JOURNALS

​ประสบการณ์ครั้งแรก กับการแข่งขันเวทีระดับโลก Hult Prize 2016 ที่มีเงินรางวัล ถึง 1 Million USD

20 มีนาคม 2016
af8f1645e03dc1344a084a2b4ef58686

Hult Prize คืออะไร ?

คือ
โครงการจัดแข่งขัน Social Enterprise ที่ถือว่าใหญ่ระดับโลก ซึ่งจัดมาแล้วหลายปีครับ แต่ละปีโจทย์ก็จะแตกต่างกันไป
จัดโดย มูลนิธิ Hult Prize Foundation ก่อตั้งโดย Bill Clinton อดีตประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา โดยจัดร่วมกับ Hult International Business School ครับ

ต้องเตรียมตัวอย่างไรบ้าง ?

หลังจากที่เราได้ทำแผนธุรกิจแบบคร่าวๆ แล้วเขียนส่ง submit ลงในเว็บไซต์ ในกรณีของทางทีมผมไม่ได้ผ่านช่องทาง
Hult Prize Campus แบบในกรณีของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยนะครับ
ของทางทีมนั้นเขาจะต้องไปแข่งที่ จีนครับผม

เอาล่ะ
กลับมาเรื่องของเราต่อ หลังจาก submit ไปเสร็จ ก็รอ ร้อ รอ ……. ผ่านไปแล้ว โดยประมาณ เดือนนึงได้ครับ ก็ได้รับ อีเมลล์ (พี่ Kriangkrai เป็นชื่อ
หัวหน้าทีมของทีมที่ผมไปแข่งด้วยครับ)

อันดับแรกเลยพอได้รับอีเมลล์มาแบบนี้แปลว่าต้องบินไปบอสตัน
ต้องรีบไปทำวีซ่าก่อนเลยครับเพราะเราจะมีเวลาเตรียมตัวไม่มากแล้วครับ

ขั้นตอนการทำวีซ่าถ้าสำหรับคนทำครั้งแรกอาจจะดูวุ่นวายและยุ่งยากมากๆ
เพราะครั้งแรกที่ผมไปทำก็ไม่ผ่านครับ เสียเงิน 5,760 บาทฟรีๆ เลย
แต่พอไปทำครั้งที่สอง ในที่สุด!! ก็ได้มาครับ VISA B1/B2 ส่วนมากจะได้กันคนละ 10 ปี ครับ!! น้ำตาจิไหลได้มาก่อนบินประมาณ 1
อาทิตย์!! (ซึ่งเขาจะเป็นสติ๊กเกอร์แนบมาในพาสปอร์ตเลยนะครับ)

หลังจากนั้นก็บรรเลง จองตั๋วเครื่องบินเลยครับ ของผมเลือกใช้สายการบิน
Emirate ครับ เพราะเนื่องจากส่วนมากจะเป็นเครื่องลำใหญ่ Airbus A380 เพราะเนื่องจาก
ผมตัวใหญ่และน้ำหนักเกินจึงทำให้นั่งลำบากครับ 55+

** คำเตือน : ในการทำ visa ครั้งแรกควรเตรียมหลักฐานไปให้พร้อม print email, statement, จดหมายเชิญ ทุกอย่างที่คิดว่าเป็นหลักฐานการยืนยันว่าเราจะเข้าประเทศเขาไปทำเพื่ออะไรให้ครบครับ

หลังจากจองอะไรต่างๆ เสร็จเรียบร้อย มีเวลา “1 สัปดาห์” ในการเตรียมของไปพรีเซนท์
เนื่องจากแผนธุรกิจและ product ของทีมเรานั้นไม่สามารถแบกเดินทางไปด้วยได้
จึงต้องมีการทำ clip และภาพสั้นๆ เพื่อนำไปอธิบายในแผนธุรกิจครับเพื่อให้เห็นภาพได้มากขึ้นกว่าเพียงแค่การตัดต่อรูปครับ และเพื่อเป็นการยืนยัน concept จึงต้องทำทุกอย่างเป็นของจริงทั้งหมด

และโจทย์ ของการแข่งขัน Hult Prize 2016 นั่นก็คือ
เพิ่มรายได้ให้คนในชุมชนแออัด x2 ให้ได้ ครับ ซึ่งทีมผมเลือกการทำผัก Hydroponic
บนหลังคา เหตุผลก็เพราะว่าพื้นที่ในชุมชนแออัดนั้นมีจำกัด แต่บนหลังคามีที่ว่างที่สามารถ convert มาใช้ได้ครับ รวมถึงการ connect ตลาดคู่ค้า ต่างๆ ให้ ครับ ที่มาพร้อมกับระบบ tracking ครบวงจร

  

ต่อมาก็นำมาประกอบบนหลังคาครับ
ย้ำ นี่บนหลังคาบ้านนะครับ !! ไม่ใช่วางบนพื้น เสียวมันพังลงมามากครับ !! แต่ดีนะ มันน้ำหนักไม่เยอะฮะ

หลังจากทำทุกอย่างเสร็จก็ถ่ายรูป และทำวิดีโอครับ และแล้ววันเดินทางก็มาถึง

https://scontent.fbkk2-1.fna.fbcdn.net/hphotos-xap1/v/t35.0-12/12443337_10204755604003586_142370573_o.jpg?oh=18689a26faa080d519d4eafed69d7286&oe=56F0B823

โดยปกติถ้าเราต้องต่อเครื่องในสายการบินเดิม
หากเราต้องมีการต่อเครื่องไม่จำเป็นต้องนำกระเป๋าไปโหลดใหม่ครับ
ไปรับที่ปลายทางได้เลยในกรณีของผมต้องไปรอต่อเครื่องที่ดูไบ
เป็นเวลา ประมาณ 7-8 ชั่วโมงครับ

คำเตือน : เขาจะไม่เขียน Gate ที่ขึ้นเครื่องมาให้ใน
Boarding Pass นะครับ เป็นทั้งขาไปและขากลับเลยของผมน่ะ สำหรับใบที่ต่อเครื่อง และเมื่อเราลงเครื่องที่ดูไบเสร็จ อย่าเพิ่งรีบไปปักใจเชื่อบอร์ดที่บอกว่าสายการบินไหน เลขที่เท่าไหร่ ต้องไป Gate ไหนนะครับ
ผมเจอมาแล้ว ตอนเราลงเครื่องมาบอก Gate A1 แต่พอ
ถึงเวลาจริง อาจจะโดนไป Gate C หรือ
B เลยก็ได้ซึ่ง แต่ละ Gate คือ ไกลกันมาก ถ้าเดินอาจใช้เวลา 20 – 30 นาทีได้ครับ ดังนั้น จึงควรรีบกินข้าว
และไปหาที่พักผ่อน และ เผื่อเวลาสัก 1 ชม ก่อน Gate เปิดครับ
แล้วค่อยไปตรงกระดานที่ตัวเลขวิ่งๆ หรือ จะไปที่ตู้ scan boarding pass ก็ได้ครับ ตู้จะบอกว่าเราต้องไป gate ไหนครับ (ข้อมูลมักจะขึ้นเมื่อตอนใกล้ๆ Gate เปิด ประมาณ 1 – 3 ชั่วโมง
ครับ)

หลังจากเดินทางสู่ Boston อย่างปลอดภัยก็ไม่รีรอ Process นี้ทาง ตม.
เขาห้ามถ่ายภาพ
T_T ครับ คือ เราต้องเขียนใบเข้าเมือง อย่าเผลอกรอกพลาดนะครับไม่งั้นงานงอก
ถ้ากรอกพลาดให้ขอใบใหม่จาก เจ้าหน้าที่ได้เลยครับ

พอลงเครื่องมาเสร็จ ก็ต้องผ่านด่าน ตม. ซึ่งการที่เรามี visa ก็ไม่ได้หมายความว่าเราจะสามารถเข้าประเทศเขาได้ทันที
เราต้องผ่านด่านนี้ซึ่ง คำแนะนำที่ผมอยากแนะนำคือ print พวกเอกสาร
จดหมายเชิญ และตั๋วเครื่องบินขากลับด้วยครับ แล้วเขาจะถามคำถามเราน้อยมาก และเขาก็จะปั๊ม และเขียนวันเดินทางให้เราว่าได้กี่วัน และเราก็เข้าไป รอรับกระเป๋าเดินทางได้เลยครับ

พอออกมาหน้าสนามบินเสร็จ
แต่เพื่อนๆ ในทีมผมยังเดินทางมาไม่ถึง (เดินทางไม่พร้อมกันครับ) 55555 อย่าถามหาอาการ
Jet Lag ไม่มีครับ ฟิตอยู่ฮะ ต่อให้เดินทาง จะยาวนานแค่ไหน ด้วยความที่เราถึงที่นั่นตอน
7 โมงเช้าเวลาที่บอสตัน และเพื่อนๆ จะเดินทางมาถึงตอนบ่ายสอง จะรอที่สนามบินก็ไม่มีอะไรทำ
ด้วยความหิวบันดาล จึงเดินออกมาหน้าสนามบินโดยพลัน และใช้ wifi ที่สนามบินในการ
เปิด Google Map หาโรงแรมที่จองไว้ และรีบจำและ capture screen สายรถไฟฟ้าที่จะเดินทางให้หมด
5555555555 หลังจากนั้นก็
เดินไป ที่ รถไฟฟ้าสายสีฟ้า (ที่นั่นมีหลายสีมากครับ)
ด้วยความที่เราไม่รู้ว่าต้องกดตั๋วแบบไหนอะไรยังไงคิดยังไง กดแบบเหมาแม่มเลย 7
วัน
20 usd เพราะว่า 1 วันมันก็12 usd แล้ว และเราต้องอยู่ที่นี่ 3 วันด้วย
ก็เอาวะ คุ้มน่ะคุ้ม ถถถถถถถ


https://scontent.fbkk2-1.fna.fbcdn.net/hphotos-xat1/v/t35.0-12/12722417_10204755602043537_1000722997_o.jpg?oh=ca8d0c3d14051e292718397865c85008&oe=56F0AED4 

เริ่มด้วยซื้อบัตร

https://scontent.fbkk2-1.fna.fbcdn.net/hphotos-xpf1/v/t35.0-12/12675262_10204755602243542_810365492_o.jpg?oh=a923dacbea7dc60e4c2796a828c9ecf6&oe=56F0C7A2สถานีแรกที่สนามบินเลยครับ หลังจากนั้นก็บรรเลงเดินทางตามจอที่
แคปไว้เลยครับ 555 มั่วจนในที่สุด …. !

ก็ถึงสถานี ที่โรงแรมเราอยู่ 555 ด้วยความที่เราต้อง check in พร้อมเพื่อนก็เลยเอากระเป๋าไปฝาก เจ้าหน้าที่โรงแรมไว้ แล้วไปเดิน หาของกิน ครัช เพราะหิวหนักมากเลยเดินเข้า Supermarket ข้างๆ โรงแรม

 

ผลที่ได้คือ กินไรไม่ลงสักอย่าง 555555 มีแต่ขนมปัง
ไม่ก็พิซซ่าเลี่ยนๆ (ความชอบส่วนบุคคล บางท่านที่ชอบอาจจะเป็นสวรรค์เลยครับ)

สุดท้ายก็ไปลงที่ MC Donald

ด้วยความที่เราไม่กินเนื้อวัวก็เลยมองหาหมูไม่ก็ไก่
และเหลือบไปเห็นคำว่า Chicken Sausage (ต้องเป็นไส้กรอกไก่แน่ๆเบย) แต่สิ่งที่ได้มาคือ
เบอร์เกอร์ไก่ย่างกับไข่ดาว ซึ่งแป้งที่ไม่เหมือนบ้านเรา สงสัยเป็น แบบ
เบอเกอร์อาหารเช้า คือแป้งแบบ บอกไม่ถูกอะ พร้อมกับแก้วเปล่า มาให้กดน้ำอัดลมเอง ครับ สิ่งที่ผมอายที่สุดคือ จริงๆ น้ำอัดลมที่นี่สามารถกดได้เรื่อยๆ เหมือนที่ IKEA ครับ “บุฟเฟต์” แต่ผมดันไปทิ้งแก้วแล้วซื้อใหม่ครับ 5555555

และพอเพื่อนๆ มาถึงหลังจากเข้าโรงแรมเสร็จ อันดับแรก ทีมฟิตมากๆ คือ
เตรียม present ครับ 555

นี่แหละครับพี่ Kriangkrai ที่พูดถึง (หัวหน้าทีมเราเองครับ) Slide สดๆ ร้อนๆ
หอมกรุ่นจากเตาครับ

พอถึงเวลา ประมาณ 5 โมงเย็นก็เริ่มปฐมนิเทศครับ

คนเยอะมากๆ
และแต่ละคน High profile ทั้งนั้นมีตั้งแต่อายุ 24 ยัน 40
กว่าก็มีครับ
ผู้เข้าแข่งขันนะครับ ถือว่าทีมเราก็เด็กเกือบสุดนะครับ และที่สำคัญ ทีมคนไทยล้วน ที่ๆ มาแข่ง แต่ส่วนมากจะเป็นแบบ นักเรียน ปริญญาโท แล้ว หลายชาติผสมๆกันครับ

หลังจาก Orientation เสร็จ ทีมเราก็รีบเดินกลับห้องเพื่อไปพักผ่อนกันก่อนเลยครับเพราะ
วันที่สองต้อง Present ทีมแรก !

เตรียมตัวกันตอนเช้าก่อน
Pitching อย่างขยันขันแข็ง

ส่วนเรานะหรอ หึๆ เดินหาของกินกับถ่ายรูปเล่นครับ 5555555555 เพราะเราไม่ได้เป็นคน
Pitching เอง แต่ก็เป็นกำลังใจให้นะครับ

เสียดายที่ฉากหลังจากนี้ ไม่ได้บันทึกภาพไว้เลยครับ ทั้งในห้อง Pitching ก็ห้ามครับผม กติกา การแข่งขัน

จะแบ่งออกเป็น 2 รอบครับ รอบเช้า และ รอบบ่าย และแบ่งออกเป็น 3 ห้อง

ห้องละประมาณ 5 – 10 ทีมต่อรอบ ซึ่งเรียงตามลำดับทีมที่ได้ โดยการสุ่ม

และกติกาคือ Present 6 นาที Q & A เพียงแค่ 4 นาที ครับ ที่นี่เคร่งมาก เวลาหมดคือตัด (เป็นแค่บางห้องครับ แต่ห้องที่ทีมผมต้อง Pitch นี่ เคร่งมากครับ และกรรมการโหดมากๆ) หลังจากเสร็จ ต้องออกจากห้องทันทีครับ

โดยที่ระหว่างเรากำลัง Pitch จะมีกรรมการ 5 – 6 ท่านกำลังนั่งฟังเรา และคนที่ต้อง Pitch รอบบ่าย จะต้องเข้ามามีส่วนในการวิจารณ์ เราด้วย

คราวนี้แหละ มันส์ พะยะค่ะ ถ้าเราสร้างมิตรภาพที่ดีไว้แต่วันแรกๆ เราก็อาจจะได้คนช่วยอธิบายแทนเรา ณ เวลาตอนเราไม่อยู่ แต่หากเรามัวแต่กั๊กไอเดีย ไม่เคยเล่าให้ทีมไหนฟังเลย ก็จะไม่มีคนเข้าใจเรา และอาจจะโดนเหยียบตายคาห้อง เพราะคนที่เข้าร่วมฟัง สามารถโน้มน้าว Judge ได้ระดับนึง แต่ไม่ทั้งหมด สุดท้ายการตัดสินใจก็อยู่ที่กรรมการครับ

พอเรามาฟังรอบบ่ายบ้าง เราก็ได้เจอไอเดีย คล้ายๆ กับของเราบ้าง เจอแบบแปลกๆ ใหม่บ้าง แต่หลายๆ ไอเดีย ในไทยเราก็มีแล้ว บางไอเดีย ประเทศอื่นๆ บางที่ก็มีแล้ว เช่น ไอเดีย ธนาคารขยะของไทยเรา โดยพี่ ปุ๊

http://www.creativemove.com/creative/rubbish-bank/

ซึ่งทางนั้นเขาก็คิดไอเดียคล้ายๆ กับของเราที่ Implement แล้วบ้าง

หลังจาก ทุกอย่างเสร็จเรียบร้อย ก็ถึงเวลาาาาาาาาาา ประกาศผล

แต่นแต๊นนนนนนนนน ทีม Magic Bus จ้าาาาาาาาา

ทีมนี้ ทำโปรเจกต์เกี่ยวกับการ ส่ง sms เพื่อให้รู้ เวลาที่รถเมล์จะมาถึงครับ ทางทีมบอกว่า มันเพิ่มรายได้ให้กับ ชุมชนแออัดโดยการที่เขามีเวลาในการทำงานมากขึ้น จึงทำให้ รายได้ เพิ่มถึงสองเท่า จากการที่ไม่โดนหักค่าแรงต่างๆ ครับ โดยเคสที่เขายกมาจาก อินเดีย ในเมือง ดาราวี ครับผม ซึ่งยังเป็นแค่ idea stage ก็สามารถคว้าชัยชนะมาได้ ถือว่าเวทีนี้ให้โอกาสกับทีมทุกระดับจริงๆครับ ไม่จำเป็นต้องเก๋าเกมมามากก็สามารถสู้ได้

(คล้ายๆโปรเจคที่ผมเคยทำที่ประเทศไทยเบย ชื่อ Locaze ตะเตือนไตที่เมืองไทยเรามีข้อจำกัดสูง กว่าประเทศอินเดีย ในชุมชนแออัด อีกซะนี่)

หลังจากประกาศผลเสร็จ ก็มีงานเลี้ยง แบบ ยืนกิน 55+ และแน่นอน อาหารแต่ละอย่าง สำหรับผม กินยากมาก จนกระทั่ง มีซูชิ มาวาง หมดภายใน 5 นาที หลังวางเสร็จ คือ ทุกคน เหมือนโหย มากครับ เพราะแข่งมาทั้งวันแทบไม่ได้กินอะไรกันเลย 555 แต่พวก โบโลน่า เบคอน แฮม นี่แทบไม่มีคนแตะเลย เพราะเขามาแบบดิบๆ จริงๆ กินแล้วคาวมาก ไม่เหมือนบ้านเราที่ทำสุกมาแล้ว

หลังงานเสร็จจริงๆ เขามี After Party กันอีก แต่เสียดายที่พวกเรา อยากเก็บแรงไว้สำหรับวันพรุ่งนี้ ซึ่งเป็นวันสุดท้ายที่จะได้อยู่ ที่ อเมริกาครับ เพราะต้องบินกลับแล้ว

จริงๆ เรื่องราวของ การแข่งขันมันก็จบเพียงเท่านี้นะ ประสบการณ์ที่ได้ ก็ค่อนข้างเยอะ และก็คิดได้ว่า โปรเจคบางอย่างสำหรับบ้านเรามันธรรมดามากๆ แต่บ้านเขา อาจจะ Impact มากๆ เหมือนปัญหาแต่ละประเทศ แต่ละ ที่ไม่เหมือนกันครับ

วันสุดท้ายเราก็จะมีแต่เดินเที่ยวเล่น ครับ ซึ่งระหว่างทางเราก็ เริ่มเช้าวันใหม่ด้วยการเดินเล่นครับ

ระหว่างเดินเล่นอยู่นั้นก็เหลือบไปเห็น

แว๊บแรก !! มันคือไร อะ รถพลังงานไฟฟ้าหรอ หรืออะไรยังไง

เลยเดินเข้าไปใกล้ๆ มันคือบริการเช่ารถพลังงานไฟฟ้าคันนี้ครับ จำค่าใช้จ่ายไม่ได้ละ แต่ว่า ประเด็นคือ อยากขับมาก แต่ไม่มีใบขับขี่สากล อดไปครับ 555+

และที่สำคัญบ้านเขาเวลาเราจอดรถตามถนน เราต้องจ่ายค่าจอดรถเป็นรายชั่วโมงนะครับโดยหยอดเหรียญกับเครื่องนี้

จะมีแทบทุกจุดในเมืองครับ

พอเดินไปเรื่อยๆ ก็ไปเจอกับ

จานกระหยัก จักรยาน !! กรีสสส พระเจ้าช่วยลูกแล้ว รอดแล้ว

จากการที่ต้องเดินขาลาก รอบเมือง ก็เลย ลองหยอดเลยครัช

วันนี้ อิชั้น จะต้องได้ ขี่ ให้ได้ ซึ่งแพงงงมาก ครึ่งชม 6 หรือ 7 ดอลนี่แหละ แต่เพื่อสุขภาพขา ยอมได้ ก็เลย เริ่มโดยการ กดๆ ระหว่างที่กรอกข้อมูล ไปนั้น ก็พบกับ !! User Experience ที่น่าทึ่งมาก กดไม่ติด กดย้ำๆ แรงๆ แบบซาดิส กว่าจะกรอกครบ พอมาถึงขั้นตอนสุดท้าย รูดบัตร จ้า ระหว่างกำลังเอาบัตร จะเสียบอยู่นั้น ตู้ แม่ง time out ให้กรอกใหม่แต่แรก

ผลสรุปที่ได้คือ เทค่ะ เท ไม่เอาแล้วค่ะ ยอม เดินต่อไป

เอ้อ คำเตือนอีกอย่างนึง เวลาถ้า ข้าศึกประชิดประตูเมืองอย่าหวังว่าจะมีห้องน้ำฟรี อยู่ในเมือง เยอะๆนะครับ ขอโทษนะ คนปวด มากๆ แรงๆ นี่ คือ ต้องไปต่อแถวซื้อ Burger King ก่อนนะครับ แล้วได้ ใบเสร็จมา เจ้าหน้าที่ ถึงจะยอม เอากุญแจมาปลดล็อคให้ และที่สำคัญห้องน้ำมีห้องเดียว พอเราได้เข้าไป ยังไม่ทัน จะนั่งเลย ก็มีเสียงทุบประตู ตึงๆๆๆๆๆๆ 

มีคนจะเข้าต่อ คือไร ยังไม่ได้นับ 1 เลย เราต้องตอบนะครับ wait a minute อะไรก็ว่าไป ถ้าไม่ตอบละก็ เจ้าหน้าที่ จะเอากุญแจมาไข เลยครับ 5555555 สอนให้รู้ว่า ควรทำธุระให้เสร็จตั้งแต่ โรงแรมและ ไม่ควรกินของผิดสำแดงให้เกิดเหตุครับของผมเผลอไปกินน้ำมะพร้าวบูด ครั บ

มาต่อกันโดย ไปลองหาของกินที่ China Town ครับ ด้วยความหวังอันแรงกล้าว่า จะมีของที่ไม่เลี่ยน ที่ คนอย่างเราจะได้กินอย่างฟินๆ

ผลที่ได้จากการสั่งมั่วๆ ครับ ข้าว กับ ไก่ต้มเกลือ 5555 + ข้าวมันไก่นั่นเอง แพงฝุดๆ แต่ได้เยอะมากครับ เล่นน้ำพริกเผา เขาหมดกระปุกเลยทีเดียว

หลังจากนั้นก็มีแค่ไปเดินช็อปบ้าง อะไรบ้าง แล้วก็เตรียมตัวกลับเมืองไทยครับ

สุดท้ายนี้ คือไม่รู้ว่าจะได้รับประโยชน์อะไรกันไหม เพราะไร้สาระไปซะเยอะเลยครับ แต่ผมก็ ไม่เสียใจที่แพ้ กลับมานะ เพราะถือว่าก็ทำดีที่สุดกันทั้งทีมแล้ว

ส่วนที่เราแพ้จริงๆ คิดว่าน่าจะผลจากการที่เราไม่ได้เตรียม slide backup มาเพียงพอ สำหรับตอบคำถามกรรมการ ในเรื่องของ financial แบบละเอียดครับ ซึ่งเป็นคำถามสุดท้ายที่เราโดนถาม และ เราตอบแบบคำพูดอธิบายไป โดยที่เขาไม่เห็นภาพ และ อาจจะด้วยที่ project แนวๆ ผักๆ มาเยอะมาก แต่คนละแบบกันเลยนะส่วนมาก และด้วย ที่ slide เราเตรียมมาแบบ powerpoint แต่พอตอนพรีเซนท์ เราโดนแปลงไฟล์เป็น pdf !!
นั่นหมายความว่า ที่ซ้อมมาทั้งหมด พัง 555+ แต่ เราจะไม่โทษฮะ เพราะ the show must go on แต่พอเราต้องเล่นให้จบ มันก็มี inner แสดงความกังวล และความมั่นใจมัน drop ลง ให้กรรมการเห็น เพราะ ว่า มันต้อง pitch ภายใน 6 นาที โดยที่ slide เราเละ เรียบร้อยแล้ว ไม่เป็นไร เอาใหม่ มีโอกาสค่อยลองสู้อีกตั้งครับ เราผิดเองที่ไม่เช็คและแย้งด้วยครับ

*** ดังนั้นอยากจะเตือนทิ้งท้ายสำหรับคนที่ต้องไปแข่ง โดยที่ เขาให้ใช้ คอม กลาง ของทางผู้จัดแข่ง

ข้อ 1 : ระวังเรื่อง font อย่าใช้ font พิศดารครับ เพราะถ้าเขาไม่มี font เขาก็จะจับแปลงเป็น pdf ในบัดดล

ข้อ 2 : ถ้าเป็นไปได้ ทำเป็น pdf ไปเลยปลอดภัยที่สุดครับ

ข้อ 3 : เตรียม slide backup ไปเยอะๆ ไว้ท้ายๆ พรีเซนท์ แบบไม่จำเป็นต้องพูดออกมาแต่เอาไว้ตอบคำถามครับ และก่อนจะทำ backup ควร นั่งทำ Q & A ให้ดีๆ ทั้งกับเพื่อน หรือ ใครก็ตามที่เราถามความเห็นเขาได้ ก่อนถึงวันแข่งครับ

ข้อ 4 : การแต่งตัว ความประทับใจครั้งแรกพบ ควร ที่จะแต่งตัวให้เนี๊ยบ ยิ่งเป็น เวที business pitching ควรจัดเต็มครับ

ข้อ 5 : พกความมั่นใจไปให้เต็มที่ อย่าประหม่า แสดง inner ให้เขาเห็นว่าเราอยากทำจริงๆนะ สำหรับเวที Social Enterprise ผมว่าข้อนี้สำคัญมากครับ เพราะมันแสดงถึงทัศนคติ ในการตอบคำถามด้วย ว่าเราอยากทำจริงๆ ไหม หรือแค่มาล่ารางวัล

ส่วนรายละเอียดปลีกย่อยบางอันมันจะเป็นความเห็นส่วนตัวผมเลยไม่ได้ใส่มาครับ 555+ เอาเป็นว่าขอสรุปเท่านี้ละกันครับ

0

เข้าสู่ระบบ

Or fill the form below