knowledge

ชีวิตอีกด้านหนึ่งของ บก.ลายจุด – ‘พี่หนูหริ่ง’ แห่งมูลนิธิกระจกเงา

7 กุมภาพันธ์ 2016


เมื่อเดือนที่แล้ว เรามีโอกาสได้นั่งฟัง พี่หนูหริ่ง-สมบัติ บุญงามอนงค์ ผู้ก่อตั้งมูลนิธิกระจกเงา และ ASHOKA Fellow ในฐานะผู้คร่ำหวอดในวงการงานเพื่อสังคม และบ่มเพาะคนรุ่นใหม่ที่อยากเข้ามาทำงานภาคสังคม …. โดยส่วนตัวแล้วเราเองไม่เคยเจอพี่หนูหริ่งตัวเป็นๆ มาก่อน แต่เนื่องด้วยตัวเรานั้นได้ปวารณาตัวเป็น FC ของอโชก้าเฟลโลว์ทุกคน ก็เลยมั่นใจมากว่าทั้งหมดที่จะได้ฟังในวันนี้ต้องทำให้ไฟในตัวลุกโชนขึ้นมาแน่นอน !! (แล้วมันก็เป็นแบบนั้นจริงๆ)

แม้พี่หนูหริ่งจะมีชื่อเสียงและเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางจากนามแฝง บก.ลายจุด ที่ออกมาเคลื่อนไหวทางการเมืองอย่างร้อนแรงตลอดหลายปีที่ผ่านมา แต่ในอีกด้านหนึ่ง พี่หนูหริ่งยังเป็นนักเคลื่อนไหวทางสังคมด้วยเหมือนกัน โดยเริ่มทำงาน NGO ตั้งแต่ปี 2531 กับกลุ่มละครมะขามป้อม ก่อนจะเริ่มก่อตั้งมูลนิธิกระจกเงาขึ้นในปี 2534

มูลนิธิกระจกเงาทำอะไร?

เท่าที่เห็นตามหน้าสื่อทุกวันนี้ เราอาจรู้จักกระจกเงาในฐานะคนที่ทำงานอย่างแข็งขันเรื่อง ‘ศูนย์ข้อมูลคนหาย’ หรือ โครงการ Food for Friend ที่มีรถสีแดงคันน่ารักออกแจกจ่ายอาหารให้กับคนไร้บ้านอย่าง ‘รถหมูแดง’ หรือล่าสุดกับแคมเปญน่ารักชวนคนให้มาบริจาคของรับวันวาเลนไทน์ที่ชื่อว่า ‘อกหักเราขอ’ ที่ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีบนโลกโซเชียล โดยมีคนช่วยกันแชร์มากกว่า 4,300 ครั้งภายในเวลาไม่ถึงสัปดาห์!

แต่จริงๆ กระจกเงาทำมากกว่านั้นมากกกกก….พี่หนูหริ่งจำกัดความไว้ว่า “กระจกเงาทำทุกอย่างที่เราทำได้ และที่เราอยากทำ เราเป็นองค์กรนวัตกรรมทางสังคม ที่ไม่มีกรอบของการทำงาน” จึงไม่แน่แปลกใจเลยที่เราได้เห็นมูลนิธิกระจกเงาออกมาเคลื่อนไหวในหลากหลายประเด็น ด้วยไอเดียสนุกๆ และได้ออกสื่ออยู่เสมอ ตั้งแต่เรื่องคนหาย คนไร้บ้าน ธุรกิจเด็กขอทาน การศึกษา สุขภาพ ยาเสพติด บริจาคของ ฯลฯ จนถึงทุกวันนี้เริ่มหันมาทำด้านการเกษตร…ขอแค่คนในองค์กรสนใจจะทำ ก็ลุยโลด!

หลักการทำงานภาคสังคม

ในการทำงานเพื่อสังคมนั้น พี่หนูหริ่งให้ยึดหลัก 3 ข้อ คือ ความจริง ความดี และความงาม

  1. ความจริง : ความจริงเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ในการทำงานภาคสังคม นั่นคือการมองเห็นและเข้าใจปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างแท้จริง
  2. ความดี : การทำความดีจะช่วยตอบสนองปัญหา และแก้ความจริงที่เกิดขึ้น (แต่ถ้าทำแล้วไม่ดีก็อย่าทำนะ)
  3. ความงาม : เมื่อเราเห็นความจริง และทำความดีแล้ว ก็ต้องมีความงามด้วย โดยส่วนใหญ่แล้วความจริงมักจะทำลายความงาม แต่ถ้าอยากแก้ปัญหาได้จริงและอยากให้คนอื่นๆ เข้ามาเป็นแนวร่วม เราก็ต้องทำให้สนุก เราต้องมีไอเดียมาข่มรสของความจริง ข้อนี้สำคัญมากในการทำงานกับคนรุ่นใหม่ ซึ่งเป็นคนประเภทสุขนิยม เราควรสื่อสารด้วยความงามก่อน แล้วนำเสนอด้วยความจริงตามเข้าไป ยกตัวอย่างเช่น โครงการครูบ้านนอก ที่กระจกเงาต้องการสื่อสารเรื่องคนชายขอบ แต่ใช้วิธีเชิญชวนอาสาสมัครด้วยภาพวิวสวยๆ เด็กชาวเขาน่ารักๆ กิจกรรมร้องรำทำเพลงเหมือนไปออกค่ายกับคณะ แต่เอาเข้าจริงแล้วมันโหดกว่านั้นมาก เพราะนักศึกษาอาสาสมัครจะต้องเข้าไปนอนกับชาวบ้านในกระต๊อบเลย ใช้ชีวิตอยู่กินแบบชาวบ้าน จนได้เห็นความจริง และได้แรงบันดาลใจในที่สุด (ปัจจุบันมีอาสาสมัครที่ผ่านโครงการครูบ้านนอกมาแล้วกว่า 200 รุ่น)

จากประสบการณ์การทำงานภาคสังคมกว่า 20 ปี และจากที่ได้คุ้นเคยกับคนในวงการที่ทำงานรณรงค์ในหลากหลายประเด็น พี่หนูหริ่งเล่าว่า คนทำงานในองค์กรภาคสังคมหลายคนที่อยู่กับความจริง(ปัญหา)มากเกินไป จะมีความหยาบกระด้าง และอาจมีการแสดงออกที่รุนแรง ทั้งทางคำพูดและการกระทำ เป็นการกระทืบเท้าให้คนหันมาสนใจปัญหา อยากให้คนได้เห็นปัญหาแบบที่เค้าเห็น แต่การทำแบบนั้นกลับทำให้คนทั่วไปยิ่งไม่เข้าใจ และมองเค้าไม่ดี กลายเป็นการสร้างแนวต้านมากกว่าแนวร่วมไปซะอย่างนั้น

ถ้าเราปวารณาตัวว่าจะอยู่กินกับปัญหาหนึ่งๆ เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงให้ได้แล้ว เราก็ต้องยอมรับว่าเมื่อเรารู้จักกับปัญหานั้นมากขึ้น ขุดไปถึงรากปัญหาแล้ว คลุกคลีกับผู้ได้รับผลกระทบแล้ว แต่ปัญหาก็ยังคงวนเวียนเกิดขึ้นอย่างซ้ำซาก ปัญหานั้นอาจจะเผาตัวเรา จนเราต้องอมทุกข์ตลอดเวลา ซึ่งแน่นอนว่ามันอาจต้องกินเวลานับ 10 ปี กว่าการต่อสู้ของเราจะทำให้ปัญหาประเด็นหนึ่งคลี่คลายลงได้ มีหลายคนที่หมกมุ่นกับปัญหามากๆ เป็นเวลานานจนทนไม่ได้ ถึงกับโกรธแค้น ไล่แทงกัน จนถึงฆ่าตัวตายก็มี ซึ่งวิธีที่พี่หนูหริ่งแนะนำ สำหรับคนทำงานภาคสังคม คือ เราต้องหาความสนุกให้ได้จากความทุกข์ ผ่านกระบวนการ 2 ขั้นตอน ก็คือ

  • หลอมร้อน เวลาเจอปัญหา ขุดหาความจริง ต้องหลอมร้อน ยอมให้โดนเผา เพื่อให้เราเข้าถึงแก่นแท้ของปัญหาจริงๆ มองเห็นวิธีแก้จริงๆ
  • หลอมเย็น เมื่อหลอมร้อนแล้วต้องหลอมเย็นให้ได้ ถอดบทเรียนออกมาให้ได้ ให้เกิดการเรียนรู้ เพื่อเดินต่อ

การสร้าง ‘คน’ เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลง

หลายคนมักคิดว่าคนมาทำงานอาสาสมัคร หรือทำงานเพื่อสังคมนี่เป็นคนโง่หรือเปล่า? ทำไมต้องทำให้ตัวเองลำบาก? หลายครั้งทำไปก็ไม่ได้เงิน หรืออาจจะอกหัก ใกล้ตายหรอ? แต่จริงๆ แล้วไม่ใช่เลย คนที่ทุ่มเททำงานเพื่อแก้ปัญหาสังคมในเรื่องหนึ่งๆ นั้น คือ คนที่อินกับปัญหานั้นมากๆ มากถึงขั้นหลงรัก และยินดีจะอยู่กินกับปัญหานั้นต่างหาก

แล้วถ้าคนที่ไม่อินกับปัญหาอะไรเลย จะทำให้เค้าลุกขึ้นมาทำได้อย่างไร? — ก็ต้องทำให้อินนั่นแหละ โดยการทำให้ปัญหานั้นมีชีวิต ทำให้เค้ารู้สึกเป็นเจ้าของปัญหานั้น ด้วยการผูกเรื่องเชื่อมโยงเข้าไป ให้เค้ารู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของปัญหา กลายเป็นภาวะร่วมทุน แล้วพอเค้าอยากแก้ปัญหา และมองเห็นวิธีที่จะแก้ได้ เค้าก็จะลุกขึ้นลงมือทำ ซึ่งสิ่งนี้เป็นเหมือนการวาง ‘ระเบิดเวลา’ เพราะแม้ว่าเค้าอาจยังไม่เริ่มทำในวันนี้หรือพรุ่งนี้ แต่วันหนึ่งที่เค้าพร้อมจริงๆ เค้าจะลงมือทำอย่างแน่นอน

แล้วถ้าอยากสร้างความยั่งยืนของการแก้ปัญหาในพื้นที่ล่ะ? — ต้องสร้างผู้นำชุมชนในพื้นที่นั้นๆ ด้วย ‘เทคนิคหาหอยหลอด’ เหมือนการหว่านปูนขาวลงไปให้ทั่ว แล้วหอยหลอดจะโผล่ขึ้นมาเอง และเมื่อเราเจอคนๆ นั้นแล้วก็สนับสนุนให้เค้าเป็นผู้ปฏิบัติการ เพื่อการสร้างการเปลี่ยนแปลงให้ได้อย่างต่อเนื่อง


อนาคต NGO?

  • โมเดลการหาเงินของภาคประชาสังคมของประเทศไทย กำลังอยู่ในขั้นวิกฤต เนื่องจากได้รับการสนับสนุนน้อยลง คนไทยบริจาคเงินน้อยลง ส่วนเงินสนับสนุนจากต่างประเทศก็ลงเป็นก้อนใหญ่นานๆ ครั้ง ไม่มีความต่อเนื่อง ในอนาคตภาคสังคมอาจต้องร่วมงานกับโครงการ CSR น้ำดีของภาคเอกชนให้มากขึ้น
  • ควรมีการทำงานร่วมกับฝ่ายรัฐบาลให้มากขึ้น ภาคสังคมกับภาครัฐไม่ควรเป็นศัตรูกัน เพราะจุดประสงค์ของงาน NGO เกือบทั้งหมด ก็สอดคล้องกับการทำงานของรัฐทั้งนั้น สุดท้ายแล้วควรต้องพึ่งพากัน ช่วยกันทำงาน จึงจะนำไปสู่ทางแก้ปัญหาที่ดีที่สุด

ไม่น่าเชื่อจริงๆ ว่าคนสมาธิสั้นอย่างเราจะนั่งฟังพี่หนูหริ่งเล่าเรื่องได้ยาวนานเกือบ 3 ชั่วโมงได้อย่างใจจดจ่อ และจดบันทึกแทบจะทุกคำพูด อาจเพราะพี่หนูหริ่งเคยเป็นนักแสดงละครเวทีมาก่อนเลยมีน้ำเสียงสูงต่ำที่ชวนฟัง หรืออาจเพราะเรื่องที่พี่หนูหริ่งเล่านั้นน่าสนใจจนไม่อยากลุกหนีไปไหน

แต่ที่แน่ๆ คือเราพูดได้อย่างเต็มปากว่าบทบาทในการทำงานภาคสังคมของพี่หนูหริ่งนี่ก็ร้อนแรงไม่แพ้บทบาททางการเมืองจริงๆ พี่หนูหริ่งเข้าใจปัญหาต่างๆ อย่างรอบด้าน ตอบได้ทุกคำถามอย่างตรงประเด็น และความหลงใหลในปัญหาเหล่านั้น ก็ทำให้เราเริ่มหลงใหล ไฟลุก และอยากลุกขึ้นมาทำอะไรสักอย่างไปด้วย….สงสัย ‘ระเบิดเวลา’ ในตัวเราจะเริ่มทำงานแล้วล่ะ 🙂


เนื้อหาจากกิจกรรม Coach training 5 : การสร้างแรงบันดาลใจกับการสนับสนุนคนรุ่นใหม่

โครงการ Coach for Change โดย School of Changemakers

id old content:
289
0

ใส่ความเห็น

เข้าสู่ระบบ

Or fill the form below