JOURNALS

6 ข้อที่จะเปลี่ยนเพจ ‘ร่วง’ ให้ ‘สตรอง’

10 มกราคม 2016
a083027c00dc1a06216a236655322055

ผมเคยส่งข้อความ inbox ไปหาผู้ให้บริการรายหนึ่งทาง facebook fanpage
จากนั้นก็รออยู่นานหลายวัน เพื่อที่จะได้รับข้อความตอบกลับมาว่า

“กรุณาติดต่อทางโทรศัพท์!!!!”

คือ… ตกลงแกจะเปิดเพจมาเพื่อ????

แล้วถ้าเป็นลูกค้าหรือสมาชิกเว็บเพจของคุณล่ะ
หากเขาได้รับข้อความแบบนี้จากเพจของคุณแล้วพวกเขาจะรู้สึกอย่างไร?

จริงอยู่สมัยนี้ใครๆ ก็เปิดเพจ
เพราะก็กรอกหูกันไปว่า
ยุคสมัยนี้ มันต้องมี
มันเป็นช่องทางการสื่อสารที่ “ประหยัด” มากที่สุด
จึงทำให้ผู้ประกอบการหูเบาหลายราย ที่เปิดเพจเพื่อฆ่าตัวตายขุดหลุมฝังตัวเอง
ขอสดุดีและไว้อาลัยมา ณ ที่นี้

เป็นไงล่ะ! ดูเหมือนการเปิดเพจจะไม่ง่ายเสียแล้วใช่ไหมล่ะ
ทำไปทำมาจะกลายเป็นภาระอีกหนึ่งอย่างที่ต้องดูแลเพิ่มเติมซะงั้น
แล้วจะต้องดูแลจัดการมันอย่างไร?

2 กูรู Martin Lindstrom และ Tim Frank Anderson ได้กล่าวไว้ในหนังสือ Brand Building on the Internet ว่า
การสร้างแบรนด์ทางอินเตอร์เน็ตเป็นการสร้างภาพลักษณ์ที่ผู้ใช้บริการมีต่อผลิตภัณฑ์และบริการนั้น
เจ้าของแบรนด์จึงต้องมีความชัดเจนและต่อเนื่อง

ผมแปลแบบบ้านๆ ว่า
เป็นการสร้างภาพจำให้แบรนด์ผ่านช่องทางอินเตอร์เน็ต
ดังนั้นลูกค้าจึงพกความคาดหวังเข้ามาในเพจของแบรนด์ทุกครั้ง!!!
เพจไหนตอบสนองความคาดหวังได้ก็รุ่ง เพจไหนไม่สตรองก็ร่วง!!!

ดังนั้นเราจงมาเพิ่มความเข้มแข็งให้กับเพจกันด้วย 6 ข้อเบาๆ เหล่านี้กันเถิด

1. ใช้เพจให้เป็นมากกว่าแผ่นพับ

แผ่นพับกับอินเตอร์เน็ตต่างกันตรงที่ มันเป็นการสื่อสาร ‘ทางเดียว’ กับ ‘2 ทาง’ 
เมื่อส่งข้อมูลออกไป จะมีการโต้ตอบกลับมา
อาจเป็นไลค์ ความคิดเห็น ร้องเรียน หรือ ตำหนิ
ดังนั้นเจ้าของแบรนด์ต้องมีการตอบสนอง
(แต่อย่าตอบสนองแบบ กรุณาติดต่อทางโทรศัพท์นะ เค้าขอร้อง…)

2. มีส่วนร่วม

เมื่อเป็นช่องทางที่สามารถโต้ตอบกันได้ ก็ชวนให้ลูกค้ามีส่วนร่วม
เช่น ออกแบบกิจกรรม, สร้าง content หรือ ง่ายที่สุดก็ตั้งคำถามชวนคุย

3. คุ้นเคย

พอลูกค้ามีส่วนร่วมบ่อยเข้า ก็จะเกิดความคุ้นเคย ที่สามารถนำไปสู่ความจงรักภักดีในแบรนด์

4. วัดผล

ก็เหมือนกับการทำ SE นะ ที่ต้องตั้งวัตถุประสงค์ว่าเราจะเปิดเพจเพื่ออะไร
แล้วก็วัดผลตามวัตถุประสงค์นั้น
ไม่จำเป็นจะต้องวัดจำนวนแชร์ ไลค์ หรือ คอมเม้นท์เสมอไป

5. มูลค่าเพิ่ม

ข้อนี้บริษัทใหญ่ๆ เขาก็จะได้เปรียบเรา
เมื่อเขาชวนลูกค้ามีส่วนร่วม ก็มักจะตอบแทนลูกค้าด้วยการให้มูลค่าเพิ่มเป็นส่วนลด
ส่วนพวกเราก็อาจจะให้มูลค่าเพิ่มเป็นข้อมูลที่เป็นประโยชน์ก็ได้
เหมือนกับที่เราสามารถอ่านเรื่องราวดีๆ ได้จากเพจของ school of changemakers คนที่ชอบก็จะตามอ่าน

6. ติดตาม ประเมินผล เรียนรู้

ทุกครั้งที่ลูกค้าแสดงความคิดเห็น กดไลค์ หรือ แชร์ เป็นข้อมูลให้เราสามารถนำไปวิเคราะห์ได้ทั้งนั้น
เราจึงต้องเฝ้าติดตาม ประเมินผล และเรียนรู้ทุกความสำเร็จและความผิดพลาดที่เกิดขึ้น
ไม่ต่างอะไรกับการทำธุรกิจที่เราต้องคอยตรวจสอบเพื่อปรับกลยุทธ์ในการทำธุรกิจ

แม้ผมจะไม่ใช่นักสร้างแบรนด์ นักการตลาด หรือ ประสบความสำเร็จในการใช้อินเตอร์เน็ตมากนัก
แต่ก็อยากจะแชร์ว่า
สิ่งสำคัญที่สุดคือ
ต้องรู้จักตัวตนของแบรนด์ของเรา
แล้วนำเสนอออกไปผ่านช่องทางนี้ด้วยความเป็นตัวเอง
มันจะทำให้เรามีเอกลักษณ์ ไม่ซ้ำ หรือตีบตัน
ต่อให้เป็นข้อมูลเดียวกันแต่เมื่อเราเล่าในแบบของเรา มันก็จะกลายเป็นเรื่องของเรา

….

ดังนั้น จงสนุกกับมัน เพราะเมื่อคุณได้ทำสิ่งที่คุณชอบ คุณจะไม่รู้สึกว่ามันเป็นงานที่จำเจน่าเบื่อหน่าย!

0

เข้าสู่ระบบ

Or fill the form below