JOURNALS

กินไม่เลือก หรือเลือกไม่ได้

13 พฤศจิกายน 2014
2fc709ca9cc567e8b211a2354c8dc9b4

กินไม่เลือก หรือ เลือกไม่ได้ ?
วันที่ 6 พฤศจิกายน 2557 เวลา 18.00 น. -20.30 น.
ณ Ma.D Hub for social Entrepreneurs

ดร.อ้อย-สรณรัชฎ์ กาญจนะวณิชย์ เลขาธิการมูลนิธิโลกสีเขียว ให้ทัศนะถึงภาพรวมของสังคมในปัจจุบันว่ากำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านที่สำคัญมากของการจัดการทรัพยากรอาหาร
ย้อนกลับไป 40-50 ปีที่ผ่านมา ในสังคมยังมีจำนวนประชากรน้อยแต่มีทรัพยากรอยู่มาก มีการใช้ทรัพยากรอย่างสุรุ่ยสุร่ายทำให้เกิดปัญหาสิ่งแวดล้อมสะสมและกลายเป็นวิกฤติสิ่งแวดล้อมตามมา เกิดการสูญพันธุ์ของพืชและสัตว์ ความหลากหลายทางชีวภาพน้อยลง วัฏจักรไนโตรเจนเสียหาย และสภาพท้องทะเลเปลี่ยนแปลงไป เมืองขยายใหญ่ขึ้นจนเข้าสู่ยุคที่คนเมืองมากกว่าคนชนบท ทั้งหมดล้วนบังคับให้คนเมืองต้องเปลี่ยนพฤติกรรมมาใช้ทรัพยากรให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่ท้าทายสำหรับผู้คนในศตวรรษที่ 21 นี้ ชุมชนเมืองจากเดิมที่เคยถูกมองว่าเป็นแหล่งหาเงินอย่างเดียว จะ ต้องถูกมองใหม่ว่าเป็นถิ่นที่อยู่อาศัยด้วย ดังนั้น ผู้อยู่อาศัยจึงควรจะต้องเข้าถึงปัจจัยที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตได้ง่าย เช่น มีอากาศที่ดี อาหารราคาถูก เป็นต้น
การผลิตที่มีประสิทธิภาพต่ำในอุตสาหกรรมอาหารเป็นอีกสถานการณ์หนึ่งที่ควรเอามาพิจารณา เช่น ประเทศสหรัฐอเมริกา ใช้พลังงานโดยเฉลี่ย 3 แคลอรี่ ต่อการผลิตอาหารให้ได้ 1 แคลอรี่ หากคิดรวมค่าหีบห่อ แปรรูป ขนส่งก็จะเพิ่มต้นทุนเข้ามาอีก ประสิทธิภาพก็จะต่ำลงอีกกว่า 10 เท่า ซึ่งหากเปรียบเทียบเป็นการทำบัญชีแล้ว ตัวเลขที่ออกมาไม่ขาดทุน เพราะต้นทุนที่เกินมานั้นถูกถ่ายโอนให้ธรรรมชาติเป็นผู้จ่าย ดังนั้น เราจะออกแบบอย่างไรให้เมืองสามารถผลิตอากาศเองได้ บำบัดน้ำเองได้ และผลิตอาหารเองได้ เพื่อลดต้นทุนที่เกิดขึ้นต่อสิ่งแวดล้อมในห่วงโซ่อุปทาน

ซึ่งหนึ่งในคำตอบของคำถามนั้น คือการเพิ่มพื้นที่ปลูกต้นไม้ และการทำเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของคนเมืองเอง

คุณชูเกียรติ โกแมน เป็นเกษตรกรในเมืองที่เริ่มต้นจากความรู้สึกว่าตนเองไม่สามารถเลือกบริโภคได้ เมื่อมีลูก ก็รู้สึกเป็นห่วงเรื่องความปลอดภัยของอาหารที่จะให้ลูกทาน จึงลาออกจากงานและเริ่มปลูกอาหารเอง เริ่มจากการเปลี่ยนไม้ประดับมาเป็นเป็นพืชอาหารที่ให้ทั้งความสวยงามและมีประโยชน์ คุณชูเกียรติตั้งข้อสังเกตว่า เมืองใหญ่อย่างกรุงเทพนั้น มีครบทุกอย่าง มีทหาร มีโรงเรียน มีสิ่งอำนวยความสะดวกมากมาย แต่สิ่งเดียวที่เมืองไม่มีคือ ความมั่นคงทางอาหาร ถ้าไม่มีเงิน ก็ไม่มีอาหารกิน แต่ถ้ามีเงิน อยากจะกินอาหารที่มาจากส่วนไหนของโลกก็เลือกได้ทันที นั่นคือ เราควบคุมโอกาสเข้าถึงอาหารของตัวเองไม่ได้ ถ้าไม่มีเงิน
วิกฤติทางอาหารที่เห็นได้ชัดที่สุดของคนเมืองคือวิกฤติน้ำท่วมใหญ่ ปี 2554 แม้จะมีเงินมากแค่ไหนก็ซื้ออาหารไม่ได้ นอกจากนั้น คนเมืองส่วนใหญ่ก็มีความรู้เกี่ยวกับอาหารน้อยมาก ไม่รู้ที่มาของอาหาร ไม่รู้ถึงความอันตรายของอาหาร ในขณะที่อาหารที่ปลอดสารหรือเป็นอาหารออร์แกนิกก็มีราคาสูง
การทำเกษตรในเมืองมีรูปแบบหลากหลาย และสามารถประยุกต์ได้ตามแต่ละบุคคล แต่ก็มักจะมีข้อจำกัดเรื่องเวลามาเกี่ยวข้องเสมอ เกษตรในเมืองที่เกิดขึ้นนั้นนอกจากความมั่นคงทางอาหารซึ่งส่งผลให้ผู้คนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นแล้ว ยังสามารถสร้างความสัมพันธ์ในครอบครัวและสังคมโดยรวมให้ดีขึ้น เมื่อชุมชนเข้มแข็ง สังคมก็จะเข้มแข็ง และเกิดความเป็นชุมชนอย่างแท้จริง
ในส่วนของ กทม. ก็ตระหนักถึงความสำคัญของปัญหาความมั่นคงทางอาหารและสิ่งแวดล้อมเช่นกัน คุณจรูญ มีธนาถาวร รองผู้อำนวยการสำนักพัฒนาสังคม ชี้ว่าปัญหาของ กทม.ตอนนี้คือต้องการปลูกไม้กินได้แทนไม้ประดับ แต่ไม้กินได้ดูแลยากกว่าและหาอาสาสมัครมาดูแลไม่ได้ มี่ผ่านมา กทม. มีโครงการที่เกี่ยวของกับความมั่นคงทางอาหารอยู่บ้างแล้ว เช่น โครงการเกษตรเลี้ยงเมือง ( เป็นการปลูกข้าวในบางพื้นที่ของกรุงเทพมหานครเพื่อผลิตข้าวปลอดสารพิษส่งให้กับคนเมืองได้บริโภค ) กรุงเทพมหานครเมืองอาหารปลอดภัย และตลาดนัดเกษตร เป็นต้น ทั้งนี้ประชาชนเองก็ควรให้ความร่วมมืออย่างจริงจังในการปรับตัวในการใช้ทรัพยากรด้วย
คุณวิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ กรรมการและเลขานุการมูลนิธิชีววิถี (BioThai) กล่าวว่า อาหาร คือสิ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิตมนุษย์ หากมองเป็นเรื่องเศรษฐกิจ ก็เป็นมูลค่าที่มากที่สุดในโลก ค่าใช้จ่ายครัวเรือนที่สัดส่วนใหญ่ที่สุดคือค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับอาหาร การผลิตอาหารเป็นเรื่องของ “ ระบบ” มนุษย์ไม่สามารถแยกชีวิตของตนออกไปจากระบบนี้ได้ ดังนั้นการแก้ปัญหาความมั่นคงปลอดภัยของอาหารจึงต้องแก้ทั้งระบบ โดยมีความเชื่อมโยงกันระหว่างตัวฐานทรัพยากร คือ ดินและน้ำ กับความหลากหลายทางชีวภาพ
คนในเมืองรับประทานพืชเพียงแค่ 9 ชนิด จากพืชที่กินได้ทั้งหมดกว่าสามหมื่นชนิด นั่นคือ มีความหลากหลายทางชีวภาพน้อยมาก ระบบอาหารขึ้นอยู่กับบริษัทเมล็ดพันธุ์เพียงไม่กี่แห่ง ในประเทศสหรัฐอเมริกา อาหาร 75 % ผลิตมาจากข้าวโพดและถั่วเหลือง เมล็ดพันธุ์ GMO * ที่ปลูกในสหรัฐอเมริกากว่า 90 % อยู่ในมือบริษัทเพียงแห่งเดียว
ในประเทศไทยเองก็มีสถานการณ์น่าเป็นห่วงเช่นกัน เพราะมีการใช้สารเคมีในการเกษตรเป็นอันดับ 4 ของโลก ซึ่งมากกว่าสหรัฐอเมริกาถึง 4 เท่า (คิดต่อพื้นที่) มีผลให้อาหารมีสารก่อมะเร็งตกค้าง การใช้สารเคมีจำนวนมากนี้ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากเกษตรกรถูกบริษัทขายสารเคมีให้ข้อมูลที่ไม่ถูกต้องเกี่ยวกับความอันตรายของยาฆ่าแมลงและสารเคมีสำหรับใส่พืช โดยในประเทศไทยมีพื้นที่ทำเกษตรอินทรีย์เพียง 0.16 % ของการทำการเกษตรทั้งหมด พืชผักราว 50 % มีสารพิษตกค้างเกินค่ามาตรฐาน 30 % ของเกษตรกรมีค่าสารพิษตกค้างในเลือดสูงเกินกว่าระดับปลอดภัย

โดยสรุปแล้ว ระบบอาหารปลอดภัยจะต้อง
1. รักษาฐานความหลากหลายทางชีวภาพ
2. มีระบบการผลิตที่ยั่งยืน เป็นเกษตรอินทรีย์
3. มีการจัดการระบบกระจายอาหาร เช่น ระบบ farmer market เพื่อเพิ่มทางเลือกเข้าถึงอาหารที่ดีของคนเมือง
4. ในระดับนโยบาย ต้องยกเลิกการอนุญาตให้ใช้สารเคมีต่างๆที่ดูดซึมเข้าสู่ตัวผักและผลไม้ ซึ่งล้างไม่ออกและพบเจอบ่อยครั้ง
การสร้างสังคมที่มีอาหารปลอดภัยและหลากหลาย มีระบบการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม จะต้องอาศัยความร่วมมือจากคนทุกภาคส่วน ทั้งผู้บริโภค ผู้ผลิต ภาคธุรกิจ สื่อ และผู้กำหนดนโยบาย
เพราะทุกคน สุดท้ายแล้ว ก็เป็นผู้บริโภคด้วยกันทั้งนั้น ไม่ใช่หรือ?

*เมล็ดพันธุ์ GMO คือเมล็ดพันธุ์ที่ผ่านการตัดแต่งพันธุกรรมเพื่อให้มีคุณสมบัติตามต้องการ การปลูกพืช GMO อาจมีผลต่อสภาพแวดล้อมและระบบนิเวศ เช่น การกลายพันธุ์ของพืชท้องถิ่น เป็นต้น และยังเป็นที่ถกเถียงว่าอาจก่อให้เกิดความไม่ปลอดภัยในการบริโภค เช่น มะเร็ง หรือเนื้องอก อีกด้วย

เข้าสู่ระบบ

Or fill the form below