knowledge

5 สิ่งสำคัญเบื้องหลังห้องเรียนที่สอนให้เด็กหูหนวกพูดได้ !

6 กุมภาพันธ์ 2016


เราชอบว่ายน้ำ แต่เกือบทุกครั้งที่ขึ้นจากน้ำก็จะหูอื้อจนน่ารำคาญ บางทีเป็นอยู่ครึ่งค่อนวัน ทำให้เราฟังอะไรไม่ค่อยชัด ใครถามอะไรก็ตอบแบบงงๆ ไม่ค่อยตรงคำถามเท่าไหร่….ปีนี้เรายังไม่มีเวลาไปว่ายน้ำเลยไม่ต้องรับมือกับอาการหูอื้อ แต่น้องๆ หูหนวกที่โรงเรียนกาญจนาภิเษกสมโภชในพระราชูปถัมภ์ ทำให้เรานึกถึงอาการหูอื้อขึ้นมาอีกครั้ง

ก่อนเราจะเข้าไปสังเกตห้องเรียนของน้องๆ เราก็แอบตั้งคำถามในใจว่า ชีวิตปกติประจำวันที่ไม่ได้ยินเสียงอะไรเลยจะเงียบเหงามั้ย? แล้วห้องเรียนแบบไร้เสียงจะสนุกได้ยังไงกัน? เอาจริงๆ แค่เราได้ยินไม่ชัดแบบชั่วคราว เรายังมีอุปสรรคในการสื่อสารเลย แล้วคุณครูสื่อสารกับน้องๆ ที่ไม่ได้ยินได้ยังไง สอนน้องๆ ด้วยวิธีไหน? และที่ทำให้เราประหลาดใจที่สุดคือโรงเรียนนี้ไม่ใช้ ‘ภาษามือ’ ในการสื่อสารเหมือนที่อื่น แต่กลับสอนให้เด็กหูหนวก ‘พูด’ ได้ !

คุณครูศิริพร เพชรเจริญ เล่าว่า ก่อนจะตั้งโรงเรียนนี้ขึ้นมา วิธีการสอนให้เด็กหูหนวกพูดได้ถูกทดลองใช้ที่ศูนย์การศึกษาเด็กพิเศษ คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฎสวนดุสิตมาก่อน พอวิธีการสอนแบบนี้ได้ผล เด็กหูหนวกที่เข้าโครงการสามารถฟังได้-พูดได้ และเข้าเรียนต่อระดับมหาวิยาลัยได้ จึงขยับขยายจากห้องเรียนทดลอง มาเปิดโรงเรียนกาญจนาภิเษกสมโภชในพระราชูปถัมภ์

เด็กหูหนวกโรงเรียนนี้ใช้ภาษามือไม่ได้เลย ตอนแรกเราก็สงสัยว่าทำไมโรงเรียนไม่สอนภาษามือควบคู่กับภาษาพูดล่ะ จะได้เป็นเด็กหูหนวกสองภาษาคงเท่ไม่เบา แต่พอคุยกับคุณครูศิริพรเท่านั้นแหละ เราเข้าใจเลย คือภาษามือมันง่ายกว่าการพูดเยอะ ถ้าสอนภาษามือ เด็กยกไม้ยกมือคุยกันเองได้ เขาก็หมดแรงจูงใจที่จะพูดแล้ว แต่ถ้าพูดได้แล้วค่อยไปเรียนภาษามือทีหลังก็ยังไม่สาย ซึ่งวิธีการสอนเด็กหูหนวกให้พูดมีข้อจำกัดอยู่หนึ่งข้อ คือเด็กที่จะเข้าเรียนต้องไม่ใช่เด็กหูหนวกสนิท อาจใช้เครื่องช่วยฟังและต้องได้ยินเสียงบ้าง ส่วนกลุ่มเด็กหูหนวกสนิทจะไม่สามารถทำได้ เพราะการพูดนั้นต้องอาศัยทักษะการฟังเสียงก่อน

ครูศิริพร พาเราเข้าห้องเรียนไปทักทายน้องๆ เข้าห้องนู้น ออกห้องนี้ ตระเวนสังเกตการณ์จนเกือบครบทุกห้อง เราเพิ่งเคยมาเยี่ยมห้องเรียนเด็กหูหนวกเป็นครั้งแรก ใจมันก็ตื่นเต้น อยากรู้อยากเห็นเป็นธรรมดา แล้วเราก็พบว่าห้องเรียนของเด็กหูหนวกเท่าที่สังเกต จะมีตัวช่วยเสริม 5 อย่าง พูดแบบไม่เกินจริงเลยว่า 5 อย่างนี้ถือเป็นหัวใจของห้องเรียนเลยทีเดียว

1. เครื่องช่วยฟัง : พระเอกเลยนะชิ้นนี้ ขาดไม่ได้จริงๆ เครื่องช่วยฟังเป็นอุปกรณ์ที่ทำหน้าที่ขยายเสียงให้น้องๆ ได้ยินเสียงชัดเจนขึ้น ถ้าไม่มีเครื่องนี้ทุกอย่างจบ เพราะน้องจะไม่ได้ยินเสียง ฝึกฟังไม่ได้ พอฝึกฟังไม่ได้ก็ฝึกพูดไม่ได้ แต่เด็กบางคนก็ไม่มีเครื่องช่วยฟังใส่ค่ะ เพราะเครื่องช่วยฟังนี่ราคาแพงเอาเรื่องอยู่ แบบฟังก์ชันพื้นฐานก็ตกข้างละ 13,000 บาท ผู้ปกครองที่ไม่มีเงินก็ต้องรอเบิกกับรัฐ เมื่อก่อนเบิกได้ 2 ข้าง แต่ตอนนี้เบิกได้แค่ทีละข้าง เด็กบางคนจบ ป.6 แล้วยังไม่ได้เครื่องช่วยฟังอีกข้างก็มี ทำได้แค่รอ รอ และก็รอต่อไป

ปัญหาเรื่องเครื่องช่วยฟังนี่เล่ากันเป็นวันๆ ก็ไม่จบหรอก เพราะของที่รัฐแจกก็อย่างที่บอกว่าเป็นรุ่นพื้นฐานสุดๆ เสียงรบกวนจะเยอะหน่อย เด็กหลายคนจะรำคาญไม่อยากใส่ หรือตอนที่เด็กออกไปทัศนศึกษา ใส่เครื่องช่วยฟังแล้วจะรู้สึกอาย โดนเพื่อนโรงเรียนอื่นล้อ เด็กก็ถอดทิ้งถังขยะไปเลย คุณครูกับเพื่อนต้องช่วยกันคุ้ยถังขยะจนเจอ ราคาข้างนึงไม่ใช่ถูกๆ หรือบางทีเรียนๆ อยู่หูฟังเกิดแบตหมด ก็ต้องรอทำเรื่องเบิกกันวุ่นวาย เรียกว่าจับเด็กหูหนวกใส่เครื่องช่วยฟัง นี่เหมือนจับปูใส่กระด้งไม่มีผิดเลยค่ะ

 

2. เครื่อง FM : เป็นอุปกรณ์ขยายเสียงของคุณครูให้เด็กๆ ได้ยิน อุปกรณ์ตัวนี้จะตัดเสียงรบกวนรอบๆ ให้เหลือแต่เสียงครูชัดแจ๋ว เครื่องFM จึงมีเครื่องแม่ให้คุณครูใส่ และเครื่องลูกไว้สำหรับเด็กๆ ซึ่งวิธีการใช้ก็ไม่ยุ่งยากอะไร แค่ปรับจูนช่องสัญญาณระหว่างเครื่องแม่กับเครื่องลูกให้อยู่ช่องเดียวกันก็เป็นอันใช้ได้ โดยเครื่อง FM นี่สามารถส่งสัญญาณได้ไกลเท่าความสูงตึก 3 ชั้นเลยค่ะ คุณครูใช้เครื่องนี้เรียกเด็กๆ ลงมาเข้าแถวที่เสาธงได้สบายๆ

เครื่อง FM ที่สั่งซื้อจากต่างประเทศนี่เห็นเครื่องเล็กๆ แต่ราคาไม่ใช่เล่นๆ (อีกแล้ว) ชุดหนึ่งตกเกือบหนึ่งล้านบาท นี่ยังไม่รวมค่าดูแลรักษา จะซื้อหลายชุดโรงเรียนก็มีงบไม่พอ ทาง Nectec จึงพัฒนาเครื่อง FM ฝีมือคนไทยให้โรงเรียนใช้แทน

3. เครื่องอ่านปาก : ตอนที่เราไป อุปกรณ์ตัวนี้เสียกำลังรอซ่อมอยู่ ซึ่งเครื่องอ่านปากนี้จะฉายภาพปากของครูผู้สอนบนโปรเจคเตอร์ เด็กๆ ที่ได้ยินไม่ชัดจะได้อ่านปากคุณครูช่วยอีกทางหนึ่ง ตอนนี้ไม่มีเทคโนโลยีช่วย คุณครูก็แก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า พูดช้าๆ ชัดๆ เด็กจะได้อ่านปากจริงๆ ของครูได้ทัน


4. มุมฝึกพูด : มุมกระจกบานใหญ่หลังห้องเรียนไม่ได้มีไว้ให้เด็กเสริมสวย ปะแป้งทาปากกันนะคะ แต่มุมนี้ไว้ฝึกพูด ซึ่งวิธีการฝึกพูด คุณครูก็จะให้เด็กมานั่งหน้ากระจกเป็นรายคน และอ้าปากพูดให้เด็กดู เด็กจะเห็นลักษณะการขยับปากของครูบนกระจก เช่น เวลาพูดตัว ร เรือ ลิ้นครูจะแตะอยู่ที่ด้านหลังฟันหน้า ปากอ้าเล็กน้อย เด็กก็ขยับปากตามคุณครูและออกเสียง

5. คุณครู  : ครูที่นี่ต้องมีความอดทนและเข้าใจในตัวเด็กสูงมากๆ แต่คุณครูจะต้องไม่สงสารเด็ก เพราะถ้าเริ่มสงสารครูจะไม่เชื่อว่าเขาทำทุกอย่างได้เหมือนเด็กปกติ และครูจะดูแลเขาแบบเด็กที่อ่อนแอ แล้วก็จะสอนเด็กไม่ได้ดี ดังนั้นครูจะไม่สงสาร แต่จะใช้ความเข้าใจและความอดทนในการดูแลเด็กๆ เช่น ดนตรีกับเด็กหูหนวกเหมือนเส้นขนานที่ไม่น่าจะบรรจบกันได้ แต่เด็กหูหนวกก็อยากเล่นดนตรีแบบคนอื่นบ้าง ครูก็เลยขออังกะลุงจากกระทรวงการศึกษา ทำแผ่นโน้ตชาร์ตตัวโตๆ ให้เด็กรู้ว่าจะเขย่ายังไง และให้เพื่อนหัวหน้าวงทำหน้าที่กำกับจังหวะด้วยการใช้ไม้ชี้ตัวโน้ต เพื่อนหูหนวกคนอื่นๆ ก็เขย่าอังกะลุงเป็นจังหวะตามที่หัวหน้าชี้ แต่นี่ไม่ใช่วงสมัครเล่นนะคะขอบอก เพราะได้แชมป์กันมาแล้ว 4 ปีซ้อน ปีแรกๆ ครูฝึกสอนกันเหนื่อยมาก ถึงขั้นน้ำหนักลดหลายกิโล แต่ปีหลังๆ สบายละ ยิ่งได้รางวัลมาด้วยก็ยิ่งภูมิใจ ยิ้มหน้าบานกันทั้งเด็กทั้งครูเลยทีเดียว 

กว่าเด็กหูหนวกคนหนึ่งจะพูดได้ คุณครูเคี่ยวเข็ญกันจนเหนื่อย แต่ผลลัพธ์ที่ได้ก็ถือว่าคุ้มค่าเหนื่อยค่ะ เด็กหูหนวกที่จบชั้นประถมจากที่นี่สามารถเข้าเรียนต่อชั้นมัธยมที่โรงเรียนเรียนร่วมได้สบายหายห่วง ไม่ต้องกังวลว่าโรงเรียนนั้นจะมีล่ามภาษามือหรือเปล่า แถมการฟังได้ พูดได้ ก็ช่วยเปิดโลกน้องให้กว้างขึ้น น้องสื่อสารกับเพื่อนๆ ในห้องคนอื่นรู้เรื่อง ไม่ต้องเกาะกลุ่มอยู่กันเฉพาะคนหูหนวก ส่วนในด้านการเขียน ถ้าเรียนภาษามือมาน้องจะคุ้นชินการเรียงลำดับคำจากข้างหลังไปข้างหน้า เวลาอ่านเขียนก็จะเกิดอาการสับสนได้ ซึ่งปัญหานี้จะไม่เกิดขึ้นกับน้องๆ กลุ่มนี้เลย 

ปฎิเสธไม่ได้เลยค่ะว่าห้องเรียนของน้องหูหนวกต้องการเทคโนโลยีที่ทันสมัย แต่เครื่องมือทั้งหมดจะช่วยให้น้องพูดไม่ได้เลย ถ้าขาดกำลังสำคัญจากครู ที่ทุ่มเททั้งกายทั้งใจ จากที่เราสังเกต แม้บางห้องอุปกรณ์อาจเสียบ้าง เครื่องช่วยฟังเด็กไม่ครบ เครื่อง FM มีปัญหา แต่สิ่งที่ทุกห้องเรียนมีไม่ขาด คือ รอยยิ้มของคุณครูและเด็ก เห็นแบบนี้แล้ว ใครจะอดใจไม่ยิ้มตามได้ล่ะ 🙂

id old content:
287
0

ใส่ความเห็น

เข้าสู่ระบบ

Or fill the form below