทำ Product Discovery ให้ความร่วมมือทำกิจกรรมใน Process ของ Scrum ทุกครั้ง ทำให้ Product มีทิศทางไปในทางเดียวกัน และก็ประทับใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการลดงานต่างๆ ให้ทีม Plant:D มีเวลาเพิ่มขึ้นในการไปช่วยพัฒนาสังคมให้ดีขึ้นต่อไป”


กวาง (ณิชชารีย์ พัฒน์กุลจิรถาวร)

“ได้เข้าใจการทำงานที่มีส่วนช่วยเหลือสังคมมากขึ้น เดิมเข้าใจมาตลอดว่าการทำงานเพื่อสังคมต้องลงทุนด้วยงบประมาณส่วนตัวเท่านั้น ไม่ได้รับผลตอบแทน เลยมองว่าการจะทำงานเพื่อสังคมได้ ยากมาก ต้องมีเงินทุนสำหรับลงทุนเพื่อทำกิจกรรมเพื่อสังคม ประหลาดใจมากที่ได้รับรู้ว่าการทำธุรกิจ สามารถทำเพื่อสังคมได้ทางไหนบ้าง และรู้สึกดีมากค่ะที่ได้มีส่วนร่วมกับโปรเจคนี้ค่ะ

สำหรับทักษะที่ได้พัฒนาจากการทำงานร่วมกันนั้น เช่น ได้พัฒนาตัวเองด้านการสื่อสารกับ user มากขึ้น (ต้องปรับภาษาที่คุยกัน ซึ่งบางทีใช้ศัพท์ technical มากเกินไป คนอื่นๆ ไม่เข้าใจ) ได้พัฒนาด้านการคิดวิเคราะห์ การออกแบบ ให้เหมาะสมกับลักษณะงาน และเหมาะสมกับผู้ใช้งาน ให้ใช้งานง่าย และตอบโจทย์ลูกค้ามากที่สุด และยังได้ฝึกทักษาการ เขียน golang สำหรับพัฒนา backend ของโปรเจคนี้ (ปกติไม่เคยเขียนมาก่อนค่ะ)" 

 

ภรณ์ (วราภรณ์ แม้นศิริ)

"เพิ่งเคยได้ยินคำว่า SE รู้สึก wow มากว่าเราสามารถทำอะไรเพื่อสังคมและทำเงินได้ด้วย โปรเจกต์นี้ทำให้ได้รู้จักกับคำว่า "กิจการเพื่อสังคม" เลยค่ะ ซึ่งเป็นเรื่องที่ดีมากที่เราสามารถทำเพื่อสังคม สิ่งแวดล้อม และทำให้เกิดรายได้ด้วยค่ะดีใจที่ทำ products ออกมาแล้วมีคนเอาไปใช้งาน ได้ประโยชน์ และทำให้ได้พัฒนาทั้ง Soft skills แล้วก็ hardskills เลย ไม่ว่าจะเป็นการสื่อสาร การบริหารเวลา การคุยกับลูกค้าหรือคุยกับคนที่เขามาจากอีก domain หนึ่ง แล้วก็ได้พัฒนาตัวเองในด้าน coding ไปด้วย ดีมากๆ เลยค่ะ"


Tech x Social   เป็น Community ที่เริ่มต้นขึ้้นด้วยความตั้งใจอยากให้เกิดการพูดคุยและเปลี่ยนเพื่อทำความเข้าใจการทำงานของฝั่ง Tech และ Social ในแง่มุมต่างๆ ที่น่าจะมีประโยชน์ซึ่งกันและกันได้  ริเริ่มโดย 
ThoughtWorks บริษัทที่รับทำงานด้าน Consult ที่ประกอบไปด้วยทีม Programer , QA, Business Analysis, UX etc.
ODD-e   กลุ่มคนที่เชื่อว่าการทำ software ต้องสนุก และ มี ultimate goal อยากเห็น developer เก่งๆ เยอะๆ เป็นกำลังสำคัญของวงการ และทำโปรเจกต์ชื่อ Midnight Academy ที่ชวนน้องๆ Dev รุ่นใหม่ที่สนใจพัฒนาตัวเอง แต่อาจจะขาดโอกาสหรือทรัพยากร หาโจทย์สนุกๆและท้าทายมาฝึกพัฒนาฝีมือ โดยมีรุ่นพี่ทีม Odd-e ช่วยเป็น mentor ให้
School of Changemakers องค์กรที่ทำงานสนับสนุนให้คนริเริ่มสร้างการเปลี่ยนแปลง แก้ไขปัญหาสังคม และเชื่อมันว่า ทุกคนสามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงได้ในแบบของตัวเอง 

สำหรับใครที่สนใจติดตามข่าวสารต่างๆ สามารถกด Join Group https://www.facebook.com/groups/techxsocial  ได้เลยค่ะ
หากมีโครงการหรือกิจการเพื่อสังคมไหนที่คิดว่าตัวเองพร้อม หรือสนใจจะลองทำงานร่วมกันกับ Tech x Social เพื่อต่อยอดขยายผลกระทบทางสังคม หรือ ขอคำปรึกษาด้าน Tech สามารถกรอกรายละเอียดเบื้องต้นได้ในที่นี่ แล้วรอการติดต่อจากทีมงานหากได้รับการคัดเลือกค่ะ