JOURNALSThisAbility

[CM Experience] Afterschool – User Journey to Idea for Change!

25 พฤศจิกายน 2021
,
, ,
,

สรุปกิจกรรม Afterschool แชร์ประสบการณ์และพูดคุยถึงวิธีใช้ User Journey ในการตั้งต้นไอเดียแก้ไขปัญหาอย่างเข้าใจกลุ่มเป้าหมายเมื่อวันเสาร์. 9 ตุลา 64 เวลา 13:00-14:00 ถ่ายทอดสดผ่านทาง Facebook Live ของ School of Changemakers

วิทยากร

พี่แป๋ม ปรียสรณ์ อาศรัยราษฎร์ ผู้ก่อตั้งบริษัท ลูกทำได้ จำกัด

Afterschool ชวนพี่แป๋ม ปรียสรณ์ อาศรัยราษฎร์ ผู้ก่อตั้งบริษัท ลูกทำได้ จำกัด มาแชร์ประสบการณ์การนำ User Journey ซึ่งเป็นเครื่องมือหนึ่งที่นำมาปรับใช้กับการขึ้นไอเดียแก้ปัญหาสังคม “ลูกทำได้” มีเป้าหมายอยากให้ทุกครอบครัวสามารถเข้าถึงการประเมินพัฒนาการเด็กในเบื้องต้นอย่างถูกต้องเท่าเทียม ลดความเหลื่อมล้ำ เพิ่มการเข้าถึงบริการสาธารณสุขในครอบครัวขาดแคลน จึงเกิดการพัฒนาไอเดียการบริการให้คำปรึกษาเกี่ยวกับพัฒนาการทุกด้านของเด็กตั้งแต่ช่วงวัยแรกเกิดถึงสามขวบ

แล้ว User Journey คืออะไร ?

ความหมายของ “User Journey” ถ้าแปลตรงตัวจะหมายความว่า “เส้นทางของผู้ใช้” คือ สิ่งที่ผู้ใช้งานหรือกลุ่มเป้าหมายนั้นได้พบเจอและมีปฏิสัมพันธ์กับสินค้าและบริการ โดยส่วนใหญ่การออกแบบ User Journey เป็นที่นิยมใช้มากในแวดวงธุรกิจ เช่น นักออกแบบใช้ในการออกแบบผลิตภัณฑ์ นักการตลาดใช้ทำความเข้าใจเส้นทางของลูกค้า และยังมีการนำไปใช้ในบริบทงานอื่น  ๆ อีกมากมายเพื่อใช้ทำความเข้าใจพฤติกรรมของผู้ใช้หรือกลุ่มเป้าหมายที่ตั้งไว้

เริ่มต้นก่อร่างสร้างไอเดียจาก Pain Point ที่เราสนใจ

การหยิบประเด็นที่เราให้ความสำคัญมาทำงานจะช่วยให้เข้าใจและเห็นภาพรวมของปัญหาได้ชัดเจนมากขึ้น ถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการขึ้นไอเดียแก้ปัญหาสังคมที่เราสนใจอยากสร้างการเปลี่ยนแปลง เมื่อเริ่มต้นไอเดียแบบคร่าว ๆ ต่อมาคือการหาจุดร่วมของปัญหา

ปัญหาของเราคนเดียว หรือเป็นปัญหาของใคร ?

การสำรวจเบื้องต้นพบว่าปัญหานี้เป็นปัญหาทั่วโลกไม่ใช่เฉพาะในประเทศไทย และจำนวนเด็กไทยที่มีพัฒนาการล่าช้ามีปริมาณที่สูงมากเมื่อเทียบกับต่างประเทศ จากข้อมูลสถิติโดยภาพรวมพบว่า ประเทศไทยมีเด็กที่มีปัญหาพัฒนาการล่าช้าสูงถึง 25-30 เปอร์เซ็นต์ โดยอันดับ 1 คือพัฒนาการล่าช้าด้านภาษาและการสื่อสาร แสดงว่านี้ไม่ใช่ปัญหาที่ของเราคนเดียว พี่แป๋มจึงได้ศึกษาวิธีการแก้ปัญหาจาก Case study (กรณีศึกษา) ที่เกิดขึ้นจริงในต่างประเทศ พบว่า จำนวนเด็กที่มีพัฒนาการล่าช้าสามารถลดลงได้ด้วยการความช่วยเหลือโดยการให้ความรู้และสร้างความเข้าใจให้ผู้ปกครองที่มีบุตรหลานประสบปัญหาพัฒนาการล่าช้า พี่แป๋มจึงมีไอเดียทำแพลตฟอร์มออนไลน์หรือแอพลิเคชั่นที่ให้ความรู้และสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับภาวะพัฒนาการล่าช้า จึงเป็นที่มาของ Idea to prototype หรือการออกแบบไอเดียต้นแบบเพื่อทดลองแก้ปัญหาพัฒนาการเด็กล่าช้าด้วยข้อมูลที่ได้จากการสำรวจ

กระบวนการศึกษาพฤติกรรมเพื่อทำความเข้าใจกลุ่มเป้าหมาย

“หัวใจสำคัญ คือ ต้องเข้าใจว่าปัญหาของกลุ่มเป้าหมายที่แท้จริงคืออะไร”

จุดเริ่มต้นที่สำคัญที่สุด คือ การทำ User Journey เพื่อเข้าใจปัญหาที่แท้จริงของกลุ่มเป้าหมาย และสามารถแก้ปัญหานั้นได้อย่างตรงจุด พี่แป๋มใช้กระบวนการศึกษาพฤติกรรมในการทำงานเพื่อเข้าใจปัญหาของกลุ่มเป้าหมาย ประกอบไปด้วย

1.ตรวจสอบสมมติฐาน

ก่อนอื่นต้องตั้งสมมติฐาน แล้วหาข้อมูลเพื่อนำมาเปรียบเทียบความแตกต่างก่อนและหลังการสำรวจข้อมูลในพื้นที่ที่มีสถานการณ์ปัญหาเกิดขึ้นจริง

“เราตั้งโจทย์ไว้ว่าเราอยากทำอะไร ซึ่งเรามาเข้าใจทีหลังว่า แค่โจทย์เราก็ตั้งผิดแล้ว ต้องไม่ใช่การตั้งสิ่งที่เราอยากทำ  มันต้องเป็นสิ่งที่กลุ่มเป้าหมายเราต้องการ”

พี่แป๋มเริ่มตรวจสอบสมมติฐานผ่านแบบสอบถามออนไลน์ ด้วยลักษณะการตั้งคำถามแบบไอศกรีม คือคำถามที่ชี้นำหรือโน้มน้าวให้ตอบในสิ่งดีดีไว้ก่อน เช่น การถามผู้ปกครองว่า คุณมีเวลาในการดูแลลูกเพียงพอใช่หรือไม่ แน่นอนว่าผู้ปกครองทุกคนต้องตอบใช่แน่นอน  เป็นต้น คนจะเลือกสิ่งที่ทำให้ตัวเองดูดีซึ่งขัดกับข้อมูลสถิติที่เราได้ จากการสำรวจนี้เกิดเป็นคำถามในใจว่า “หรือกลุ่มในโลกออนไลน์ไม่ใช่กลุ่มเป้าหมายของเราจริง ๆ” เช่น พ่อแม่เป็นคนทำแบบสอบถามแต่คนเลี้ยงดูจริง ๆ คือปู่ย่าตายายในต่างจังหวัด สิ่งนี้ทำให้เกิดความคิดว่าต้องลงไปคุยกับกลุ่มเป้าหมายจริงในลักษณะของการทำ Focus group เมื่อลงพื้นที่จริงก็พบสิ่งแวดล้อมที่แตกต่างออกไป

ก่อนลงพื้นที่

  • เลือกพื้นที่ :  คือการสำรวจ Partner ที่เรารู้จัก ซึ่งเป็นคนที่สามารถเชื่อมต่อหรือพาเราไปเจอกลุ่มเป้าหมายได้ พี่แป๋มได้ติดต่อพูดคุยกับ Partner อธิบายโจทย์ให้ฟังและเจาะกลุ่มเป้าหมายที่อยากพูดคุยให้ชัดเจน รวมไปถึงการตกลงค่าตอบแทนซึ่งประโยชน์ที่เขาจะได้รับจากการช่วยเหลือเรา
  • ติดต่อนัดหมายลงพื้นที่ : ควรกำหนดตารางการนัดหมายที่สะดวกกับกลุ่มเป้าหมายให้มากที่สุด เช่น ดูเวลาทำงานของกลุ่มเป้าหมาย เตรียมของฝากติดมือไปผูกมิตร จากนั้นก็เริ่มเล่าถึงเป้าหมายของเราแบบเป็นกันเอง ไม่ต้องเป็นทางการจะช่วยสร้างพื้นที่ปลอดภัยได้มากกว่า

“สังเกตพฤติกรรม ตั้งคำถามกับสิ่งที่เห็นอยู่ตลอด พูดคุยจนเห็นแก่นแท้ของปัญหา”

ระหว่างการลงพื้นที่

  • การสังเกตพฤติกรรม สังเกตสิ่งแวดล้อม จากประสบการณ์พบว่าข้อมูลจากการสังเกตนำมาใช้งานได้มากกว่า มีประโยชน์มากกว่าการถามเนื่องจากบางครั้งคำตอบที่ได้มาก็อาจไม่ตรงกับความเป็นจริงที่เป็นอยู่ ดังนั้นการสังเกตพฤติกรรมและสิ่งแวดล้อมเป็นหลักฐานชัดเจนที่จะบอกได้ว่าเด็กกำลังมีปัญหาพัฒนาการล่าช้าจริงหรือไม่ อย่างไร เช่น การที่เด็ก 2 ขวบ เห็นรถไอติมแล้วกับพูดคุณยายว่า “อื้อ” แทนที่จะพูดออกมาเป็นคำเช่น กินติม กินตอรี่ จากการสังเกตพฤติกรรมจะเห็นว่าเด็กไม่สามารถสื่อสารความต้องการของตนเองได้ ก็อาจประเมินได้ว่าเด็กกำลังมีพัฒนาการล่าช้าด้านการสื่อสาร เป็นต้น 
  • ใช้ชุดคำถามที่ตอบง่ายสอดคล้องกับช่วงวัย เช่น เด็กที่อายุตั้งแต่ 1 ขวบ ให้ตั้งคำถามเกี่ยวกับสิ่งที่เขาสามารถสังเกตได้ สร้างชุดคำถามจากเกณฑ์พัฒนาการเด็ก การตั้งคำถามแบบนี้จะทำให้เขาเริ่มเห็นว่า เขายังไม่รู้ว่าพัฒนาการเด็กแต่ละช่วงวัยจริง ๆ เป็นอย่างไร 
  • การพูดคุยในลักษณะทั่ว ๆ ไป แทนการสัมภาษณ์อย่างเป็นทางการเพราะถ้าเป็น กลุ่มเป้าหมายในชุมชนต่างจังหวัด การใช้คำถามแบบทางการอาจจะไม่ได้ข้อมูลจริงที่เป็นอยู่ เช่น การถามว่าพัฒนาการเด็กคืออะไร เป็นต้น 

2. ค้นหาความต้องการของผู้ใช้

เป็นการสำรวจความต้องการกลุ่มเป้าหมายและผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องโดยพี่แป๋มลงไปพูดคุยกับคน 4 กลุ่ม ได้แก่ ปู่ย่าตายายที่ช่วยลูกเลี้ยงหลาน พ่อแม่ที่เลี้ยงลูกเอง พ่อแม่ที่ฝากปู่ย่าตายายเลี้ยง และเจ้าหน้าที่สาธารณสุข  

ในขั้นตอนนี้อาจจะต้องตรวจสอบให้ดีว่ากลุ่มเป้าหมายไหนเป็นกลุ่มเป้าหมายตัวจริงที่จะต้องใช้แอพลิเคชั่น และเรากำลังหาไอเดียเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของเราเองหรือตอบโจทย์ความต้องการของผู้ใช้จริงกันแน่ 

 ตัวอย่างการสำรวจข้อมูลจากผู้ได้รับผลกระทบ (User Journey)

ผู้ได้รับผลกระทบ คือ ปู่ย่าตายายที่ช่วยลูกเลี้ยงหลาน พบว่า หน้าที่หลักของปู่ย่าตายายคือดูแลชีวิตประจำวันของหลานให้ดีที่สุด พฤติกรรมที่พบ เช่น ปู่ย่าตายายเปิด YouTube ให้หลานดู เพราะมีความเชื่อว่าหลานจะเก่งและฉลาดเมื่อได้ดู YouTube หรือจะเป็นการพาหลานไปหาหมอตามนัด ซึ่งพฤติกรรมเหล่านี้เกิดจากความหวังดีอยากให้หลานโตมาฉลาดและแข็งแรง และจะได้มีข้อมูลไปคุยกับลูกว่าตนเองดูแลหลานได้เป็นอย่างดี เกิดความภาคภูมิใจที่ได้ดูแลหลานเพื่อให้ลูกได้มีเวลาทำงานอย่างเต็มที่รู้สึกเป็นพ่อแม่ที่มีความหมาย 

ดังนั้นสิ่งที่กลุ่มเป้าหมายกลุ่มนี้อยากได้คือ คลิปวิดิโอให้ข้อมูลการเลี้ยงดู การแจ้งเตือนวันหมอนัดผ่านทางไลน์ ตารางการติดตามพัฒนาการผ่านโทรศัพท์มือถือ เป็นต้น ซึ่งจากข้อมูลตรงนี้ทำให้เห็นเลยว่าพวกเขาไม่ได้ต้องการแอปพลิเคชันแบบที่พี่แป๋มคิดไว้ตั้งแต่ตอนแรกแต่เป็นอะไรที่ง่ายกว่านั้น

จากการสำรวจข้อมูลทำให้ได้เห็นว่ากลุ่มเป้าหมายต้องการอะไรอย่างแท้จริงซึ่งเป็นองค์ประกอบที่สำคัญในการขึ้นไอเดียแก้ปัญหาสังคม จากเดิมที่เราอาจจะมีความเข้าใจจากการศึกษา Case Study จากต่างประเทศทำให้เรามีไอเดียจากข้อมูลที่เราศึกษา แต่การสำรวจข้อมูลจากผู้ได้รับผลกระทบทำให้เราได้เห็นเลยว่าอะไรบ้างที่ทำได้จริง อะไรที่ควรปรับเพื่อให้ตอบโจทย์กลุ่มเป้าหมายมากที่สุด

3.วิเคราะห์ข้อมูล การจัดประเภทและการเก็บข้อมูลระหว่างการสำรวจเพื่อนำไปวิเคราะห์

หลังลงพื้นที่

การลงพื้นที่ทำให้เราได้ข้อมูลที่ Insight มากขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อลองสรุปข้อมูลหลังจากการลงพื้นที่ทำให้พี่แป๋มสรุปสาเหตุว่าทำไมภาวะพัฒนาการล่าช้าถึงเกิดขึ้นกับเด็กไทยจำนวนมาก ได้ว่า

  • ความไม่รู้ : พัฒนาการแต่ละด้านมีความละเอียดมากซึ่งบางครั้งพ่อแม่ผู้ปกครองก็ไม่รู้ เช่น พัฒนาการด้านภาษามีก่อนที่เด็กจะเริ่มพูด 2-4 เดือน เป็นช่วงที่พัฒนาการด้านภาษาจะเกิดขึ้นได้ตามวัยหากรู้วิธีในการดูแล แต่เมื่อไม่รู้ก็ทำให้พลาดช่วงเวลาที่สำคัญในการกระตุ้นพัฒนาการให้สมวัยของเด็กไปได้
  • ความเชื่อ : มีความเชื่อบางอย่างที่อาจส่งผลให้เกิดความเข้าใจผิด เช่น  เชื่อว่าเด็กพูดช้าเป็นเด็กฉลาด เด็กฉลาดคือเด็กที่นับเลขได้ท่องตัวหนังสือได้ ความเชื่อเหล่านี้ทำให้ผู้ปกครองพลาดช่วงเวลาสำคัญในการกระตุ้นพัฒนาการไปเช่นเดียวกัน 
  • ความหวังดี : ปัจจุบันผู้ปกครองพึ่งพาโทรศัพท์มือถือเยอะมาก มีความหวังดีอยากส่งเสริมให้ลูกใช้เทคโนโลยีได้ จนไม่รู้ว่าพัฒนาการภาษาแต่ละช่วงวัยคืออะไรบ้าง

อย่างไรก็ตามกลุ่มเป้าหมายกลุ่มนี้คือกลุ่มที่ต้องการเปลี่ยนแปลงและเลี้ยงลูกให้ดียิ่งขึ้น ส่งผลให้มีแนวโน้มที่ปัญหาจะถูกแก้ไขได้จริงและตรงจุดมากกว่ากลุ่มคนที่ไม่ได้เห็นความสำคัญหรือต้องการเปลี่ยนแปลง 

ในสถานการณ์จริงเราไม่สามารถแก้ไขความเชื่อหรือไปบอกเขาว่าควรทำอะไร บางประเด็นไม่จำเป็นต้องแก้ถ้าไม่ได้ส่งผลเสีย ประเด็นเรื่องความหวังดีเป็นเรื่องของวิธีการและความเข้าใจ เราสามารถนำมาปรับได้โดยการเพิ่มข้อมูลและความเข้าใจให้กลุ่มเป้าหมายแต่ไม่จำเป็นต้องไปหักลบหรือบอกว่าสิ่งที่เขาทำเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง

4.ตรวจสอบเป้าหมาย ปัญหาซับซ้อนต้องตั้งเป้าให้ชัดเจน แก้ปัญหาไปทีละเรื่องแก้เรื่องที่ทำได้ก่อน

“โฟกัสกลุ่มเป้าหมายที่แท้จริง เราช่วยทุกคนไม่ได้ เพราะบางคนมีปัญหาอื่น ๆ ที่ซับซ้อนกว่า”

ข้อควรระวังเมื่อเราต้องเจอกับข้อมูลและปัจจัยมากมายจนเกิดความฟุ้งกระจายทางความคิด ให้กลับมาที่โจทย์ว่าเราต้องการอะไร เราจะพบเส้นที่ขีดแบ่งระหว่างข้อมูลที่จำเป็นและไม่จำเป็น นอกจากนั้นต้องไม่ลืมว่ากลุ่มเป้าหมายของเราคือใครกันแน่ บางครั้งในปัญหาก็มีผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องจำนวนมากอาจทำให้เราเกิดความสับสนได้ง่าย ต้องกลับมาเช็คเป็นระยะเพื่อให้แน่ใจว่าเรากำลังโฟกัสถูกกลุ่มถูกคนจริง ๆ

5.ออกแบบไอเดียเพื่อทดลองต้นแบบ ทำได้จริง เริ่มได้เร็ว มุ่งที่ผลลัพธ์

เมื่อเข้าใจและกำหนดปัญหาได้ชัดเจนก็นำไปสู่การออกแบบไอเดียเพื่อนำไปพัฒนาเป็นต้นแบบ จากการลงพื้นที่ทำความเข้าใจปัญหาของกลุ่มเป้าหมายและนำข้อมูลมาวิเคราะห์ พบว่า ผู้ปกครองต้องการความมั่นใจในการเลี้ยงดูบุตรหลานให้มีสุขภาพแข็งแรง ฉลาด มีพัฒนาการสมวัย 

โดยพี่แป๋มตั้งสมมติฐานในการทดลองต้นแบบว่า ถ้าผู้ปกครองสามารถ เข้าถึง ความรู้และ ข้อมูลที่น่าเชื่อถือ เรื่องพัฒนาการได้ จะทำให้ผู้ปกครองมีความมั่นใจในการเลี้ยงดูและสามารถติดตามพัฒนาการของเด็กแต่ละช่วงวัยได้อย่างถูกต้อง ส่งผลให้เด็กมีสุขภาพแข็งแรง มีพัฒนาการสมวัย

จึงสรุปเป็นไอเดียต้นแบบ ( Idea to prototype) มีลักษณะดังนี้ 

  • สร้างช่องทางการสื่อสารที่ผู้ปกครองสามารถเข้าถึงความรู้เกี่ยวกับพัฒนาการและความสำคัญของการติดตามพัฒนาการเด็กในแต่ละช่วงวัย
  • จัดหมวดหมู่ของเนื้อหาที่ต้องการนำเสนอให้เหมาะสมกับความต้องการในแต่ละช่วงวัยของเด็กเพื่อลดปัญหาการจัดการข้อมูลที่มากเกินไป
  • ออกแบบรูปแบบการนำเสนอบริการที่เหมาะสมกับพฤติกรรมของกลุ่มเป้าหมาย
  • เลือกช่องทางในการสื่อสารระหว่างบริการกับกลุ่มเป้าหมาย เช่น การสื่อสารผ่านทาง LINE Facebook Youtube เนื่องจากเป็นช่องทางที่กลุ่มเป้าหมายเลือกใช้เป็นประจำและมีความคุ้นชินเป็นอย่างดี
  • สร้างการมีส่วนร่วมและทำงานร่วมกับเจ้าหน้าที่อาสาสมัครสาธารณสุขในพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรมเพื่อสร้างความไว้วางใจและพัฒนาความเชื่อมั่น

ทดสอบไอเดียผ่าน MVP 

ลูกทำได้เริ่มออกแบบไอเดียต้นแบบเพื่อทดลองแก้ปัญหาผ่าน MVP (Minimum Viable Product คือ การสร้างฟีเจอร์น้อยที่สุดเพื่อทดสอบตลาด) พร้อมกับพัฒนาต้นแบบจากปัญหาที่พบระหว่างการทดสอบ ปัจจุบันลูกทำได้พัฒนา MVP 3 Stage อย่างต่อเนื่อง ทำให้ได้เรียนรู้และค้นพบสิ่งใหม่ ๆ ที่ช่วยให้เข้าใจผู้ใช้มากขึ้น

• MVP Stage 1 ทำแอพลิเคชั่นจากความเชื่อของตนเอง

ถึงแม้ว่าจะสามารถระบุปัญหาของเราได้ชัดเจนแล้ว สุดท้ายพี่แป๋มก็ยังอยากลองทำแอพลิเคชั่นดูสักครั้ง และพบว่า เราไม่ควรไปเปลี่ยนพฤติกรรมผู้ใช้ ในกรณีนี้คือพยายามให้เขามาใช้แอพลิเคชั่น จึงถอยกลับมาตั้งหลักและทบทวนสิ่งที่ได้จากการลงพื้นที่ เช่น กลุ่มเป้าหมายใช้ Facebook /Youtube /Line ใช่หรือไม่ ต่อมาดูสิ่งที่แต่ละแอพลิเคชั่นทำได้ มันมีการใช้งานอย่างไร มีฟังก์ชั่นอะไร ทำอะไรได้บ้างหลังจากนั้นค่อยเอามาปรับให้เหมาะสมกับตัวไอเดียของเรา

• MVP Stage 2 LINE Official Account กับการแก้ปัญหา

จากผลทดสอบ MVP Stage 1 พบว่า LINE Official Account  ตอบโจทย์กับพฤติกรรมของกลุ่มเป้าหมายได้มากกว่า พร้อมทั้งมีฟังก์ชั่นมากมายที่รองรับ แต่พี่แป๋มตั้งใจอยากใส่ข้อมูลที่มีทั้งหมดโดยที่ไม่รู้ว่ากลุ่มเป้าหมายจะใช้งานได้หรือไม่ อย่างไร สุดท้ายก็เจอปัญหาเรื่องที่ตัวหนังสือเยอะมากไปและมีขนาดเล็กส่งผลให้อ่านได้ไม่ชัดเจนและมีฟังก์ชั่นมากเกินจนสร้างความสับสน   

สุดท้ายต้องกลับมาตั้งคำถามว่าทำไมกลุ่มเป้าหมายของเราถึงชอบใช้ไลน์ พบว่า ความโดดเด่นของการใช้ไลน์คือมันช่วยให้เกิดปฏิสัมพันธ์ส่งผลให้เกิดการปรับเปลี่ยนรูปแบบเพื่อให้เกิดการปฏิสัมพันธ์กันนั่นเอง นี้จึงเป็นจุดสำคัญที่เก็บไว้ในการพัฒนางานต่อโดยมีการถามคำถามสั้น ๆ แล้วให้กลุ่มเป้าหมายกดตอบกลับมา 

• MVP Stage 3 LINE Official Account กับการแก้ปัญหา ที่ออกแบบให้ใช้งานง่ายมากขึ้น

พี่แป๋มมีการทดลองใช้และปรับการขอข้อมูลจากกลุ่มเป้าหมายเป็นการสร้างบทสนทนาที่ไม่ซับซ้อนและทุกคำถามจะต้องนำมาซึ่งข้อมูลที่ใช้ประโยชน์ได้จริง การสอบถามและเก็บเฉพาะข้อมูลที่สำคัญมีความจำเป็นมากต่อการนำไปพัฒนา จากการปรับรูปแบบมีการใช้ภาพและสีมากยิ่งขึ้น ทั้งนี้การทดสอบกับคนรอบตัวต้องคิดเสมอว่าเขาใช่กลุ่มเป้าหมายเราหรือไม่ เพราะถ้าทดสอบกับกลุ่มเป้าหมายที่ต่างกัน ก็จะทำให้ข้อมูลเหล่านั้นไม่สามารถนำไปพัฒนางานต่อได้

จากประสบการณ์ในการออกแบบไอเดียต้นแบบเพื่อทดลองแก้ปัญหาผ่าน MVP 3 Stages ของลูกทำได้ทำให้เห็นว่าการสังเกตพฤติกรรมของกลุ่มเป้าหมายอย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอเป็นสิ่งสำคัญต่อการพัฒนาไอเดีย ทำให้เราสามารถกำหนดวิธีแก้ปัญหาอย่างมีที่มาที่ไปและตอบโจทย์กลุ่มเป้าหมาย ในขณะเดียวกันอาจมีปัจจัยมากมายที่เข้ามาทำให้โจทย์ของเราเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ หากเราสามารถทำความเข้าใจและวิเคราะห์ “User Journey” ของกลุ่มเป้าหมายได้อย่างถูกต้อง ถือเป็นจุดแข็งที่ดีในการเริ่มพัฒนาไอเดียต้นแบบให้สามารถบรรลุเป้าหมายที่เราตั้งใจไว้

การติดตาม  การแจ้งเตือน การเติมเต็ม

ลูกทำได้ กำลังพัฒนาเพื่อเป็นบริการปรึกษาเกี่ยวกับพัฒนาการทุกด้านของเด็กตั้งแต่ช่วงวัยแรกเกิดถึงสามขวบผ่านกระบวนการติดตามแจ้งเตือนและเติมเต็ม

ขณะนี้กำลังทดสอบการทำงานของบริการลูกทำได้ ผ่านLine OA โดยผู้ปกครองในกลุ่มทดลองจะลงทะเบียนแจ้งวันเกิดปีเกิดและลักษณะการคลอด พอถึงช่วงวัยพัฒนาการสำคัญของเด็ก ลูกทำได้จะส่งข้อความรายละเอียดของพัฒนาการพร้อมรูปภาพหรือคลิปวิดีโอเพื่อให้ผู้ปกครองได้ทำความเข้าใจและสังเกตพัฒนาการของบุตรหลาน มีการเปรียบเทียบกับค่าเฉลี่ยมาตรฐานของพัฒนาการเด็กโดยทั่วไป เมื่อทำการสังเกตและบันทึกพัฒนาการทุกด้านของเด็ก ถ้ามีสัญญาณของพัฒนาการเสี่ยงล่าช้า ลูกทำได้จะส่งข้อความเพื่อแจ้งเตือนให้ผู้ปกครองรีบทำการกระตุ้นพัฒนาการโดยไม่ต้องรอ โดยจัดการกระตุ้นพัฒนาการด้วยกิจกรรมที่ลูกทำได้แนะนำให้อย่างเหมาะสมกับความต้องการและช่วงวัยของเด็ก 

ใส่ความเห็น

เข้าสู่ระบบ

Or fill the form below