knowledge

6 แนวทางช่วยค้นหางานในฝันที่ทำแล้วมีความสุข

11 กันยายน 2016


เมื่อถามถึงงานในฝัน เชื่อว่าทุกคนคงจะมีอยู่ในใจใช่ไหมคะ แต่ความขัดแย้งก็มักจะเกิด เมื่อเราต้องเลือกระหว่าง ‘เงิน’ กับ ‘แรงบันดาลใจ’ แต่จริงๆแล้วนอกจาก 2 ปัจจัยนี้ก็ยังมีอย่างอื่นที่เกี่ยวข้องด้วย…

80000hours องค์กรที่ตั้งโดย Ben และ Will นักศึกษา Oxford ที่หาคำตอบให้ตัวเองว่าจะทำงานอะไรดี? เมื่อพวกเขาไม่ได้คำตอบที่ต้องการเลยลงมือทำงานวิจัยเกี่ยวกับงานในฝัน และต่อยอดเป็น Online Career Guide ให้คำปรึกษากับคนที่กำลังมองหาอาชีพที่มีความหมาย ทำให้ตัวเองมีความสุข และได้ฝากอะไรดีๆบนโลกนี้ งานวิจัยของ 80000hours บอกพวกเราว่า งานในฝันประกอบด้วย 6 อย่าง ได้แก่

1. Work that’s engaging

ไม่มีใครอยากทำงานที่รู้สึกว่าตัวเองเป็นเพียงฟันเฟืองเล็กๆ ที่จะมีอยู่หรือหลุดไป บริษัทก็ไม่ได้แคร์ ไม่ได้สนใจ จากงานวิจัยเรื่อง job characteristics model บอกว่า ความพึงพอใจในงานแปรผันตรงกับการมีส่วนร่วมกับงาน 5 เรื่องด้วยกัน ได้แก่ งานมีความหลากหลาย, คนทำงานรู้สึกมีส่วนในความสำเร็จ ,ได้รับ Feedback จากงานที่ทำ, มีอำนาจตัดสินใจ และคนทำรู้สึกมีส่วนสนับสนุนให้งานเกิดขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับ The most recent meta-analysis อ้างอิงจาก 259 งานวิจัย สรุปว่าการที่คนหนึ่งๆ จะชอบงานที่ทำหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับเขามองว่าตัวเองมีส่วนร่วมในงานที่ทำมากน้อยแค่ไหน ซึ่งการทำให้คนรู้สึกมีส่วนร่วมในงานก็เกิดจาก 4 ปัจจัยหลักๆ คือ

  • Freedom มีอิสระในการตัดสินใจว่าจะทำงานอย่างไร ไม่ปิดกั้นความคิด
  • Clear Task ขอบเขตหน้าที่ชัดเจน ว่างานจะเริ่มต้นจากจุดไหนและสิ้นสุดตรงไหน
  • Variety ตัวงานมีความหลากหลาย ไม่ซ้ำซาก จำเจ
  • Feedback รู้ว่าผลงานที่เราทำดีหรือไม่ดี และจะปรับปรุงให้ดีขึ้นได้ยังไง

2. Work that helps others

งานที่ใช่คืองานที่คนทำรู้สึกว่าตัวเองมีค่าไม่ใช่แค่เครื่องจักร จากการสำรวจ The most recent meta-analysis พบว่า 90% ของคนที่รู้สึกว่าได้มีส่วนร่วมกับงาน แต่ก็ยังไม่ค่อยมีความสุข เพราะงานที่ทำไม่ช่วยเพิ่มคุณค่าของตัวเองเลย โดยจากการสอบถามพบว่างานที่ทำให้คนทำรู้สึกมีความหมายคือ งานที่ได้ช่วยคนอื่น ตัวเลขจากงานวิจัยหลายแห่งแสดงให้เห็นว่าคนที่ทำงานอาสาจะมีอัตราซึมเศร้าน้อยและสุขภาพดีกว่า นอกจากนั้นถ้าเอาตัวเลขความพึงพอใจในชีวิตของคนที่ชอบบริจาคเพื่อการกุศลมาเปรียบเทียบกับกลุ่มคนที่รายได้เยอะกว่า พบว่าคนกลุ่มแรกมีความสุขมากกว่า

การได้ทำงานช่วยเหลือคนอื่นสอดคล้องกับทฤษฎี PERMA ของ ดร. Seligman ที่พูดถึงปัจจัย 5 ของชีวิตแสนสุข ได้แก่

  • Positive emotions อารมณ์ดีมีความสุขในชีวิตประจำวัน
  • Engagement เมื่อเรามีส่วนร่วมกับงานที่ทำ เราจะตั้งใจทำมากเป็นพิเศษ จะรู้สึกท้าทาย และเห็นว่ามีเป้าหมายที่รอเราอยู่อีกมากมาย
  • Meaning ชีวิตมีความหมาย มีคุณค่า รู้ว่าอยู่ไปทำไม?
  • Relationships มีความสัมพันธ์ที่ดีกับคนรอบตัว มีครอบครัว มีเพื่อน มีคนรักที่ดี ไม่รู้สึกโดดเดี่ยวบนโลกนี้
  • Accomplishment มีความเก่งที่เชี่ยวชาญเฉพาะตัว บอกคนอื่นได้เต็มปากเต็มคำว่าฉันเก่งสิ่งนี้

3. Work you’re good at

เมื่อเราทำงานได้ดี ก็จะได้ลิ้มรสชาติแห่งความสำเร็จ เราจะฟินตามข้อ Accomplishment ตามหลัก PERMA และไม่ใช่แค่นั้น เมื่อเราเก่งเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ทำให้เรามีอำนาจต่อรอง เป็นคนได้เลือกมากกว่าถูกเลือก เลือกงานที่อยากทำ และงานที่มีความหมายกับเราพร้อมกับได้รับค่าตอบแทนสมเหตุสมผล 

คนที่รู้ความถนัดของตนเอง แต่ไม่ได้ใช้ความสามารถนั้นมาสนับสนุนงานที่ทำอยู่ได้ จะเกิดเป็นความเครียด จาก The most recent meta-analysis วิเคราะห์ 2,460 คนที่ ‘งาน’ กับ ‘ทักษะ’ ไม่ตรงกัน พบว่าอัตราความเครียดสูงปรี๊ดพร้อมจะระเบิดได้ตลอดเวลา เพราะฉะนั้นแค่ชอบอย่างเดียวไม่พอ แต่งานนั้นควรจะสอดคล้องกับทักษะที่เรามี หรือพอจะเห็นศักยภาพของตัวเองที่จะพัฒนาทักษะนั้นให้ดีขึ้นได้

4. Work with supportive colleagues

ถ้ามีหัวหน้าแย่ เพื่อนร่วมงานขี้เมาท์ ต่อให้งานดีมีความหมาย เราก็คงเบื่อหน่ายได้ง่ายๆ แต่จะให้เราหางานที่มีเพื่อนร่วมงานดีๆ สนิทสนมกันหมดนั้นก็คงไม่ใช่เรื่องง่ายเลย ซึ่งจากงานวิจัยบอกว่าเราไม่ต้องสนิทกับเพื่อนร่วมงานทุกคนหรอก แค่มีสักคนที่เราขอความช่วยเหลือแล้วเขายื่นมือมาช่วยยามเรามีปัญหาแค่นี้ก็เพียงพอที่จะทำให้เราทำงานแบบมีความสุขขึ้นแล้ว The most recent meta-analysis บอกว่า ‘ความสัมพันธ์’ เป็นสิ่งที่ส่งผลต่อความสุขในการทำงานลำดับต้นๆ ดังนั้นก่อนเริ่มทำงาน ก็อาจลองพิจารณาเรื่องวัฒนธรรมองค์กรนั้นดูว่ามีความสอดคล้องกับแนวคิดของเราหรือไม่? และการอยู่ที่นี่จะช่วยให้เราสร้างมิตรได้หรือไม่? 

5. Work that meets your basic needs

งานที่ดีต้องตอบโจทย์ปัจจัย 4 ได้ด้วย

  • เวลาทำงานเหมาะสม : งานที่กินเวลาชีวิตเยอะเกินไป จะทำให้เราจัดการชีวิตไม่ได้ แม้จะสำเร็จในงานแต่เป้าหมายอื่นในชีวิตอาจล้มเหลวได้ ทั้งครอบครัว หรือสุขภาพ The British Household Panel สอบถามคนกว่า 10,000 คนและพบว่าเวลาทำงานที่ยาวนานเกินไปทำให้คนพึงพอใจในงานลดลง
  • ปลอดภัย : ความไม่ปลอดภัยในงานจะบ่มเพาะความเครียด ทำให้คนทำงานรู้สึกไม่มั่นใจและไม่มั่นคงในชีวิต จากการสุ่มสำรวจกลุ่มตัวอย่าง 28,885 คนพบว่าความเครียดส่งผลลบต่อจิตใจคนทำงาน
  • การเดินทางมาทำงาน : การใช้เวลาเดินทางเยอะทำให้เสียพลังงานชีวิต และทำงานได้ไม่ลื่นไหล UK Office for National Statistics ได้ทำแบบทดสอบกับกลุ่มตัวอย่าง 60,200 คน และพบว่าการใช้เวลาเดินทางมาที่ทำงานตั้งแต่ 61- 90 นาทีขึ้นไป ทำให้ความพึงพอใจของคนทำงานต่ำลง
  • ค่าตอบแทนสมเหตุสมผล : ทำงานหนักเท่ากัน ใช้ความสามารถเดียวกัน แต่กลับได้ค่าตอบแทนน้อยกว่าเป็นเรื่องที่บั่นทอนจิตใจคนทำงาน คนทำงานจะรู้สึกว่าถูกเอาเปรียบตลอดเวลา มีงานวิจัยสำรวจพบว่าคนจะรู้สึกแย่ต่องานที่ทำ เมื่อรู้ว่าเพื่อนที่ทำงานวงการเดียวกันได้เงินเยอะกว่า

6. Work that fits with the rest of your life

เราไม่จำเป็นต้องทำงานที่ตอบโจทย์ทั้ง 5 ข้อข้างบนเสมอไป งานที่ทำอยู่อาจเติมเต็มเราได้ส่วนหนึ่ง ขณะเดียวกันเราก็สามารถหางานอดิเรกที่เติมเต็มส่วนอื่นในชีวิตแทนได้ เช่น การเป็นอาสาสมัคร หรือเข้าเวิร์คช็อปที่สร้างมิตรภาพนอกที่ทำงาน อย่างอัลเบิร์ต ไอสไตน์ เองก็เคยทำงานเป็นคนรับจดสิทธิบัตรมาก่อน ซึ่งไม่ได้เติมเต็มชีวิตเขา 100% แต่ต่อมาก็ทำให้เขาได้ไอเดียกลายเป็นนักประดิษฐ์เอง ซึ่งเขาคงคิดไม่ได้ถ้ามัวแต่นั่งทำงานอยู่ในห้อง

อ่านจบ 6 ข้อ ถ้าใครได้ทำงานในฝันและมีความสุขดีอยู่แล้ว ก็ถือว่าโชคดีสุดๆ และอย่าปล่อยมือจากงานนั้นไปนะคะ! แต่ความจริงก็คือ ปัจจัยและข้อจำกัดในชีวิตของคนเรามีไม่เหมือนกัน ดังนั้นยังมีใครอีกหลายคนที่ไม่สามารถเลือกทำงานที่ตัวเองฝันได้ ซึ่งเราก็อาจจะไม่ได้มีความสุขในการทำงานทุกๆ วัน แต่ขอเพียงเราไม่ลืมว่า เรากำลังทำอะไร และทำไปเพื่ออะไรก็พอ 🙂 


อ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ : Job satisfaction research – 80000hours.org

id old content:
506
0

ใส่ความเห็น

เข้าสู่ระบบ

Or fill the form below