JOURNALS

สรุปกิจกรรม After School #9 – SE Stuck to Scale

7 สิงหาคม 2015
85b970942f1eeee4bca5d47ae4a9c4cc

สรุปกิจกรรม
After School ครั้งที่ 9

“SE
Stuck to Scale”

โดย คุณนาวี
นาควัชระ กรรมการผู้จัดการเครือข่ายนวัตกรรมชาวบ้าน

และคุณอรพินท์ สินอมรเวช
ผู้ก่อตั้งโคโคบอร์ด

วันพุธที่ 29 กรกฎาคม 2558 เวลา 18.00-20.30
น.

NE8T ราชเทวี

เครือข่ายนวัตกรรมชาวบ้าน : บริการเกษตรอินทรีย์ครบวงจรสำหรับเกษตรกรรายย่อยในชนบท

คุณนาวี นาควัชระ
ผู้ประสานงานเครือข่ายนวัตกรรมชาวบ้าน และกรรมการผู้จัดการบริษัท นวัตกรรมชาวบ้าน
จำกัด เริ่มต้นทำงานพัฒนาชนบทตั้งแต่เป็นนักศึกษา
จึงเกิดเป็นความมุ่งมั่นตั้งใจที่จะพัฒนาเกษตรกรในชนบทให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

ปัญหาที่พบ

  • ความยากจน
    : เกษตรกรมีรายได้เฉลี่ยเพียง
    5,661 บาทต่อเดือน
  • การใช้สารเคมีในการทำเกษตร
    (Agro-Chemical problem) จำนวนมาก
  • ปัญหาสุขภาพของเกษตรกร
    : ผลจากการใช้สารเคมีจำนวนมาก
    จึงส่งผลกระทบต่อสุขภาพของเกษตรกร พบว่า 30 เปอร์เซนต์ของเกษตรกรมีสารเคมีจากยาฆ่าแมลงปนอยู่ในเลือด

นวัตกรรมนำการพัฒนา (Innovation led development)

คุณนาวีนำภูมิปัญญาท้องถิ่นของชาวบ้านที่ใช้ในการทำเกษตรกรรม
เช่น การทำปุ๋ยอินทรีย์ การทำตู้เย็นธรรมชาติจากไม้ไผ่ อุปกรณ์ดักแมลง
และนวัตกรรมชาวบ้านอื่นๆ มาพัฒนาต่อยอด เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการสร้างผลผลิตให้แก่เกษตรกร

หลังจากที่ได้ศึกษาทำความเข้าใจเกี่ยวกับปัจจัยการผลิตที่จำเป็นต่อการทำเกษตรอินทรีย์ในสภาพแวดล้อมต่างๆ
แล้ว คุณนาวีจึงเริ่มสรรหาปัจจัยการผลิตอินทรีย์ที่มีคุณภาพ
พร้อมองค์ความรู้ด้านการเกษตร ลงพื้นที่ไปเผยแพร่ให้กับเกษตรกรในพื้นที่เพาะปลูกต่างๆ

การดำเนินงาน

ปัญหา: เกษตรกรยากจนและไม่มีเงินในการเพาะปลูก
วิธีแก้ไขปัญหา: ให้เครดิตแก่ชาวบ้านในการทำเกษตร

ปัญหา: เกษตรกรอยู่ไกลจากแหล่งขายเมล็ดพันธุ์และปุ๋ย
วิธีแก้ไขปัญหา:
สร้างระบบการกระจายสินค้าในระดับท้องถิ่น (Local Distribution System) เพื่อให้เกษตรกรเข้าถึง ได้ง่าย โดยจำหน่ายปัจจัยการผลิต เช่น เมล็ดพันธุ์ ปุ๋ยอินทรีย์ และสารชีวภาพกำจัดศัตรูพืช ผ่าน 2 ช่องทาง คือ

  • ร้าน Green farmer shop ที่กระจายอยู่ในแต่ละพื้นที่
  • การจำหน่ายแบบ Direct marketing โดยมีเกษตรกรเป็นตัวแทนจำหน่ายเอง

ปัญหา: เกษตรกรไม่มีความมั่นใจในการลุงทุนปลูกพืชหลายชนิดเนื่องจากขาดความรู้
วิธีแก้ไขปัญหา: จัดเจ้าหน้าที่ภาคสนาม เพื่อฝึกอบรมด้านกระบวนการผลิตให้แก่เกษตรกร และมีการรับรองมาตรฐานสินค้า

ปัญหา: เกษตรกรกลัวว่าจะไม่มีตลาดรองรับผลผลิต
วิธีแก้ไขปัญหา: รับประกันราคาสินค้า และจัดตั้งระบบ Social Contract Farming เพื่อสร้างตลาดรองรับที่แน่นอนให้กับเกษตรกร

ผลกระทบทางสังคม

  • เกษตรกรมีรายได้ที่เพิ่มขึ้น มีหนี้ลดลง
  • สภาพแวดล้อมที่ปราศจากมลพิษ และสารเคมี
  • เกษตรกรมีสุขภาพจิต และสุขภาพกายที่ดี
  • เกษตรกรมีความสุขมากขึ้น (วัดผลจากการทำแบบทดสอบทัศนคติ/ความพึงพอใจในการดำรงชีวิต)

——————————————


บริษัท โคโคบอร์ด จำกัด
:
ผลิตภัณฑ์ไม้อัดจากวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร

คุณอรพินท์ สินอมรเวช
ผู้ก่อตั้งโคโคบอร์ด มีประสบการณ์การทำงานอยู่ในวงการโปรดักชันโทรทัศน์ จนวันหนึ่งที่เธอตัดสินใจเปลี่ยนสาขาอาชีพมาทำในสิ่งที่ไม่ถนัด
กลายเป็นคนที่เริ่มต้นนับหนึ่งใหม่จากความไม่รู้อะไรเลย
แต่ด้วยความมุ่งมั่นตั้งใจและทุ่มเท ทำให้วันนี้เธอได้สร้างนวัตกรรมใหม่
และกลายเป็นอีกคนหนึ่งที่วงการไม้ไทย และตลาดโลกต้องจับตามอง


จุดเริ่มต้นของโคโคบอร์ด

คุณอรพินท์ได้พบกับชุมชนหนึ่งที่ประกอบอาชีพหลักเป็นเกษตรกรรม
มีรายได้น้อยและความเป็นอยู่ไม่ดีเท่าที่ควร
เธอจึงเริ่มมองหาวิธีสร้างรายได้เพิ่มให้กับเกษตรกร
และพบว่ามีเศษวัสดุทางการเกษตรจำนวนมากที่ชาวบ้านมักเผาทิ้งไปเพราะเห็นเป็นของไม่มีค่า
อย่างเช่นขุยมะพร้าว
แต่สิ่งเหล่านี้กลับจุดประกายให้เธอคิดว่าน่าจะนำมาเพิ่มมูลค่า
และสร้างประโยชน์ได้


วิธีการดำเนินงาน

คุณอรพินท์เริ่มต้นหาข้อมูลต่างๆ
ด้วยตนเอง เริ่มตั้งแต่การหาหนังสือและวิทยานิพนธ์ที่เกี่ยวกับขุยมะพร้าวมาอ่าน
จนทำให้ทราบถึงคุณสมบัติพิเศษของขุยมะพร้าว และโอกาสในการสร้างนวัตกรรม
นอกจากนี้เธอยังเสาะหาผู้เชี่ยวชาญเพื่อพูดคุยและปรึกษา
จนสามารถสร้างนวัตกรรมไม้อัดจากขุยมะพร้าาว
ที่มีคุณสมบัติเทียบเท่าไม้อัดชนิดอื่นๆ และต่อมาจึงขยายไปพัฒนาเศษวัสดุชนิดอื่นๆ
ด้วย เช่น ฟางข้าว เปลือกถั่ว หญ้าแฝก และแกลบ รวมไปถึงการพัฒนารูปแบบผลิตภัณฑ์ให้เป็นรูปแบบอื่นๆ
เช่น เฟอร์นิเจอร์ หรือพวงกุญแจของที่ระลึก เพื่อให้ตอบโจทย์ตลาดมากยิ่งขึ้น

อุปสรรคที่พบ

  • ในช่วงแรกพบว่า เมื่อเทียบกันแล้ว
    ไม้อัดขุยมะพร้าวมีราคาสูงกว่าไม้อัดทั่วไปในท้องตลาดมาก
    คุณอรพินท์จึงพยายามศึกษาและพัฒนาให้ไม้อัดมีคุณสมบัติพิเศษมากขึ้นอีก
    ในด้านการทนความร้อน ความชื้น และปลวก
    เพื่อเพิ่มมูลค่าให้สินค้าสามารถต่อสู้ได้ในตลาด
  • ปี 2554
    ต้องเผชิญกับวิกฤตน้ำท่วม ทำให้สินค้าที่ผลิตเสร็จแล้ว
    และเครื่องจักรจมอยู่ในน้ำ ไม่สามารถนำไปขาย หรือดำเนินกิจการต่อไปได้ แต่ได้กำลังใจจากหุ้นส่วนและคนรอบข้าง
    จึงลุกขึ้นสู้ได้อีกครั้ง
  • แม้จะได้รับความสนใจจากนานาชาติ
    เนื่องจากเป็นวัสดุที่แปลกใหม่ และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
    แต่การส่งออกไปขายยังอุตสาหกรรมใหญ่ๆ ในตลาดโลก
    ก็ยังมีข้อจำกัดในด้านปริมาณการสั่งซื้อ ที่จะสั่งครั้งละมากๆ หลายตู้คอนเทนเนอร์
    ซึ่งทางโคโคบอร์ดยังมีกำลังการผลิตไม่มากพอ จึงทำให้ต้องปฏิเสธโอกาสไป
  • มูลค่าของเครื่องจักรที่ใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตสำหรับอุตสาหกรรมไม้นั้น
    มีราคาสูงมาก (เริ่มต้นที่ 150 ล้านบาท) จึงเป็นอุปสรรคใหญ่ในการขยายกิจการ

การดำเนินงานในปัจจุบันและอนาคต

  • มุ่งเน้นไปที่การออกแบบ ขายงานดีไซน์
    ให้มีความโดดเด่นมากขึ้น โดยมีกลุ่มเป้าหมายเป็นสถาปนิก
  • ในอนาคตจะช่วยเหลือให้ชาวบ้านสามารถผลิตไม้อัดขนาดเล็กจากฟางข้าวได้ด้วยตนเอง
    เพื่อเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกร และเป็นการขยายฐานการผลิตของโคโคบอร์ดอีกด้วย

คุณอรพินท์เชื่อว่า เรามีโอกาสที่จะทำให้ธุรกิจของตนเองเติบโตได้
แต่เราจะต้องตั้งเป้าหมายให้ชัด หาเส้นทางให้เจอ และรู้จักสร้างเครือข่าย



ช่วงถาม-ตอบ

1.Q : อยากบอกอะไรกับผู้ที่กำลังจะเริ่มต้นเป็นผู้ประกอบการสังคม

A – คุณนาวี:

1. ไปให้ถูกทิศทาง เริ่มจากทรัพยากรที่เรามี
2. ต้องมีทักษะและวิธีการทางธุรกิจ เช่น การเงิน บัญชี

3. พยายามหาหุ้นส่วนที่ทำให้งานของเราไปสู่ความสำเร็จ
และสิ่งที่สำคัญที่สุด คือ ความคิดและวิธีการแก้ไขปัญหาสังคมของเราจะต้องมีความชัดเจน


A
– คุณอรพินท์:

สำคัญที่สุด
คือ ให้ทำในสิ่งที่ชอบ
ยอมเหนื่อยและเตรียมพร้อมกับสิ่งที่เราชอบถึงแม้จะไม่ใช่สิ่งที่ถนัด
สุดท้ายแล้ว ชีวิตเราก็ต้องลิขิตเอง

2.Q : ในระหว่างทำโปรเจกต์ถ้ามีทางเลือกซ้ายกับขวา แล้วเราเลือกไปผิดทาง เราอาจเลือกขวา ทั้งๆที่จริงต้องไปซ้าย จะทำอย่างไรดี

A- คุณนาวี : สิ่งที่นวัตกรรมชาวบ้านทำอยู่ระหว่างช่วงเริ่มต้นกับตอนนี้ก็มีโมเดลที่เปลี่ยนไปเพียงแต่เราต้องชัดเจน ในจุดเริ่มต้นของตัวเอง

A– คุณอรพินท์: สิ่งที่คุณเลือกมันไม่ได้ผิด100 เปอร์เซนต์อย่างน้อยมันก็ต้องมีส่วนถูกบ้าง มันแค่ทำให้เราไปถึง เป้าหมายช้าลงแต่นั่นเป็นเพราะเราไม่ได้เชี่ยวชาญ

3.Q : เมื่อเจออุปสรรคตอนที่โรงงานโดนน้ำท่วม เคยมีความรู้สึกอยากเลิกทำหรือไม่ แล้วลุกขึ้นมาทำต่อได้อย่างไร (ถามคุณอรพินท์)

A : เวลาสู้ให้สู้จนถึงที่สุด ซึ่งคำว่าที่สุดของแต่ละคนก็ไม่เหมือนกัน ในสถานการณ์น้ำท่วมทุกคนต่างเจ็บปวดและ สูญเสีย เมื่อเทียบเป็นตัวเงินอาจจะเจ็บปวดมาก ถ้ามองแค่ตัวเราเองก็คงตัดสินใจเลิกทำเหมือนกัน แต่ต้องฟัง เสียงของหุ้นส่วนอีก 2 คน เพราะเงินที่เสียไปไม่ใช่เงินของเราทั้งหมด เลยทำต่อเพราะต้องรับผิดชอบ ดูแลคน อื่นอยู่ อยู่บนหลังเสือแล้วลงไม่ได้ ดังนั้นถ้าทุ่มเทที่สุดแล้วชีวิตก็สามารถเริ่มต้นใหม่ได้ การตั้งเป้าหมายอะไร บางอย่างต้องตั้งเป้าหมายเผื่อไว้ด้วยว่ามาถึงจุดใดควรจะหยุด

4.Q : ทำไมจึงเลือกทำงานที่จังหวัดบุรีรัมย์ (ถามคุณนาวี)

A : เราพยายามหาข้อมูลเกี่ยวกับจังหวัดที่เกษตรกรมีรายได้ต่อคนต่ำที่สุด ซึ่งช่วงนั้นจังหวัดบุรีรัมย์ถือเป็นจังหวัดที่ มีรายได้ต่ำที่สุด จึงเลือกที่จะไปเริ่มทำที่นั่น

5.Q : ถ้าพูดถึงการเลือกหุ้นส่วน มีวิธีการเลือกอย่างไร (ถามคุณอรพินท์)

A: เราไม่ได้เลือกหุ้นส่วนเอง แต่เพื่อนเป็นคนถามว่าเรากำลังทำอะไร แล้วเขามองว่าเราทำงานแล้วเราทำเต็มที่ เขา เลยมองเห็นโอกาสที่จะไปพร้อมกับเรา

6.Q: ในการเริ่มธุรกิจ เงินทุนควรมาจากที่ใดที่ทำให้ธุรกิจมีความเสี่ยงน้อยที่สุด

A – คุณนาวี: ปัจจุบันมีโครงการมากมายที่สนับสนุนเงินทุนให้กับผู้ประกอบการสังคมในระยะเริ่มต้น ไม่ควรกู้เงิน เราอาจจะชวนนักลงทุนหรือรวมเงินกับเพื่อนก้อนเล็กๆ ก่อน แต่จะต้องจัดสรรเรื่องผลประโยชน์ที่จะได้รับและจะ ต้องเสียไปให้ชัดเจน ถ้าทำเป็นลายลักษณ์อักษรได้จะยิ่งดี
A – คุณอรพินท์ : น่าจะใช้เงินตัวเองก่อน ถ้าเอาเงินมาจากการเขียนโครงการก็จะเป็นแค่ค่าเริ่มต้นการทำงานหรือ เริ่มต้นธุรกิจจริงๆ ไม่มีค่าแรง แต่คุณก็สามารถไปขอเพิ่มได้ เพื่อนำมาต่อยอดธุรกิจตามที่วางแผนไว้

7.Q : เป้าหมายสูงสุดขององค์กรคืออะไร

A – คุณนาวี: ทำให้เกษตรกรรายย่อยมีชีวิตที่ดี
A – คุณอรพินท์: ทำให้ชาวบ้านสามารถผลิตไม้อัดฟางข้าวเองได้ เห็นคุณค่าของสิ่งที่เหลือใช้แล้วนำมาสร้างราย ได้ และสร้างสภาพแวดล้อมให้มีความยั่งยืน ทำให้พวกเขามีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

เข้าสู่ระบบ

Or fill the form below