JOURNALS

สรุปกิจกรรม After School #12 – How to be found when customers search

3 ธันวาคม 2015
7ce7ae74dc3440d0a33ad0605036f48e

สรุปกิจกรรม After School ครั้งที่ 12: How to be
found when customers search?

โดยคุณพรทิพย์ กองชุน Chief Operating Officer ของ jitta.com และ เคยเป็น Head of Thailand Marketing
at Google (Thailand) และ

คุณ ปภาดา อมรนุรัตน์กุล
ปัจจุบันดำรงตำแหน่งกรรมการบริษัท Redrank จำกัด, AdWords
Qualified individual From Google

วันจันทร์ที่ 23 พฤศจิกายน 2558 เวลา
18.30 – 20.30

ณ NE8T
Comaking Space, อาคารเอเชียชั้น 1 ติด BTS ราชเทวี
กรุงเทพฯ


Current Trends

เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่าสังคมไทยของเรานั้น มีผู้ใช้ internet มากขึ้นเรื่อยๆทุกปี
ซึ่งข้อมูลจากกระทรวง ICT เผยว่า คนไทยใช้ Internet 8-9 ชั่วโมงต่อวัน
โดยพฤติกรรมการใช้นั้นจะเน้นไปที่

1.การเล่น social media

2.อ่าน E-News, E-Book

ดังนั้น ด้วยพฤติกรรมการเข้าหาข้อมูลข่าวสารจึงทำให้การแข่งขันในด้านการตลาดในยุคดิจิตอล
(Digital Marketing) นั้นสูงมากและจะเน้นไปที่วิธีการที่ทำให้การตลาดออนไลน์สามารถconvert
ผู้ click ให้เป็นลูกค้าได้ ซึ่งก่อนที่ social
media จะมีผู้ใช้อย่างกว้างขวางนั้น Digital Marketing จะแข่งขันกันทางโทรทัศน์ SMS วิทยุ
และป้ายโฆษณาต่างๆ แต่ ณ ขณะนี้ส่วนที่สำคัญที่สุดกลับกลายมาเป็นการตลาดใน
internet (Internet Marketing) เพราะเป็นส่วนที่ผู้ประกอบการไม่ว่าเล็กหรือใหญ่ก็สามารถทำได้
เพราะต้นทุนไม่แพงมาก และสามารถส่งข้อความ สร้างความตระหนักรู้
และส่งคุณค่าของผลิตภัณฑ์หรือบริการต่อกลุ่มเป้าหมายได้แบบไม่ยากนัก
ซึ่งโดยสรุปแล้วจะมีการแข่งขันกันหลายรูปแบบ ดังนี้

1.Social
Media

2.Content
Marketing คือเนื้อหาสำหรับpost หรือเก็บไว้ในweb

3.Banner
Ads

4.Email
เป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญมากๆเพราะมีคนยังคงอ่านe-mail 80% ขึ้นไปหากผู้ใช้เห็นว่ามีความจำเป็นต้องอ่านหรือเกี่ยวข้องกับงานหรือsales

5.Mobile,
smartphones โดยจะเกี่ยวกับรูปแบบการนำเสนอเพราะbanner รูปหรือ content ต่างๆนั้นจะโชว์บน desktop หรือมือถือไม่เหมือนกันการจัดวางมีความซับซ้อนต่างกันออกไปซึ่งการสื่อสารผ่านมือถือนั้นจะทำให้คนเข้าถึงcontent
ได้สะดวกมากๆหากlink กับ App หรือ platform ที่เกี่ยวข้องกับตัวงานเช่น Google
Maps เมื่อจัดกิจกรรมหรือสัมมนา

นอกจากนี้ข้อมูลด้าน trend ผู้ใช้สื่อ digital ที่น่าสนใจในปี 2015 นั้นมีดังนี้

1.ใช้นิ้วมากกว่าเมาส์

2.คนใช้มือถือเพิ่มขึ้นมาก

3.มีผู้ใช้ Search Engine อย่างต่อเนื่อง
โดยพฤติกรรมการใช้เริ่มเปลี่ยนจากการเข้า internet จาก PC
มาเป็น Smartphone โดยอัตราส่วน PC ต่อ Mobile ในปี 2014 เท่ากับ 44%/55% และมีการทำธุรกรรมค้าขายผ่าน Smartphone เทียบเท่ากับผ่าน
PC

เมื่อเห็นภาพการแข่งขันใน Internet Marketing ดังนี้แล้ว
การทำให้ผู้บริโภครู้จัก และเข้าหาเป็นสิ่งที่สำคัญ และท้าทายที่สุด
ซึ่งในส่วนนี้ผู้บริโกคก็มักจะใช้ Search Engine ในการเข้าหาบริษัทและผู้ประกอบการ
ดังนั้นจึงทำให้เกิดการแข่งขันขึ้นในอีกส่วนซึ่งเรื่องว่า Search Marketing
ซึ่งก็คือการตลาดอีกแบบหนึ่งที่เน้นการให้คำตอบและให้การรับรองผู้บริโภคเมื่อต้องการเข้าถึงข้อมูลต่างๆ
ซึ่งทำให้ Search Engine กลายเป็นพื้นที่การแข่งขันของผู้ประกอบการในการแข่งกันสร้างความตระหนักรู้และนำเสนอสินค้าและบริการสู่สายตาผู้เล่น
internet ซึ่งทำให้ผู้ประกอบการทุกที่ต้องการมีข้อมูลของตนเองปรากฎอยู่บน
search engine ในลำดับแรกๆเมื่อผู้ใช้ internet ค้นหา


Search Engine Optimization and Pay Per Click (PPC)

เป็นเครื่องมือและวิธีการที่จะทำให้หน้า website หรือข้อมูลอื่นๆที่เกี่ยวข้องของผู้ประกอบการปรากฎขึ้นใน
search engine เป็นลำดับแรกๆเมื่อมีการค้นหา โดยผลการค้นหาจะอยู่ลำดับประมาณที่
3-4 การเรียงลำดับจะเป็นไปตาม keyword ที่ตรงกัน
ซึ่งระบบของ search engine เช่น Google ไม่สามารถให้อภิสิทธิ์แก่เจ้าใดได้อยู่บนสุดตลอดเวลา โดยผลการค้นหาจะต้องเป็นธรรมชาติที่สุดดังนั้นsearch
engine optimization จึงมีบทบาทและมีความสำคัญอย่างมาก เพราะเทียบอัตราส่วนจากพฤติกรรมผู้ใช้
internet เพื่อเข้าหาผู้ประกอบการนั้น การใช้ search engine เป็นส่วนใหญ่ที่สุด และอื่นๆเป็นลำดับต่อๆไป ดังนี้

1.67% Search Engine- รู้ว่าต้องการอะไรแต่ไม่รู้ว่าควรเข้าหาใคร

2.18% Retailer – เมื่อผู้บริโภครู้แล้วว่าต้องเข้าหาใคร

3.2% Twitter – เพื่อต้องการทราบความคิดเห็น
และพูดคุยกับผู้ใช้จริง

โดยวิธีการในการทำให้ข้อมูลของบริษัทขึ้นอยู่หน้าแรกๆของ search engine มี 2 วิธีดังนี้

1.Search Engine Optimization: ว่าด้วยการเขียน
content และสร้าง keyword ให้ตรงจุด

2.PPC (Pay Per Click) คือการทำโฆษณาบนสื่อออนไลน์หรือเว็ปไซต์
ซึ่งโดยปกติจะขึ้นอยู่ในหน้าแรกของ search engine และมีกรอบสีเหลืองเขียนว่า
Ad โดยของ Google จะเรียกว่า Search Engine Marketing
Program Ad Word ซึ่ง Google จะคิดเงินผู้ประกอบการจากจำนวนคน click
ที่ Ad


เปรียบเทียบข้อดีข้อเสียระหว่าง Search Engine Optimization
กับ
Search Engine
Marketing (PPC)

SEO

1.ใช้เวลานาน และคู่แข่งจำนวนมาก

2.ขึ้นอยู่กับการใช้คำให้มีผู้สนใจอย่างต่อเนื่องและทำให้
website active ตลอดเวลา

3.แต่ถ้าหากทำสำเร็จ และได้ขึ้นในอันดับต้นๆแล้ว
ก็จะเป็นเรื่องยากที่ website
ของผู้ประกอบการบน search engine จะตกลำดับไป

SEM

1.ต้องทำการวางแผนชำระเงิน Pay Per Click อย่างถิ่ถ้วน

2.เป็นวิธีทำ Brand Awareness ได้ง่าย เพราะถึงไม่มีใคร click
ก็อาจมีคนมาเห็น Brand และเห็นข้อมูลเบื้องต้น


Search Engine Optimization หากจะทำเอง
ต้องทำอย่างไร

Ranking การปรากฏตัวบน search engine นั้น
ขึ้นอยู่กับจำนวนการคลิ๊กจากผู้ใช้ internet ซึ่งจะปรับเปลี่ยนตลอดเวลา

1.ทำ website ให้รองรับได้หลาย device ทั้ง PC และ Mobile

2.เข้าใจการทำงานของ Search Engine: ซึ่งทุกๆ search engine จะมี Spider Robot
Power ซึ่งจะเป็นตัวเก็บข้อมูลเว็ปไซต์ต่างๆในทุกๆลิงค์จากนั้นนำข้อมูลไปให้Google
ตามประเภทคำและประเภทไฟล์ ซึ่ง Bot ตัวนี้ จะไม่แสดงผลไฟล์ Flash
และรูปภาพ แต่สามารถอ่านรูปภาพที่มีตัวหนังสือได้

3.รู้จักการใช้ Keyword:

a.หาคำที่คนพูดหรือใช้เยอะๆเป็นหลักจากนั้นค่อยมาย่อยคำหรือแต่งเป็นคำที่ผู้ประกอบการเจ้าอื่นๆใช้น้อย

b.ต้องใช้keyword ที่ตรงกับตัวเรามากที่สุด

c.Google Trend สามารถเช็คคำได้ว่าคำไหนมีคนค้นหามากที่สุดโดยจะแสดงผลเป็นGraph
ขึ้นมา

d.มี function เสริมคือข่าวtrend ประจำวัน

4.เลือกตำแหน่งที่วาง Keyword ที่ชัดเจน

a.On Page: คือวางไว้ในหน้า page
ของเราเอง โดยสามารถวางไว้ในระดับโครงสร้างของ website (Architeture) เช่น HTML, WordPress และอีกส่วนคือ Content ซึ่งรวมถึง title, heading,
domain name, และ menu ต่างๆของเว็ปซึ่งเป็นข้อความ และบทความ

b.Off Page: มี keyword อยู่ใน
link http ต่างๆ

5.Update Content ให้เข้ากับ
Keyword ที่คนชอบใช้อยู่เสมอๆโดยสามารถเข้าถึงข้อมูลได้ทาง Google Trend


SEO Tips: Do’s and Don’ts

Do

1.เขียนให้เป็นธรรมชาติที่สุดเขียนให้เป็นสไตล์ของตัวเองเพราะมันมักจะไม่ซ้ำใครเช่นแบบของKafaakblog, Darkmaster

2.เขียนเนื้อหาเดียวต่อ1 หน้าแล้วจบเขียนให้ชัดเจนตรงกับที่กลุ่มเป้าหมายต้องการหรืออยากรุ้แยกออกมาเลยว่ามีcomponent
อะไรบ้างคนอยากดูอะไรแบบหน้าเดียวจบมีprocess ครบเพื่อให้ไม่ต้องclick
เช่นแบบAgoda

3.ใส่ Keyword
ให้หลากหลายเช่นพูดถึงหมาใช้คำว่าหมาสุนัขน้องหมาซึ่งตรงนี้จะหมายความว่าการใช้คำcasual
ก็จะสามารถช่วยได้มากเพราะทำให้ words ในweb
หลากหลายมากขึ้น

4.ระบุและวิเคราะห์กลุ่มเป้าหมายให้ชัดเจน

5.เขียนเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับ Keyword ดูว่า keyword ที่เราใช้จะเกี่ยวข้องกับอะไรได้บ้าง

6.Content
ต้องตรงกับเป้าหมายของเราและเป้าหมายของลูกค้า

Don’t

1.อย่าซ่อนเนื้อหาเพราะทำให้Google ไม่แสดงผล

2.อย่า Spam
Keyword หรือเขียน keyword
นั้นๆ ซ้ำๆกันในหน้า page โดยเกินจะเป็น เพราะทำให้ดูไม่น่าเชื่อถือน่ากลัวไม่น่าเข้าหา

3.อย่านำเนื้อหาผู้อื่นมาใส่ถ้าจะเอามาต้องบอกที่มา (Google จะมีระบบให้คะแนนOriginality
เพราะgoogle สามารถcheck ได้จากวันที่ upload content ลงinternet)

4.ไม่จำเป็นต้องใส่text อย่างเดียวเพื่อเอาใจbot เพราะอย่าลืมว่าเป้าหมายสูงสุดคือการทำงานเพื่อให้ดึงดูดคน


8 ประโยชน์ของ Search Engine
Marketing ด้วย AdWords

1.เข้าถึงกลุ่มผู้ใช้ internet search engine มากกว่า 80% ทั่วโลกและ99% ในไทยที่เป็น Google

2.เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้แม่นยำกว่าเพราะเราสามารถเลือกกลุ่มเป้าหมายได้เลยว่าอยากให้ใครเห็นบ้าง

3.มีความยืดหยุ่นสูงเพราะสามารถปรับเปลี่ยนได้ตลอดเวลาหรือลบหรือเพิ่มเติม
keyword ได้

4.จ่ายเมื่อมีคนคลิ๊กเท่านั้น (Pay per Click) ลดต้นทุกสำหรับstartup
ได้มากและยังทำให้คนเห็นและคนคลิ๊กได้อีกด้วย

5.กำหนดงบฯได้เช่น 9,000 ต่อเดือนหรือรายวันก็ได้ซึ่งถ้าเทียบกับการลงBanner
ถาวรแล้วมีค่าใช้จ่ายที่น้อยกว่ามาก

6.สามารถกำหนดให้ลูกค้าไปยัง website ที่ต้องการได้เช่นสามารถระบุURL
ปลายทางได้

7.โฆษณาจะปรากฏเมื่อลูกค้าค้นหาด้วย keyword ที่เขาต้องการเท่านั้น

8.วัดผลได้ง่ายและรวดเร็วเพราะเราสามารถเข้าไปดูสถิติต่างๆได้ตลอดเวลา


Google แสดงโฆษณา AdWords ของเราที่ไหนบ้าง

1.ขึ้นในเครือข่าย Google และ Google Display Network เช่น gmail ซึ่งสามารถเลือกได้ว่าจะให้โฆษณาของเราไปอยู่บน
website ไหน

2.Mobile
Search and Mobile Application: โดย AdWords สามารถshow
content และทำให้ลูกค้าโทรติดต่อองค์กรนั้นๆได้เลย

3.YouTube
Ads, TrueView in-Display, Ads ตามวีดีโอต่างๆ

4.Re-marketing:
เกิดจากการที่คนเข้าชมและทำให้เกิดยอด view ซึ่ง
ads ของเราจะตาม web ที่มียอด view
มากๆและมี keyword ที่เกี่ยวข้องกับ Website
ของเรา


การเริ่มทำ AdWords

1.กำหนดกลุ่มเป้าหมาย

2.กำหนดงบฯ

3.ตั้ง Big
Idea ของCampaign เพื่อขึ้นใน Ads จากนั้นจะมี function ย่อยๆออกไปเช่นการแก้ปัญหาสังคม-
function ย่อยได้แก่ปัญหา corruption, แก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมจากนั้นค่อยเขียน
content สำหรับแต่ละอันต่อไป

4.สามารถออกแบบ AdWords ของตัวเองได้โดยเข้าไปทำ Google AdWords สามารถโทรติดต่อได้สำหรับลูกค้าใหม่ที่ยังไม่เคยทำAdWords
มาก่อน ซึ่งมีวิธีง่ายๆคือ search Google AdWords ตาม Google ได้เลย และทาง Google จะมีcoupon ให้ฟรีในช่วงแรก

5.สามารถคำนวณได้ว่าแต่ละคำหรือวิธีการใช้จะมีราคาเท่าไหร่และดูอัตราการแข่งขันได้รวมทั้งสามารถกำหนดได้ว่าจะเน้นให้ขึ้นที่ไหนหรือเว็ปไหนเลือกbid ได้ว่าจะเป็นCPC หรือCPN สำหรับBanner Ads


เทคนิคการเขียนคำโฆษณาง่ายๆ

1.เขียนให้ตรงกับคำค้นหา

2.Call
to Action เพราะที่โชว์ในAdWords จะขึ้นแค่4
บรรทัดเท่านั้นโดยสามารถเขียนแค่ชื่อdomain name และdescription เล็กน้อย


เรียนรู้เกี่ยวกับ Search Engine Optimization ด้วยตัวเอง ง่ายๆ กับ Google

โดยสามารถ Search คำว่า Search Engine
Optimisation.pdf หรือ search คำว่า Search
Engine Optimisation Starter Guide – Google หรือเข้าที่ link นี้
http://www.google.com/webmasters/docs/search-engine-optimization-starter-guide.pdf
เพื่อศึกษาเพิ่มเติมได้ ซึ่งความรู้และทักษะที่เกี่ยวกับ SEO นั้นจะเกิดขึ้นและพัฒนาได้จากการนำไปทดลองใช้จริง
ซึ่งทางวิทยากรนั้นแนะนำให้ลองศึกษาดูและลองทำดูได้เลยครับ

0

เข้าสู่ระบบ

Or fill the form below