JOURNALSพลังโจ๋ พลังสร้างสรรค์แบ่งปันความสุข

[Insight] สรุปกิจกรรม Afterschool : พลังโจ๋ สนามจริงของการแก้ปัญหา ‘เด็กนอกระบบ’

29 มิถุนายน 2021
Afterschool

สรุปกิจกรรม Afterschool วงพูดคุยกับวิทยากรถึงประสบการณ์ วิธีการทำงานในประเด็นปัญหาเด็กนอกระบบ วันที่ 22 พฤษภาคม 2564 เวลา 13:00-15:00 น. ถ่ายทอดสดผ่านทาง Facebook Live ของ School of Changemakers และ Equity Lab แล็บฯเสมอภาค 

วิทยากร

ปาณิศา อายะนันท์ (พี่แอน) ผู้ก่อตั้งพลังโจ๋ พัฒนาศักยภาพกลุ่มเด็กและเยาวชนที่มีพฤติกรรมหลากหลาย

กิจกรรมในครั้งนี้ทีมพลังโจ๋จากโปรแกรม Penguin Village มาร่วมแชร์ข้อมูลเชิงลึก (insight) และวิธีการแก้ไขปัญหา (solution) จากการทำงานเพื่อพัฒนาเยาวชนที่มีพฤติกรรมหลากหลาย และมีภาวะเสี่ยงต่อการหลุดออกจากระบบการศึกษาที่ยังขาดระบบดูแลติดตาม ซึ่งเป็นช่องโหว่ขนาดใหญ่ของการแก้ไขปัญหาเด็กนอกระบบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของ Covid-19 ในช่วงปีที่ผ่านมา 


ทำไมถึงสนใจปัญหาเด็กนอกระบบ

พี่แอนได้ลงสนามการทำงานเด็กและเยาวชนครั้งแรกกับกลุ่มเด็กสองข้างทางรถไฟที่จังหวัดนครราชสีมา ภายใต้โครงการการป้องกันการแพร่ระบาดเชื้อเอชไอวีที่ได้รับความสนับสนุนจากกองทุนโลก การทำงานในครั้งนั้นทำให้พี่แอนได้พบกับเชื้อเพลิงที่จุดประกายการทำงานพัฒนาเด็กและเยาวชนของพี่แอนจนถึงปัจจุบัน

เชื้อเพลิงนั้นคือ น้ำตาของเด็กในโครงการคนหนึ่งเมื่อได้ยินคำขอบคุณของพี่แอน ซึ่งเป็นสิ่งที่สะท้อนให้เห็นว่า จุดเริ่มต้นที่สำคัญในการทำงานช่วยเหลือเด็กที่ขาดโอกาสและตกอยู่ในภาวะเสี่ยงหรือภาวะเปราะบางให้เกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นได้คือ การช่วยให้เขามองเห็นคุณค่าในตัวเอง คำขอบคุณของเด็กคนหนึ่งที่เกิดจากการที่พี่แอนมอบคำขอบคุณที่ทำให้เขารู้สึกมีคุณค่า มีตัวตนซึ่งเป็นสิ่งที่เขาไม่เคยได้รับมาก่อน ทำให้พี่แอนตัดสินใจก้าวเข้ามาในสนามของการพัฒนาศักยภาพเด็กและเยาวชนเต็มตัว และเริ่มศึกษาวิธีการพัฒนาเด็กและเยาวชนอย่างต่อเนื่อง หนึ่งในห้องเรียนของพี่แอนคือ ศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนบ้านกาญจนาภิเษกของป้ามล-นางทิชา ณ นครที่จังหวัดนครปฐม หลังจากนั้นจึงได้มีโอกาสกลับมาตั้งกลุ่มพลังโจ๋เพื่อพัฒนาศักยภาพเด็กและเยาวชน โดยเริ่มจากชุมชนใกล้บ้านและขยายไปยังชุมชนอื่น ๆ ในจังหวัดแพร่ซึ่งเป็นบ้านเกิดของพี่แอนจนถึงปัจจุบัน


ทำไมเด็กถึงออกจากโรงเรียนกลางคัน

การทำงานในชุมชนทำให้พี่แอนพบว่าในจังหวัดแพร่เองพบเด็กนอกระบบการศึกษาเป็นเด็กที่ไม่ได้จบการศึกษาขั้นพื้นฐาน (ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น) ซึ่งส่วนใหญ่ออกจากโรงเรียนกลางคัน จากการทำงานเมื่อ 10 ปีที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน พี่แอนพบว่า เด็กออกกลางคันมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นและมีอายุน้อยลง ปัจจุบันพบว่าเด็กที่ออกจากโรงเรียนกลางคันส่วนใหญ่แล้วเป็นเด็กชั้นประถมศึกษา

กลุ่มเด็กที่ออกจากโรงเรียนกลางคันในจังหวัดแพร่ส่วนใหญ่เป็นเด็กมีความเสี่ยงเชิงพฤติกรรมที่มีหลากหลายสาเหตุ เช่น พบสารเสพติดในปัสสาวะ ขาดเรียนจนติดศูนย์หลายวิชาจนแก้ไม่หมดไม่มีคนช่วยเหลือด้านวิชาการและการจัดการ ติดแฟน ตั้งครรภ์ก่อนวัยอันควร เป็นต้น โรงเรียนมักเลือกที่จะตัดปัญหาเด็กที่มีพฤติกรรมเสี่ยงเหล่านี้ โดยการผลักออกจากสถานศึกษาให้ความรับผิดชอบตกไปอยู่ที่ผู้ปกครอง ขาดการติดตามดูแลในระยะยาว ไม่สนใจว่าเด็กจะได้เรียนต่อที่ไหน ได้รับการพัฒนาอย่างไร ถ้าไม่มีผู้ที่มาช่วยแนะแนวให้เกิดแรงจูงในมากพอ ไม่ได้รับการดูแลอย่างต่อเนื่องเด็กก็จะเลือกไม่กลับไปเรียนต่อ นอกจากนี้ผู้ปกครองที่อยู่ในชุมชนส่วนใหญ่ยังขาดทักษะในการแนะแนวและการพัฒนาศักยภาพเด็ก ซึ่งเป็นช่องโหว่ขนาดใหญ่ เมื่อมองไปที่รากของปัญหาพบว่าเด็กกลุ่มนี้ไม่ได้รับการดูแลบ่มเพาะให้เห็นคุณค่าของตนเอง  

ทีมพลังโจ๋จึงมุ่งเน้นไปที่การพัฒนาศักยภาพเด็กและเยาวชนที่มีพฤติกรรมหลากหลายกลุ่มนี้เพื่อให้พวกเขาได้เห็นคุณค่าในตัวเอง เปิดโอกาสให้ตัวเองมีทางเลือกในการประกอบอาชีพมากขึ้นในอนาคตจากสถานการณ์ปัญหานี้พลังโจ๋จึงเป็นผู้เล่นที่อยู่นอกโรงเรียน คอยดูแลเด็กที่ออกจากโรงเรียนกลางคันเพื่อให้พวกเขาได้มีโอกาสพัฒนาตัวเองต่อ


ข้อมูลเชิงลึกจากการทำงาน

จากมุมมองของคนทำงาน

  • การก้าวข้ามความคาดหวัง : ถึงแม้พี่แอนจะเห็นถึงสาเหตุที่ทำให้เด็กหลุดออกจากระบบการศึกษา รวมถึงรู้วิธีการในการพัฒนาและสร้างการเปลี่ยนแปลงให้กับกลุ่มเป้าหมายแล้ว แต่อุปสรรคสำคัญซึ่งเป็นสิ่งที่ยากที่สุดสิ่งหนึ่งในฐานะนักเปลี่ยนแปลงที่ต้องเผชิญ คือ การก้าวข้ามความคาดหวังในการเปลี่ยนแปลงเชิงพฤติกรรมของกลุ่มเป้าหมาย 

นักเปลี่ยนแปลงต้องเตรียมใจยอมรับความผิดหวังจากความคาดหวังผลของการเปลี่ยนแปลงของเด็กและเยาวชนที่เราดูแล จัดการกับอารมณ์เชิงลบของตนเอง พร้อมมอบโอกาส ความเข้าใจและการให้อภัย ซึ่งการทำงานในสนามนี้มักจะพบกับวงจรของความคาดหวังเช่นนี้ตลอดเวลา แม้เด็กต้องกลับเข้าสู่สถานพินิจ เราก็ต้องยอมรับในการกระทำผิดของเขาอย่างไม่ตอกย้ำและไม่ผลักเขาออกไป การให้ความเชื่อมั่นและการยืนหยัดอยู่เคียงข้างเด็กไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นก็ตาม นั่นคือส่วนที่สำคัญในการที่จะทำให้พวกเขาสามารถเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของตัวเองได้ในที่สุด 

  • ความมั่นคงในจุดยืน : แม้เด็กที่มีภาวะเสี่ยงเชิงพฤติกรรมได้เข้ารับการพัฒนาศักยภาพตัวเองกับทีมพลังโจ๋แล้ว แต่บางคนก็ไม่อาจเลี่ยงความจำเป็นที่ต้องกลับไปอยู่ในสภาพแวดล้อมเดิมได้ เช่น บ้านที่ใช้ความรุนแรงหรือสารเสพติดเป็นประจำ อาจทำให้เกิดความเป็นไปได้ในการถูกจับเนื่องจากกระทำความผิดซ้ำ เหตุการณ์ลักษณะนี้อาจนำไปสู่ความผิดหวังต่อตัวเองและสังคม พฤติกรรมเหล่านี้นำมาสู่คำถามจากชุมชนกับการทำงานของพลังโจ๋ เช่น ในกรณีที่เด็กใส่เสื้อค่ายพลังโจ๋ในขณะที่กระทำผิดและถูกจับ เราจึงต้องมั่นคงและยืนยันในจุดยืน เหตุผลและวิธีการของการทำงานของพลังโจ๋ที่จะทำงานกับเด็กและเยาวชนกลุ่มเสี่ยง แม้จะต้องอธิบายกับคนในสังคมตลอดเวลา   

นอกจากความท้าทายของคนทำงานที่ต้องเผชิญระหว่างการทำงานแล้ว ข้อมูลเชิงลึกที่เป็นช่องว่างในการแก้ไขปัญหาเด็กนอกระบบ ได้แก่

  • ทัศนคติและการปฏิบัติของครู : คุณครูที่เกี่ยวข้องกับเด็กไม่มีกระบวนการแนะแนวให้เด็กเห็นถึงผลกระทบต่อตัวเขาถ้าเรียนไม่จบ ม.3 ใช้วิธีการกล่าวโทษเชิงลบ มองว่าปัญหาเป็นความผิดของเด็กและครอบครัว ไม่ได้อธิบายผลเสียของการออกจากโรงเรียนกลางคัน แนะนำการเข้าสู่สถานศึกษาอื่น หรือส่งต่อไปยังอาชีพที่เขายังทำได้  ทำให้เด็กขาดความไว้ใจต่อครู และไม่เข้าใจถึงผลกระทบต่อชีวิตที่เขาต้องเผชิญในอนาคต
  • ครอบครัวขาดแนวทางในการแก้ปัญหา : ครอบครัวไม่มีที่ปรึกษาและขาดความรู้ในการดูแลเด็กช่วงวัยรุ่นที่มีพฤติกรรมเสี่ยงแม้เด็กถูกผลักออกจากโรงเรียนแล้วแต่ปัญหาความเสี่ยงยังไม่ถูกแก้ไข เมื่อเวลาผ่านไปปัญหาทับซ้อนจึงเกิดตามมา เช่น การติดสารเสพติด เที่ยวกลางคืน การตั้งครรภ์ หรือการค้าประเวณี เป็นต้น เพราะวัยรุ่นเป็นวัยอยากลอง ลองแล้วผิดถูกไม่รู้แต่ลองแล้วถูกใจเขาจะเลือกอยู่ในมิตินั้นเลย
  • สถานศึกษาไม่มีระบบส่งต่อ : แม้ในระบบการศึกษามีการอ้างถึงแผนของระบบการรองรับเด็กหลังจากออกนอกระบบแต่ในทางปฏิบัติไม่พบการทำงานของระบบส่งต่อดังกล่าว  ไม่มีการแนะนำเด็กหากออกจากสถานศึกษาต้องส่งต่อเขาไปพัฒนาที่ไหน อย่างไร ใครมารับดูแลต่อ ดังนั้นเมื่อเด็กออกจากโรงเรียนจะมีเวลาว่างเยอะ หากไม่ได้รับการแนะนำดูแลสู่การพัฒนาศักยภาพจะมีความเสี่ยงสูง
  • ชุมชมไม่มีระบบรองรับ : เด็กที่หลุดออกจากระบบต้องกลับเข้าสู่ชุมชนแต่ชุมชนไม่มีระบบรองรับหรือการสนับสนุนเด็กที่ออกจากโรงเรียนในการประกอบอาชีพจากชุมชนนี่เป็นผลต่อเนื่องมาจากการที่สถานศึกษาไม่มีการส่งต่อที่เหมาะสมในเรื่องของอาชีพให้กับเด็กที่ออกนอกระบบ บ้างก็เกิดจากกระแสต่อต้านจากการถูกตีตราเชิงลบที่ฝังลึกลงไปในชุดความคิดของคนในสังคม

แนวทางในการเข้าถึงเด็กเยาวชนกลุ่มเสี่ยง

วิธีการเข้าถึงน้องคนแรก 

สำรวจหากลุ่มเป้าหมายที่มีพฤติกรรมในปัญหาหรือบริบทของเราในชุมชน สำรวจความสนใจของ กลุ่มเป้าหมาย เพื่อเข้าใจธรรมชาติของเด็ก แล้วจึงเข้าไปพูดคุยโดยแสดงออกถึงความเป็นเพื่อนกับเขาอย่างจริงใจ ทำความรู้จักแนะนำตัวเรากันเบื้องต้น อย่ารีบบอกว่าเราจะมาทำอะไรจะพาเขาไปเปลี่ยนแปลงอะไร หัวใจสำคัญในการเข้าถึงน้อง ๆ ตั้งแต่เริ่มทำความรู้จักกัน คือ

สร้างความไว้วางใจระหว่างกันและรักษาระยะห่างโดยกำหนดความถี่ในการคุยกันอย่างมากอาทิตย์ละหนึ่งครั้ง โดยยึดหลักดังนี้ 

  • เข้าหาอย่างเป็นเพื่อน ไม่ตีตราตัดสิน : พวกเขามีกำแพงกับประสบการณ์ที่มีผู้ใหญ่มาตีตราตัดสินในเชิงลบและผลักไส ครั้งแรกที่ทำความรู้จักไม่ควรรีบเข้าไปแตะแก้ปัญหาในทันที ควรเน้นการสร้างความเชื่อใจและรักษาระยะห่างก่อน  ให้เริ่มจากทักแชทไปแนะนำตัว อย่าลืมใช้วิธีการพูดคุยแบบเป็นเพื่อน
  • เข้าหาให้ตรงความสนใจของเขา สร้างความไว้วางใจ : เด็กบางคนอาจจะกำลังสนุกกับการใช้แอป TikTok ก็ถือเป็นโอกาสดีที่จะมองหาความสนใจที่ตรงกัน พวกเขาอาจเชิญชวนให้มาเป็นผู้ติดตามบัญชีของพวกเขาก็ได้ จากนั้นลองต่อยอดให้คำปรึกษาเพื่อสร้างความสัมพันธ์ที่ดีเบื้องต้น พี่แอนพบว่าแรงขับที่พบมากในวัยนี้มักเป็นเรื่องเพศ การให้ความช่วยเหลืออย่างการจัดจุดกระจายถุงยางอนามัยและยาคุมกำเนิดที่มีการให้คำแนะนำเบื้องต้นควบคู่กันไปโดยไม่ตั้งคำถามตีตราจะสามารถสร้างความไว้วางใจกันยิ่งขึ้น อีกทั้งจะไม่ทำให้เขารู้สึกว่า กำลังกระทำความผิดหรือกังวลกลัวกับการถูกมองไม่ดี
  • เมื่อเปิดใจเป็นเพื่อนกันแล้ว ก็ยังคงให้สิทธิ์ในการตัดสินใจด้วยตัวเอง : การรับเป็นเพื่อนใน Social media ก็เปรียบเสมือนการยอมรับตัวตนเพื่อนคนใหม่เข้าไปในโลกของพวกเขา หลังจากมีความเข้าใจในตัวเขามากขึ้นแล้ว สามารถลองชวนมาร่วมกิจกรรมได้ เน้นความสำคัญถึงการให้เขาได้มีตัวเลือกและเวลาที่มากพอในการตัดสินใจด้วยตัวเอง ยินดีให้พวกเขาพาเพื่อนมาได้อย่างสมัครใจ 

ความแตกต่างในการเข้าถึงเด็กกลุ่มเป้าหมายในแต่ละช่วงวัย 

การเข้าถึงเด็กช่วงวัย 12-13 ปี การเข้าถึงจะง่ายกว่าเด็กโตเนื่องจากเป็นช่วงวัยที่ยังมีความกระตือรือล้น อยากรู้สิ่งใหม่ แต่ช่วงวัยนี้ยังไม่สนใจตั้งเป้าหมายอาชีพที่ชัดเจนนัก ความสนใจของเขาก็ผลัดเปลี่ยนได้ตลอดเวลา จึงจำเป็นที่ต้องออกแบบกระบวนการช่วยเหลือที่เหมาะกับวัยของเขา 

การเข้าถึงเด็กช่วงวัย 16-17 ปี เป็นช่วงที่เริ่มมีความคิดความอ่านเป็นของตัวเองมากขึ้น การเข้าถึงอาจทำได้ยากกว่า แต่เป็นวัยที่สนใจในความสำคัญของการพัฒนาทักษะอาชีพ เมื่อให้ความช่วยเหลือที่เหมาะสม พวกเขาจะเจอเข็มทิศชีวิตของตัวเองและอยู่กับทีมพลังโจ๋เพื่อพัฒนาศักยภาพในระยะยาว

เมื่อเราสามารถเข้าถึงน้อง ๆ รุ่นแรกและเขาได้เข้าร่วมการพัฒนาศักยภาพแล้ว สิ่งสำคัญคือการเข้าถึงน้องรุ่นถัดไป เพื่อให้เกิดการพัฒนาอย่างต่อเนื่องเพราะเด็กถูกผลักออกจากระบบอย่างต่อเนื่องเช่นกัน เมื่อพลังโจ๋ทำงานมาระยะหนึ่งจนมีกลุ่มรุ่นพี่ที่ได้รับการพัฒนาศักยภาพและเกิดการเปลี่ยนแปลงแล้ว พวกเขาจะเป็นคนเชื่อมร้อยน้องกลุ่มใหม่เข้ามาโดยใช้วิธีการเล่าสู่กันฟังรุ่นพี่จะเล่าถึงประสบการณ์ที่เคยเจอในพลังโจ๋ให้รุ่นน้องฟัง หรือช่วยแนะนำให้พลังโจ๋รู้จักกับน้องใหม่ เพื่อชักชวนเข้าสู่การพัฒนา เนื่องจากธรรมชาติของเด็กกลุ่มเสี่ยงจะจับกลุ่มกันมีรุ่นพี่รุ่นน้อง พลังโจ้จึงใช้วิธีนี้ในการเข้าถึงเด็กได้อย่างต่อเนื่อง 


เติมเต็มหัวใจน้องๆ แบบพลังโจ๋ 

วิธีการเติมเต็มหัวใจน้อง ๆ ที่จะกล่าวถึงเป็นกระบวนการที่ทีมพลังโจ๋ใช้เพื่อผลักดันโอกาสในการพัฒนาศักยภาพเด็กที่มีภาวะกลุ่มเสี่ยงด้วยความสนใจของตัวเด็กเอง ช่วยสร้างให้เกิดแรงจูงใจในการกลับไปพัฒนาตนเองทั้งในด้านการเรียน และทักษะการประกอบอาชีพเพื่อให้มีความสามารถในการสร้างรายได้เพื่อใช้ในการดำรงชีวิต

หนึ่งในสิ่งที่พี่แอนให้ความสำคัญเป็นอย่างมากคือ การสร้างสภาพแวดล้อมที่ดีมาเติมเต็มหัวใจของเด็ก เนื่องจากสภาพจิตใจช่วงวัยรุ่นมีความเปราะบางได้ง่าย หากมีเหตุทำให้เขาไม่รู้สึกถึงคุณค่าในตัวของตัวเองอาจนำไปสู่การเกิดปัญหาทับซ้อนที่หลากหลายตามมา การดุด่าว่ากล่าวจึงไม่ใช่สิ่งแรกที่ผู้ใหญ่ควรแสดงออกไปเมื่อมีปัญหา แต่เป็นการย้อนกลับมาทำความเข้าใจเด็กถึงต้นเหตุที่ทำให้เขาขาดการรับรู้ถึงคุณค่าในตัวเอง เช่น เด็กรู้สึกเหมือนไม่มีตัวตนเวลาอยู่ในห้องเรียนอาจมาจากการที่ครูไม่ให้ความสนใจเพราะเห็นว่าเป็นเด็กที่สร้างปัญหา ดังนั้นการที่เด็กตั้งการ์ดไม่ไว้ใจระหว่างกระบวนการจึงเป็นเรื่องปกติ ด้วยความที่แต่ละคนมีชีวิตมีเรื่องราวที่ต่างกัน บ้างต้องเจอเรื่องลำบากตั้งแต่อายุยังน้อยมาก

พลังโจ๋ออกแบบกระบวนการทำงานเพื่อพัฒนาศักยภาพของเยาวชนกลุ่มเสี่ยงที่มีพฤติกรรมหลากหลาย ซึ่งสามารถแบ่งได้เป็นภาวะความเสี่ยงทั้งหมด 4 ระดับ

  • ภาวะเสี่ยงระดับ 0 : กลุ่มเด็กที่ไม่มีความเสี่ยง อยากเข้ามาเพื่อนำประสบการณ์นอกรั้วโรงเรียนมาพัฒนาตนเอง
  • ภาวะเสี่ยงระดับ 1 : กลุ่มเด็กไม่ได้รับการสนับสนุนด้านการศึกษาที่เหมาะสม เช่น เด็กยากจน เด็กไร้สัญชาติ เด็กที่โดนกลั่นแกล้ง หรือเด็กที่ผลการเรียนไม่ดี เป็นต้น
  • ภาวะเสี่ยงระดับ 2 : กลุ่มเด็กที่มีความเสี่ยงเชิงพฤติกรรม ติดเหล้า ไม่เท่าทันสิ่งเร้า หรือไม่มีความรู้ทางด้านการคุมกำเนิดเพียงพอ
  • ภาวะเสี่ยงระดับ 3 : กลุ่มที่มีคดีหรือเกี่ยวข้องกับสารเสพติดขั้นรุนแรงในฐานะผู้ค้าหรือผู้เสพย์ อยู่ในสิ่งแวดล้อมที่เสี่ยงจากการโดนกระตุ้นให้กลับไปเสพย์ซ้ำ

พลังโจ๋พบว่า ไม่ว่าเด็กที่อยู่ในภาวะความเสี่ยงใดก็ควรผ่านกระบวนการให้ความช่วยเหลือระยะยาวแบบเดียวกัน เพื่อให้เกิดการค้นพบคุณค่าในตัวเองซึ่งนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางพฤติกรรมไปในทางที่เหมาะสม ไม่กลับไปอยู่ในภาวะเสี่ยงอีก จึงมีหลักการในการเติมเต็มหัวใจดังต่อไปนี้

1. ให้เห็นคุณค่าของตัวเอง

การสร้างให้เด็กมีตัวตน ทีมจะมีการชักชวนเด็กแต่ละคนให้เข้ามามีส่วนร่วมไม่ว่าจะมากหรือน้อย เพื่อทำให้เขารู้สึกไม่ถูกมองข้ามเหมือนแต่ก่อน เด็กจะค่อย ๆ มีความเชื่อมั่นในตนเองและเริ่มเปิดใจเข้าสังคมมากขึ้น

2. ให้พื้นที่ปลอดภัย

พื้นฐานของการสร้างพื้นที่ปลอดภัยคือ ความสบายใจ พลังโจ๋สร้างโอกาสให้เด็กสามารถแสดงออกได้อย่างเป็นตัวของตัวเองอยู่เป็นประจำ ส่งเสริมความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างรุ่นพี่และรุ่นน้อง ทำให้เด็กมีคนที่เขาไว้ใจและให้โอกาสเขากล้าพูด กล้าขอคำแนะนำในเรื่องที่เคยไม่กล้าปรึกษากับใคร รวมไปถึงการให้ความเชื่อใจในตัวเขาที่จะตัดสินใจหรือยินยอมทำแต่ละอย่างด้วยความสมัครใจ 

3. ให้ความเป็นครอบครัว

“กินอิ่มนอนอุ่น” เป็นคติหลักประจำใจในการให้ความช่วยเหลือของพลังโจ๋ พี่แอนมักจะแนะนำตัวเองให้เด็กเรียกเขาในฐานะ “พี่” และพยายามจะเลี่ยงการใช้คำว่า “แม่” หรือ “ป้า” เพื่อ ให้ทุกคนคุยกันได้อย่างใกล้ชิดสนิทสนม 

การให้ความเป็นครอบครัวยังรวมไปถึงการสร้างวินัยให้รู้จักรับผิดชอบจากข้อระเบียบการอยู่ร่วมกันในค่าย ส่วนใหญ่แล้วรุ่นพี่จะทำเป็นตัวอย่างให้รุ่นน้องเห็น เช่น เวลาหยิบแก้วมากินน้ำเสร็จแล้วก็ล้างเแก้วเก็บ ทุกคนทำกับข้าวร่วมกันและกินข้าวล้อมวงกัน พี่ตักข้าวให้น้อง ไม่ดุด่าว่ากันในวงกินข้าว สร้างปฏิสัมพันธ์ที่ดีในครอบครัวเด็ก ๆ พลังโจ๋

4. ให้การพัฒนาทักษะชีวิตและวิชาชีพ

การสร้างกระบวนการเรียนรู้ของพลังโจ๋มีวิธีหลากหลาย ทั้งกิจกรรมยาวอย่างค่ายพลังโจ๋และกิจกรรมระยะสั้นตลอดทั้งปีในลักษณะการทำเวิร์คช็อปหรือโฟกัสกรุ๊ป โดยจะมุ่งเน้นการส่งเสริมทักษะ 2 ประเภทคือ

  • ส่งเสริมทักษะชีวิต เช่น ทักษะการเอาตัวรอด ฝึกการใช้ Soft skills หรือการสื่อสาร การตั้งเป้าหมายชีวิต และกิจกรรมถอดบทเรียนจากภาพยนตร์ เป็นต้น
  • ส่งเสริมทักษะอาชีพในหลายแขนง ฝึกฝนในด้าน Hard skills ต่าง ๆ เช่น ทักษะการช่าง การถ่ายรูป หรือการวาดรูป และยังรวมไปถึงการเน้นให้มีทักษะขับรถติดตัว ถือเป็นการเพิ่มโอกาสในการทำงานอาชีพที่หลากหลาย

พลังโจ๋ใช้กิจกรรมเป็นฐานในการสร้างสิ่งสำคัญทั้ง 4 นี้ โดยมีองค์ประกอบของกิจกรรมดังนี้

  1. กิจกรรมสร้างพื้นที่ปลอดภัย (Safety Place) ลงไปพูดคุยกับเด็กภาวะเสี่ยง ครั้งละ 1 วัน 2 ครั้ง เพื่อสร้างความไว้วางใจซึ่งกันและกันเปิดใจมาร่วมกิจกรรมอื่น ๆ ต่อร่วมทั้งการเข้าค่าย
  2. ค่ายพลังโจ๋ 3 วัน 2 คืน เพื่อสร้าง Visibility, Safety Place, Family เด็กภาวะเสี่ยงในระดับ 1-3 จะเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงมีทักษะการทำงานเป็นทีมมีความรับผิดชอบตรงต่อเวลา เมื่อเข้าค่ายอย่างน้อย 2 ครั้ง ซึ่งจากประสบการณ์ที่ผ่านมา ช่วงระยะเวลาที่ดีที่สุด (Golden Time) ที่จะมัดใจเขาได้คือ 4 วัน 3 คืน ใช้เทคนิคการสอนอย่าง Active Learning ร่วมกับกิจกรรมต่าง ๆ ให้เกิดการทำความรู้จักให้มากที่สุด
  3. กิจกรรมย่อยตลอดปีเพื่อ Capacity Building แบ่งเป็น หลักสูตรชีวิต วิชาชุมชม หลักสูตรวิชาชีพ 
  4. ระบบติดตามระยะยาวดูแลในรูปแบบที่ปรึกษาหรือโค้ชคอยให้คำปรึกษาพูดคุยไปเยี่ยมถึงบ้าน เด็ก ๆ ไม่ได้อยู่กับพลังโจ๋ตลอด 24 ชั่วโมง บางคนมีความจำเป็นที่จะต้องกลับไปอยู่กับที่บ้าน ในสภาพแวดล้อมเดิมที่มีโอกาสที่จะกลับไปเจอสิ่งเร้าเดิมที่เคยชินอยู่บ่อยครั้ง พลังโจ๋จึงใช้รูปแบบการให้คำปรึกษาผ่านทั้งการเจอหน้าพูดคุยกันเป็นประจำและพูดคุยผ่านช่องทาง Social media ทำให้ทีมสามารถสังเกตพบสัญญาณพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปและยื่นมือเข้าไปให้ความช่วยเหลือได้เร็ว

แผนความยั่งยืนของพลังโจ๋

เนื่องจากกระบวนการให้ความช่วยเหลือเด็กนอกระบบเป็นการแก้ปัญหาที่ต้องใช้ความต่อเนื่องที่มีระยะเวลานาน ทางพลังโจ๋จึงเห็นถึงความสำคัญในการวางแผนความยั่งยืนขององค์กร โดยมีเป้าหมายเพื่อการรวบรวมทุนจัดตั้งศูนย์พลังโจ๋จากการประกอบกิจการเพื่อสังคม 

ปัจจุบันพลังโจ๋กำลังพัฒนาแผนความยั่งยืนระยะยาวแบบใหม่ ซึ่งเกิดจากการผสมผสานระหว่างความเป็นพลังโจ๋และศักยภาพความชำนาญของทีมในด้านการจัดกิจกรรมและพัฒนาเยาวชนที่มีอยู่ออกมาเป็น “พลังโจ๋ประกอบการ” ตอนนี้มีการให้บริการทั้งหมด 4 ด้านได้แก่ 

  1. พลังโจ๋การช่าง : งานบริการด้านการช่าง งานไฟฟ้า 
  2. พลังโจ๋ Studio :  งานบริการด้านการถ่ายภาพ ตัดต่อวีดีโอ และวาดภาพเหมือน
  3. พลังโจ๋ Farm : กิจการค้าขายต้นกระบองเพชรและอุปกรณ์ตกแต่งสวน
  4. พลังโจ๋ Camp : งานบริการในด้านกระบวนการทำ Summer Camp ค่ายจิตอาสาที่มีกิจกรรมเรียนรู้ทักษะชีวิตและวิถีชุมชนรวมเป็นแพคเกจการท่องเที่ยวในจังหวัดแพร่

หากเห็นว่าแนวทางการแก้ไขปัญหาและความตั้งใจของทีมพลังโจ๋นี้เป็นประโยชน์ สามารถรวมเป็นหนึ่งในแรงสนับสนุนกับทีมพลังโจ๋ได้ผ่านช่องทางติดต่อทางด้านล่างนี้ โดยรายได้ส่วนหนึ่งจะหักเป็นทุนในการพัฒนาศักยภาพเด็กที่มีพฤติกรรมเสี่ยงให้สามารถกลับมาเรียนต่อหรือริเริ่มประกอบอาชีพเลี้ยงดูตนเองและครอบครัวต่อไป

ใส่ความเห็น

เข้าสู่ระบบ

Or fill the form below