JOURNALSDreams Come Tools: เครื่องมือสร้างฝัน ห้องเรียนสร้างสรรค์

[Insight] สรุปกิจกรรม Afterschool : โรงเรียนในฝันต้องมาจากฝันของใคร

23 เมษายน 2021
, ,

สรุปกิจกรรม Afterschool เมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2564 เวลา 13.00 – 14.00 น. จาก Facebook Live
สามารถ ดูย้อนหลังได้ที่นี่

วิทยากร : ทีมนักวิจัยผู้ริเริ่มโปรเจกต์ Dreams come tools

  • ดร. กิตติ คงตุก
  • ดร. อัครา เมธาสุข
  • ดร. สิทธิกร จันทร์เจริญฤทธิ์
  • ดร. ชลิดา จูงพันธ์

เด็กนอกระบบคือใคร

จากข้อมูลของ ยูเนสโก (Unesco) อธิบายว่า เด็กนอกระบบ หมายถึงเด็กที่อยู่ในวัยเรียนแต่ไม่มีโอกาสได้เรียน หรืออาจเคยเข้าโรงเรียนแล้วแต่มีเหตุให้ออกจากสถานศึกษากลางคันและไม่สามารถกลับเข้าสู่ระบบการศึกษาได้อีก 

สถานการณ์ปัญหาเด็กนอกระบบในปัจจุบัน

แม้ในบ้านเราขณะนี้จะมีกฎหมายบังคับให้เด็กไทยต้องเรียนในการศึกษาภาคบังคับถึง ม.3 แต่ยังมีเด็กในวัยนี้ไม่ได้รับการศึกษากว่าล้านคนและมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทุกปี ซึ่งเป็นปัญหานี้ส่งผลให้คุณภาพแรงงานไทยต่ำกว่ามาเลเซียถึง 3 เท่า และทำให้ประเทศไทยสูญเสียเงิน 3 แสนล้านบาทต่อปีคิดเป็น 3% ของ GDP [1] เมื่อเด็กนอกระบบโตขึ้นมาไม่มีทางเลือกมากนัก จึงกลายเป็นกลุ่มเสี่ยงที่จะก่อให้เกิดปัญหาสังคมอื่นๆ ตามมา เช่น ปัญหาอาชญากรรม ปัญหายาเสพติด ปัญหาท้องไม่พร้อม ฯลฯและยังส่งผลกระทบต่อทางเลือกในการดำเนินชีวิต การประกอบอาชีพและฐานะทางเศรษฐกิจในอนาคตของพวกเขา คนหนุ่มสาว (อายุ 25-30 ปี) ที่มีการศึกษาระดับอนุปริญญาหรืออุดมศึกษาจะสามารถมีรายได้มากกว่าคนรุ่นเดียวกันที่มีการศึกษาระดับประถมถึง 2 เท่า และเมื่อพวกเขามีอายุถึง 50-55 ปี ความเหลื่อมล้ำทางรายได้ก็จะถ่างกว้างออกไปกว่า 5 เท่า[2]

หนึ่งในสาเหตุที่ทำให้เด็กเลือกออกมาจากระบบคือการที่พวกเขารู้สึกไม่เป็นส่วนหนึ่งของห้องเรียนเพราะการศึกษาที่ออกแบบมาแบบเดียวแต่นำมาใช้กับเด็กทุกคนซึ่งมีความแตกต่างหลากหลายและความเฉพาะตัวของเด็กกลุ่มอื่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเด็กที่ไม่มีทรัพยากร และไม่มีคนคอยสนับสนุน เมื่อมีปัญหา ก็ไม่มี​การสื่อสารและหาทางออกร่วมกันระหว่างเด็ก ครู ผู้ปกครอง ทำให้ไม่รู้จะแก้ปัญหาอย่างไรให้เด็กได้เรียนจนจบ เด็กที่ประสบปัญหาเหล่านี้จึงเลือกไม่ไปเรียนต่อ 

ทีม Octopus  จากคณะวิทยาการเรียนรู้และศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ สนใจปัญหาดังกล่าว และจากประสบการร์การทำงานของพวกเขาทำให้พวกเขาพบ Problem insight และเริ่มต้นทำโปรเจกต์ที่มีชื่อว่า Dreams come tools เพื่อค้นหาคำตอบของคำถามสำคัญที่จะเป็นจิ๊กซอว์ตัวสำคัญในการแก้ปัญหาเด็กหลุดออกจากระบบกลางคัน จากคำถามที่ว่า “โรงเรียนในฝันต้องมาจากฝันของใคร? และฝันของพวกเขาคืออะไร?”

ทำไมคำถามนี้จึงเกิดขึ้น

เราต่างอยากเห็นโรงเรียน อยากเห็นการศึกษาที่เด็กทุกคนสามารถเติบโตและมีโอกาสในการเลือกที่จะฝันหรือลงมือทำบางอย่างด้วยตัวเอง แต่ในความเป็นจริง ดร.กิตติ คงตุก หนึ่งในทีม  Octopus พบว่าความฝันของมนุษย์คนหนึ่งในการได้เรียนรู้หรือทำการงานใดๆ ในอนาคตนั้น มีความซับซ้อนและเชื่อมโยงกับสังคมในหลากหลายมิติ ประกอบด้วย

  1. วิถีชีวิตและวัฒนธรรมที่แตกต่างกันของเด็กแต่ละคน แต่ละพื้นที่
  2. ความคาดหวังของผู้ปกครองและผู้คนที่รายล้อมตัวเด็กคนหนึ่ง ไปจนถึงความห่วงใยว่าลูกหลานของตนจะไม่ประสบความสำเร็จในอนาคต 
  3. ค่านิยมของสังคมที่ผูกพันอยู่กับความใฝ่ฝันของผู้ปกครอง ญาติพี่น้อง โรงเรียน ชุมชน บ้านเมือง ต่อการที่ลูกหลานจะต้องเติบโตและมีอาชีพที่สังคมมองว่ามั่นคงและมีเกียรติ เช่น หมอ ครู วิศวะ ฯลฯ ตลอดจนมุมมองและความคาดหวังของรัฐที่กำหนดนโยบายเพื่อสร้างทักษะและวิธีคิดบางอย่างให้ตอบโจทย์กับคลาดแรงงานโลก ณ ช่วงเวลานั้น
  4. ยุคสมัยที่เปลี่ยนไปทว่าระบบการศึกษากลับไม่สามารถเปลี่ยนตามได้ทันท่วงที

มิติต่างๆ เหล่านี้แสดงให้เห็นว่า เด็กไม่ได้สิทธิ์ในการเป็นเจ้าของความฝันหรือความต้องการของตนเอง หลายครั้งความฝันนั้นถูกตีกรอบด้วยครอบครัว จากประโยคที่ว่า  ‘หนูไปเรียนบัญชีดีไหม’ ‘หนูไปเรียนหมอดีไหม’ ‘หนูไปเรียนวิศวะดีไหม’ หรือจากระบบการศึกษาที่เดินไปอย่างล่าช้าสวนทางกับยุคสมัยและศักยภาพของเด็ก

ความฝันของเด็กคนหนึ่งประกอบไปด้วยความฝันของใครหลายๆ คนอยู่ในนั้น เช่นเดียวกับ มนุษย์ที่ไม่อาจเติบโตมาและใช้ชีวิตอย่างปัจเจก เพราะ ‘ความใฝ่ฝัน’  หรือ ‘อาชีพ’ ของเรานั้นล้วนเชื่อมโยงและส่งผลกับผู้อื่นหรือสังคมอยู่เสมอ คำถามคือ จะทำอย่างไรให้ความฝันของคนหลายๆ คนเดินไปด้วยกันอย่างสมดุล เพื่อรักษาความฝันของเด็ก ของพ่อแม่ ของรัฐ ให้สามารถดำรงอยู่ร่วมกันได้

เครื่องมือในการออกแบบความฝันร่วมกัน

ในอีก 1-2 ปีข้างหน้า การศึกษาไทยกำลังเกิดสิ่งที่เรียกว่า ‘หลักสูตรฐานสมรรถนะ’ เพื่อให้แต่ละโรงเรียนออกแบบหลักสูตรหรือกิจกรรมการเรียนรู้ให้เหมาะสมกับเด็กมากที่สุด โดยกระทรวงการศึกษาได้วางหลักสูตรแกนกลางไว้ชุดหนึ่งและเปิดโอกาสให้เกิดการบูรณาการเพื่อสร้างการเรียนรู้ให้สอดคล้องกับบริบทชีวิตของผู้เรียน 

โจทย์สำคัญของทีม Octopus คือ การบูรณาการที่ว่านั้น ทำอย่างไรจึงจะสามารถดึงสมรรถนะที่เหมาะสมกับผู้เรียนโดยคำนึงถึงความแตกต่างหลากหลายควบคู่ไปด้วยกันได้ 

เริ่มต้นจากหาสาเหตุของปัญหา และสำรวจ ‘ต้นทุน’ ที่อยู่รายรอบตัวผู้เรียน ตั้งแต่วิถีชีวิต ความชอบ ความฝัน ศักยภาพและความคาดหวังของเด็ก ไปจนถึงศักยภาพของโรงเรียน เครือข่าย ต้นทุนทางสังคม อาชีพและรายได้ของผู้ปกครอง ลักษณะของชุมชน และตลาดงานที่รองรับผู้เรียน การได้มาซึ่งข้อมูลเหล่านี้  จะทำให้เห็นเป้าหมายของสิ่งที่เรียกว่า ‘การเรียนรู้ที่สอดคล้องกับชีวิต’ หรือการเรียนรู้อย่างมีความหมายของแต่ละคนได้ 

ขณะนี้โปรเจกต์ Dreams come tools กำลังทดสอบต้นแบบเครื่องมือที่ใช้สำรวจข้อมูลเพื่อใช้ออกแบบการเรียนรู้ที่ตรงต่อความต้องการของผู้เรียนและบริบทของชุมชน โดย Prototype ประกอบไปด้วย

  1. แหล่งข้อมูล ประกอบด้วย 
  • นักเรียน (เป็นข้อมูลที่สำคัญที่สุด) 
  • ชุมชนที่รายรอบ 
  • ผู้ปกครอง 
  • ครู 
  • โรงเรียน
  • ชุมชน เมือง 
  • ภาคประชาสังคมที่ขับเคลื่อนการเรียนรู้ หรือไม่เกี่ยวกับการเรียนรู้ก็ได้ 

2. เครื่องมือเก็บข้อมูล ประกอบไปด้วย 

  • แบบสอบถาม
  • การลงไปสังเกตอย่างใกล้ชิด เพื่อไปพบเจอกับบรรยากาศที่หลากหลาย เพราะลำพังแบบสอบอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ
  • ตั้งวงพูดคุยแลกเปลี่ยนเพื่อให้เกิดการสะท้อนวิธีคิดและความต้องการของแต่ละคน
  • การใช้กิจกรรมวาดรูปมาช่วยให้เด็ก ครู พ่อแม่ ชุมชน บอกเล่าเรื่องราวตนแทนการเขียน จะทำให้เห็นมุมมองที่หลากหลายและเห็นถึงความจริงของปัญหา จุดแข็งของเด็ก ครอบครัว และชุมชนนั้นๆ อีกทั้งยังช่วยให้เด็กหรือผู้ปกครองที่ไม่เขียนหนังสือไม่ได้ สามารถสื่อสารเรื่องราวของตนออกมาได้
  • หนังสั้น ละคร ที่จะช่วยให้ด็กกับคนในชุมชนเกิดการสื่อสารข้ามวัย เด็กได้เล่าสิ่งที่ตัวเองเห็นผ่านหนังสั้น และได้มีปฏิสัมพันธ์กับคนที่เขาไม่เคยคุยและได้รับรู้ต้นทุนของชุมชนมากขึ้นได้ด้วยตัวเอง
  • การสะท้อนกลับ เช่น เวลาถามผู้ปกครองว่า ‘มีทรัพยากรอะไรที่จะส่งเสริมลูกได้บ้าง’ เป็นไปได้ว่าผู้ปกครองอาจมองว่า ครอบครัวไม่มีต้นทุนหรือความรู้อะไรเพราะประกอบอาชีพใช้แรงงานอย่างการทำสวน ซึ่งความจริงแล้ว การทำสวนของพ่อแม่นั่นแหละคือความรู้ที่ทำให้พ่อแม่มีชีวิตอยู่และเป็น ทักษะชีวิตที่ใช้ดำรงชีพและเลี้ยงดูลูก พ่อแม่หลายครอบครัวมองไม่เห็นว่านี่คือทรัพยากรสำคัญมากที่เขามีอยู่ และผลักให้ลูกนั่งเรียนหนังสือไปอย่างเดียวโดยไม่ต้องทำงาน 

สิ่งสำคัญคือ เครื่องมือเหล่านี้จะต้องไม่เพิ่มภาระบุคลากรในโรงเรียน ครูจะต้องมีส่วนร่วมในกระบวนการออกแบบและทำให้เป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิต

3. การจัดการข้อมูลและการสื่อสาร

หลังจากการนำเครื่องมือเหล่านี้ไปสำรวจว่า เด็ก ครอบครัว โรงเรียน ชุมชนมีทรัพยากรอะไรอยู่บ้าง ในขั้นถัดไปคือการสื่อสารข้อมูลที่มีประโยชน์เหล่านี้ไปยังยังช่องทางที่หลากหลายเพื่อให้แต่ละภาคส่วนได้เห็นสิ่งที่ตัวเองมีอยู่และสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ต่อไป 

ซึ่งจากการศึกษา สำรวจ สังเกต คลุกคลีกับผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งหมดในการศึกษาของทีม Octopus พบว่า 

  • การแชร์พื้นที่ปลอดภัยให้เกิดการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและข้อมูลนั้น ทำให้เกิดการเชื่อมโยงความสัมพันธ์ของคนหลายกลุ่มเข้าด้วยกัน และเกิดการเชื่อมโยงปัญหาที่เกิดขึ้นในหน้างานของแต่ละฝ่ายทำให้ทุกฝ่ายมองเห็นเป้าหมายร่วมกัน
  • ระหว่างการใช้เครื่องมือเก็บข้อมล ทำให้เกิดการเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างครูและนักเรียนในพื้นที่ของการแลกเปลี่ยนรับฟัง เมื่อครูได้รับรู้ปัญหา ความต้องการ และวิธีคิดของเด็ก ทำให้ครูเกิดความเข้าใจในตัวนักเรียนมากขึ้น 
  • การรับฟังของครูทำให้นักเรียนเกิดความรู้สึกเป็นหนึ่งเดียวกับพื้นที่ปลอดภัยให้เกิดการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและข้อมูลนั้น ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญที่สุด เพราะสาเหตุหลักของปัญหาที่เด็กหลุดออกจากระบบกลางคันคือการขาดความรู้สึกเป็นหนึ่งเดียวกันกับห้องเรียน โรงเรียน ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นที่จำเป็นในการทำงานแก้ไขปัญหาหรือออกแบบกระบวนการเรียนการสอนที่ยืนอยู่บนความต้องการของทุกคน

ในขณะนี้โปรเจกต์ Dreams come tools กำลังทดสอบ Prototype เครื่องมือการเก็บข้อมูลในบริบทที่แตกต่างกัน เพื่อพัฒนาเครื่องมือสำหรับการขยายผลไปในโรงเรียนอื่นๆ ต่อไป

อ้างอิง

[1]  ข้อมูลจากรายงานสภาวะการศึกษาไทยปี 2550-2551 กสศ. (2558)

[2] ผลการวิเคราะห์ข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติของศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์, 2560. (สืบค้นวันที่ 8 พฤษภาคม 2562)

ใส่ความเห็น

เข้าสู่ระบบ

Or fill the form below