JOURNALS

ถอดบทเรียน Microfinance จากตะวันออกกลางสู่ประเทศไทย

29 พฤศจิกายน 2016
,
, , , ,
Microfinance
ในช่วงกลางปีที่ผ่านมาผมได้มีโอกาสไปใช้ชีวิตในประเทศจอร์แดนอยู่สามเดือน ทำงานให้กับธนาคารไมโครไฟแนนซ์ท้องถิ่นแห่งหนึ่ง ถือเป็นช่วงเวลาที่แปลกใหม่ที่ทำให้ได้เห็นจุดร่วมสำคัญของภาคสังคมและภาคธุรกิจ เลยอยากเก็บเอาประสบการณ์มาเล่าต่อว่าไมโครไฟแนนซ์ที่ว่ามันทำงานยังไง แล้วเป็นไปได้หรือไม่ที่จะนำมาปรับใช้กับบ้านเรา

ก่อนอื่นมาทำความรู้จักกับไมโครไฟแนนซ์กันหน่อย ไมโครไฟแนนซ์หรือสถาบันการเงินระดับชุมชน มีเป้าหมายหลักเพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางสังคมและแก้ปัญหาการเข้าถึงแหล่งเงินกู้ของกลุ่มคนที่มีรายได้น้อยและ/หรือไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน เป็นได้ทั้งองค์กรไม่แสวงหากำไรหรือบริษัทปกติทั่วไป กลไกการทำงานอาศัยความเชื่อใจและแรงกดดันทางสังคม (Social Pressure) ในการจูงใจให้ผู้กู้ชำระหนี้คืน มีเงินกู้โดยเฉลี่ยอยู่ที่ตั้งแต่ 2,000 – 20,000 บาท หรืออาจสูงถึง 100,000 บาท ในบางกรณี ระยะเวลาชำระหนี้ค่อนข้างสั้นโดยเฉลี่ยไม่เกิน 1 ปี ทั้งนี้ทั้งนั้นลักษณะเงินกู้จะมีความแตกต่างขึ้นกับกลุ่มลูกค้าและสภาพสังคมของแต่ละประเทศ ทีนี้ก่อนที่จะเข้าไปทำความเข้าใจในรายละเอียดของไมโครไฟแนนซ์ในจอร์แดน เราจำเป็นต้องมีความเข้าใจถึงสภาพบ้านเมืองในภาพใหญ่ รวมถึงการใช้ชีวิตของคนในประเทศกันเล็กน้อยเพราะหากขาดความเข้าใจในจุดนี้ ก็เป็นเรื่องยากที่จะสร้างความเชื่อมโยงระหว่างธุรกิจไมโครไฟแนนซ์กับผลกระทบทางสังคมที่เราคาดหวัง

จอร์แดน ประเทศเล็กๆ ในตะวันออกกลาง ประเทศที่เป็นจุดหมายปลายทางของนักท่องเที่ยวหลายๆ คน ไม่ว่าจะเป็น Petra (เพตรา) และ Dead Sea (เดดซี) พื้นที่กว่าครึ่งหนึ่งของประเทศเป็นทะเลทราย ประชากรในประเทศมีเพียง 10 ล้านคน ประกอบอาชีพหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นเกี่ยวกับการทำเหมือง การท่องเที่ยว โรงงานต่างๆ และมีเพียงส่วนน้อยที่ทำงานด้านเกษตรกรรม ประเทศประสบปัญหาหลายด้านทั้งเรื่องสงครามต่างๆ ในตะวันออกกลางและปัญหาผู้อพยพจากซีเรีย แต่โชคดีที่บ้านเมืองค่อนข้างสงบ ปลอดภัย ผู้คนใจดี ช่วยเหลือกันและกันรวมถึงนักท่องเที่ยว สังคมยังเป็นสังคมชนบทซะส่วนใหญ่ ผู้คนสนิทกันในเมืองและชุมชน ธุรกิจหรือตึกสูงมีเพียงให้เห็นแค่บางส่วนในตัวเมืองหลวงเท่านั้น

มุมมองตึกสูงในเมืองหลวง
มุมมองตึกสูงในเมืองหลวงกรุงอัมมาน (Amman)
เมืองท่าอคาบา (Aqaba) ทางตอนใต้ของประเทศ

 

วิถีชีวิตยังข้องเกี่ยวกับศาสนาอยู่มาก (เมือง Madaba)

ธุรกิจไมโครไฟแนนซ์ในจอร์แดน

ธุรกิจไมโครไฟแนนซ์อยู่คู่กับประเทศมานาน มี 3-4 ธนาคารที่เป็นผู้เล่นรายใหญ่ เน้นปล่อยกู้ผู้หญิงเป็นหลัก (สูงกว่า 80% ของลูกค้า) โดยเฉพาะแม่บ้านที่ไม่มีรายได้ การปล่อยกู้เป็นแบบไม่มีหลักประกัน แต่กลับมีอัตราการผิดนัดชำระหนี้ที่ต่ำเพียง 2%-5% การปล่อยกู้มีทั้งสินเชื่อส่วนบุคคลทั่วไป สินเชื่อเพื่อการศึกษา และสินเชื่อสำหรับธุรกิจขนาดเล็ก การทำงานยังอาศัยการเข้าถึงลูกค้าแบบใกล้ชิดเป็นหลัก มีการไปคุยกับลูกค้าที่บ้านทุกครั้งก่อนปล่อยสินเชื่อเพื่อพิจารณาความเสี่ยงของลูกค้าให้แม่นยำมากขึ้นรวมถึงสร้างความสัมพันธ์ให้ลูกค้ากลับมาใช้สินเชื่อใหม่ ซึ่งก็ได้ผลเป็นอย่างดีเพราะลูกค้ากว่า 60% คือลูกค้าที่กลับมาใช้สินเชื่อต่อ การหาลูกค้าส่วนหนึ่งเป็นการบอกต่อของคนในชุมชน อาศัยความสัมพันธ์ระหว่างลูกค้าปัจจุบันเป็นกลไกสำคัญ แรงกดดันทางสังคม (Social Pressure) และวัฒนธรรมในเรื่องความยึดถือในคำพูดมีผลต่อการชำระหนี้ตรงต่อเวลา ในกรณีลูกค้าผิดนัดชำระหนี้ก็มีระบบติดตามหนี้ไม่ต่างจากธนาคารปกติทั่วไป มีทีมที่ดูแลเจรจาปรับปรุงโครงสร้างหนี้เหมือนปกติ เรียกได้ว่าธุรกิจไมโครไฟแนนซ์ของที่นี่เป็นส่วนผสมที่ลงตัวระหว่างการดำเนินงานเป็นมืออาชีพแบบธนาคาร และการเข้าถึงกลุ่มลูกค้าเหมือนสถาบันการเงินชุมชนเช่นสหกรณ์ชุมชน หรือแหล่งเงินกู้นอกระบบ ซึ่งตรงนี้ถือเป็นจุดเด่นที่ทำให้คนหันมาใช้สินเชื่อไมโครไฟแนนซ์ เพราะเข้าใจความต้องการ มีความยืดหยุ่นในการชำระหนี้ อนุมัติเร็ว และเชื่อถือได้

กิจกรรมอื่นนอกจากการปล่อยสินเชื่อ
หากมีเพียงแต่เงินกู้อย่างเดียวก็เป็นไปได้มากที่เงินกู้เหล่านั้นจะไม่ก่อให้เกิดประโยชน์กับผู้กู้ในระยะยาวอย่างแท้จริง ทางธนาคารจึงมีการจัดกิจกรรมอื่นเพิ่มเติมเพื่อส่งเสริมให้สินเชื่อที่ให้ไปก่อให้เกิดประโยชน์กับชุมชน คนกู้ รวมถึงเป็นการช่วยผู้กู้สร้างรายได้ที่ยั่งยืนขึ้น

  • โครงการอบรมให้ความรู้ทางธุรกิจและการเงิน – การให้สินเชื่อโดยปราศจากการพัฒนาความรู้เป็นการช่วยเหลือแต่ช่วยไม่สุด การลงมาพัฒนาองค์ความรู้จึงเป็นการสร้างความยั่งยืนให้ผู้กู้รวมถึงลดความเสี่ยงทางธุรกิจของธนาคารเอง
  • โครงการพัฒนาศักยภาพผู้อพยพ – หากไม่ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการแก้ปัญหา ท้ายที่สุดผลเสียย่อมย้อนกลับมาทำร้ายคนจอร์แดนและส่งผลเสียต่อการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน การพัฒนาและให้โอกาสในการทำธุรกิจตั้งเนื้อตั้งตัวตรงนี้จึงเป็นทั้งการต่อยอดธุรกิจและช่วยเหลือประเทศไปพร้อมๆ กัน
  • โครงการพัฒนาเยาวชน – ไม่ต่างจากทุกประเทศทั่วโลก เยาวชนเป็นกำลังสำคัญที่จะช่วยพัฒนาประเทศในอนาคต โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศจอร์แดนที่มีอัตรการว่างงานสูงกว่า 20% ธนาคารจึงอาศัยความเชี่ยวชาญทางธุรกิจและการเงิน ช่วยพัฒนาและให้โอกาสเยาวชนในการร่วมต้นธุรกิจเล็กๆ เพื่อหวังต่อยอดเป็นอาชีพที่สามารถเพิ่มจำนวนงานให้กับประเทศได้ในอนาคต

ประเทศไทยทำอะไรได้บ้าง
หลักจากกลับมาจากการทำงานที่ประเทศจอร์แดน สิ่งหนึ่งที่ผมเห็นคือความเหมือนกันของสภาพความเป็นอยู่และความจำเป็นในการใช้เงินกู้เพื่อดำเนินชีวิต ซึ่งเงินกู้ตรงนี้ส่วนหนึ่งอยู่ในรูปแบบของหนี้นอกระบบที่มักมีดอกเบี้ยสูงจนน่ากลัว (อาจสูงถึง 20% ต่อเดือน) มีมูลค่ารวมสูงถึง 5 ล้านล้านบาท และส่งผลกระทบถึง 8 ล้านครัวเรือน (ข้อมูลโดย สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือ สศช.) หากมีการให้สินเชื่อระดับไมโครไฟแนนซ์อย่างเป็นธรรมย่อมมีความเป็นไปได้ที่จะช่วยลดปัญหาตรงนี้ลง ซึ่งตรงนี้ผมมองว่าไม่ใช่ประเทศเราขาดเครื่องมือในการให้สินเชื่อ เพราะในปัจจุบัน นอกจากสถาบันการเงินชุมชนต่างๆ ก็มีทั้งธนาคารออมสิน ธนาคารเพื่อการเกษตร นาโนไฟแนนซ์ และล่าสุดพิโคไฟแนนซ์ แต่สิ่งที่ต่างกันอย่างชัดเจนคือแนวทางในการดำเนินงานของสถาบันการเงินเหล่านี้ที่ปัจจุบันยังไม่ได้ถูกออกแบบให้เหมาะสมกับสภาพสังคมของลูกค้ากลุ่มไมโคร โดยส่วนตัวมองว่า มี 4 เรื่องสำคัญที่หากทำได้ จะช่วยให้การเข้าถึงแหล่งเงินทุนของประเทศไทยมีคุณภาพมากขึ้น และช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนเหล่านี้ได้ดียิ่งขึ้น

  • ลดการยึดติดเครดิตบูโร – เครดิตบูโรหรือศูนย์รวมข้อมูลการใช้สินเชื่อของประเทศถูกออกแบบมาให้เก็บข้อมูลพฤติกรรมการใช้เงินกู้ในอดีตของคนในประเทศ ไม่ว่าจะเป็นบัตรเครดิต สินเชื่อบ้าน หรือเงินกู้ส่วนบุคคล สถาบันการเงินในประเทศไทยส่วนใหญ่ให้น้ำหนักเครดิตบูโรค่อนข้างมาก คือหากผู้กู้เคยมีประวัติไม่ดีครั้งหนึ่ง ก็มีโอกาสอย่างมากที่จะถูกปฏิเสธเงินกู้ก้อนใหม่ๆ วิธีการนี้แม้จะช่วยลดความเสี่ยงในการทำธุรกิจของสถาบันการเงินอย่างมาก แต่ก็ส่งผลให้โอกาสการเข้าถึงแหล่งเงินกู้ของกลุ่มคนที่มีรายได้ต่ำ (ส่วนใหญ่เคยมีประวัติไม่ดี) หรือกลุ่มคนที่ไม่เคยมีบัตรเครดิตลดลงอย่างมาก เราจึงต้องไม่ลืมว่าความเสี่ยงของแต่ละกลุ่มคนไม่เหมือนกัน และการใช้วิธีเดียวกันมาพิจารณาอนุมัติเงินกู้ ตั้งแต่พนักงานเงินเดือนรายได้สูง นักธุรกิจ sme ตลอดจนคนทำอาชีพรับจ้างรายได้เป็นรายวัน อาจไม่ใช่แนวทางที่ดีที่สุด
  • ลดเงื่อนไขการมีหลักประกัน – คล้ายกันกับกรณีของเครดิตบูโร หลักประกันเป็นการเพิ่มความมั่นใจให้กับผู้ปล่อยกู้ แต่ในโมเดลของไมโครไฟแนนซ์ที่ประสบความสำเร็จในหลายๆ ประเทศ (อัตราการผิดนัดชำระหนี้ 2-5%) ได้พิสูจน์ให้เห็นว่าคนไม่มีหลักประกันก็ไม่ได้มีความเสี่ยงมากไปกว่าคนที่มีแต่อย่างใด หากแต่เราต้องทำความเข้าใจความเสี่ยงของคนกลุ่มนี้ให้ได้ดีขึ้น เหมาะสมมากขึ้น
  • ออกแบบเงินกู้ที่เหมาะสมกับความต้องการ – แต่ละอาชีพมีความสามารถในการชำระหนี้ในรูปแบบที่ต่างกัน เกษตรกรอาจมีรายได้เป็นก้อนในช่วงเวลาเก็บเกี่ยวผลผลิต พ่อค้าแม่ค้ามีเงินสดเข้าออกตลอดทุกวัน ร้านโชห่วยอาจขายดีในช่วงสิ้นเดือน การมีความยืดหยุ่นและออกแบบผลิตภัณฑ์ได้ตามความต้องการลูกค้าย่อมลดความเสี่ยงลงได้
  • ประยุกต์ใช้ Big Data – ข้อมูลเป็นเรื่องที่สำคัญเป็นอย่างมากในการทำธุรกิจการปล่อยกู้ ข้อมูลช่วยให้เรารู้จักลูกค้า รู้จักตัวเอง รวมถึงช่วยในการพิจารณาสินเชื่ออัตโนมัติหรือช่วยลดความเสี่ยง แม้จะถูกมองว่าเป็นไมโครหรือนาโนไฟแนนซ์ การเริ่มเก็บข้อมูลที่เป็นประโยชน์อย่างเป็นระเบียบในวันนี้จะช่วยพัฒนาธุรกิจแบบก้าวกระโดดในอีก 3-5 ปีข้างหน้า

เทคโนโลยีและศักยภาพในอนาคต
ไล่เรียงมาตั้งยาว แล้วไมโครไฟแนนซ์จะคืออนาคตของเงินกู้ราคาย่อมเยาที่เข้าถึงได้ง่ายของคนที่มีรายได้น้อยหรือไม่? ด้วยอะไรหลายๆ อย่างที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วในโลกเทคโนโลยีทางการเงิน (หรือ FinTech) คงต้องบอกว่าเราน่าจะได้เห็นนวัตกรรมใหม่ๆ ทั้งจากภาครัฐและภาคธุรกิจ ได้เห็นสตาร์ทอัพกระโดดลงมาเล่นในตลาดกลุ่มนี้ในปีสองปีข้างหน้า ได้เห็นผลิตภัณฑ์เงินกู้ในราคาที่เป็นธรรม นำเสนอผ่านโมเดลธุรกิจที่ต้นทุนถูกกว่าและมีประสิทธิภาพมากกว่าไม่ว่าจะเป็นในมุมของ Peer-to-peer lending, Peer-to-peer crowdfunding หรือการนำ big data มาใช้ประโยชน์ในการพิจารณาความเสี่ยงของผู้กู้
 
ส่วนตัวเชื่อว่า ไมโครไฟแนนซ์จะเป็นเครื่องมือสำคัญที่จะช่วยลดความเหลื่อมล้ำและเพิ่มโอกาสในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของกลุ่มคนที่มีรายได้น้อยที่ปัจจุบันถูกสังคมเอาเปรียบ แต่การที่ประเทศไทยได้ชื่อว่ามีไมโครหรือนาโนไฟแนนซ์นั้นไม่เพียงพอที่จะลดปัญหาในจุดนี้ แต่ “ระบบไมโครไฟแนนซ์” นี้จะต้องได้รับการออกแบบให้เหมาะสมกับสภาพสังคมบ้านเราและลักษณะนิสัยวัฒนธรรมของคนในประเทศ รวมถึงต้องมีการพัฒนาความรู้ทางการเงินและทักษะทางธุรกิจไปด้วยพร้อมๆ กัน แล้วเรามาช่วยผลักดันให้เรื่องนี้เกิดกันครับ

+1

เข้าสู่ระบบ

Or fill the form below