knowledge

สรุปบทเรียนทีมผักสามสี : จะสร้างการเปลี่ยนแปลงได้ต้องเชื่อมั่นในตัวเองก่อน!

11 กุมภาพันธ์ 2016


ช่วงกลางปี พ.ศ. 2557 มูลนิธิอโชก้า ผู้ริเริ่มสร้างสรรค์เพื่อสังคม (ประเทศไทย) ร่วมกับบริษัท เบอริงเกอร์ อินเกลไฮม์ (ไทย) จํากัด จัดโครงการ Making More Health Thailand 2015 ขึ้น เพื่อค้นหาและสนับสนุนทีมคนรุ่นใหม่อายุระหว่าง 17 – 24 ปี ที่มีไอเดียสร้างสรรค์ที่จะใช้ป้องกันหรือแก้ไขปัญหาสุขภาพ มีความต้ังใจและความพร้อมสามารถเริ่มดําเนินโครงการหรือกิจการเพื่อสังคมได้จริง โดยให้การสนับสนุนประกอบไปด้วยเงินทุนตั้งต้นสูงสุด 50,000 บาท ความรู้และการอบรมเชิงปฏิบัติการ ตลอดจนที่ปรึกษาและโอกาสเข้าร่วมทําโครงการกับคนรุ่นใหม่ที่ลงมือทําโครงการเพื่อสังคมจากท่ัวโลก

โครงการ Making More Health เชื่อในพลังและศักยภาพของคนรุ่นใหม่ จึงพยายามสร้างการมีส่วนร่วมและสนับสนุนนักเปลี่ยนแปลงสังคมรุ่นใหม่ทั่วโลกอย่างต่อเนื่อง ทั้งในเยอรมัน สเปน อเมริกา อาร์เจนตินา บราซิล อินโดนีเซีย และ ไทย เพื่อสร้างระบบและสนับสนุนให้คนรุ่นใหม่ทั้งในและต่างประเทศช่วยกันขับเคลื่อนการสร้างสุขภาพที่ดีขึ้นต่อไป

กระบวนการเรียนรู้ตลอดโครงการเริ่มตั้งแต่การเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่ได้ทดลองค้นหาประเด็นปัญหาสังคมและนำความสนใจหรือทักษะที่มีมาปั้นเป็นไอเดียแรกเริ่มในกิจกรรมค่าย YV-MMH2015 Boot Camp ซึ่งถือเป็นกิจกรรมที่ทำให้ได้เรียนรู้แนวทางและเครื่องมือช่วยทำความเข้าใจปัญหาและหาสาเหตุเพื่อแก้ไขได้ถูกจุด การตั้งเป้าหมายและวางแผนงาน เรียนรู้วิธีการบริหารจัดการ รับเงินทุนไปลงมือดำเนินงานจริง พร้อมโค้ชคอยให้คำปรึกษาตลอดโครงการ ซึ่งมีทีมที่ผ่านการพิจารณาจากคณะกรรมการและพร้อมลงมือทำจริงทั้งหมด 6 ทีม เนื่องจากบางทีมมีการปรับเปลี่ยนจำนวนสมาชิก ทำให้ไม่สามารถเดินงานได้ในระยะนี้ อย่างไรก็ดี แอบกระซิบบอกดังๆว่าพวกเขาเพียงขอพักโครงการก่อนเพื่อซุ่มเก็บข้อมูลปัญหาและหาโอกาสฟอร์มทีมให้แข็งแรงขึ้นเท่านั้น!

เล่ามาเสียยาว คิดว่าคงมีใครหลายคนเริ่มอยากรู้จักทีมคนรุ่นใหม่ในโครงการแล้ว ขอพูดถึงทีมผักสามสี (ชื่อเต็มๆ คือ โครงการเสริมสร้างความรู้สู่ทักษะและปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการรับประทานอาหารความดันโลหิตสูง) ที่เพิ่งจัดกิจกรรมปิดโครงการเมื่อไม่นานนี้แล้วกันค่ะ 😉


หมิว วายุ และเมย์ เป็นนักศึกษาพยาบาล ชั้นปีที่ 4 มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี ที่มีวิชาเรียนที่ต้องได้ลงไปใช้ชีวิตและดูแลส่งเสริมความรู้ในชุมชนอยู่แล้ว เห็นว่าแม้จะมีกิจกรรมเช่นนี้ทุกปี แต่ชาวบ้าน โดยเฉพาะคนในชุมชนหมู่ 1 บ้านห้วย ต.สะแกราช อ.ปักธงชัย จ.นครราชสีมา ก็ยังมีแนวโน้มจำนวนผู้ป่วยและระดับความรุนแรงของอาการโรคความดันโลหิตสูงมากขึ้นเรื่อยๆ จึงคิดอยากหาวิธีที่สามารถแก้ปัญหานี้ให้ได้จริง ในช่วงที่ทั้งสามได้ลงพื้นที่ประมาณ 2-3 เดือน

จากความสนใจและคำถามตั้งต้นว่า “ทำอย่างไรชาวบ้านในชุมชนจึงจะมีระดับความดันโลหิตในระดับที่ดีขึ้น” ทำให้หมิว วายุ และเมย์ เริ่มต้นเก็บข้อมูล ทั้งการสัมภาษณ์ชาวบ้าน ผู้นำชุมชน เจ้าหน้าที่อสม. และ รพสต. รวมถึงการสืบค้นงานวิจัยของอาจารย์และรุ่นพี่ที่เคยลงชุมชน จนพบว่า

  • ทุกปีจะมีกิจกรรมให้นักศึกษาพยาบาลลงชุมชนเพื่อให้ความรู้เรื่องโรคความดันโลหิตสูง แต่ที่ชาวบ้านยังมีอาการของโรคอยู่ เพราะไม่สามารถเชื่อมโยงความรู้กับการดำเนินชีวิตประจำวันได้ สาเหตุจากอุปสรรคด้านภาษาที่อาจมีคำศัพท์เฉพาะ กับการสนับสนุนการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีิวิต (สูบบุหรี่, ดื่มเหล้า, การรับประทานยาตรงเวลา, การรับประทานอาหารในชีวิตประจำวัน) ที่ต่อเนื่อง
  • ชาวบ้านในชุมชน โดยเฉพาะผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงมีพฤติกรรมการกินเค็ม (ปริมาณโซเดียมสูง) ด้วยความเคยชิน
  • มีงานวิจัยของอาจารย์ที่เคยรวบรวมรายการผักพื้นเมืองที่มีในชุมชนและจัดแบ่งหมวดหมู่สัดส่วนการรับประทานตามสีสัญญาณไฟจราจรสำหรับการรับประทานเพื่อสุขภาพของผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง

เมื่อประมวลข้อมูลที่ได้บวกกับคำแนะนำจากคณะกรรมการในวันพิจารณาโครงการ จึงเกิดเป็นไอเดียต่อยอดจากสิ่งที่มี เป็นกระบวนการให้ความรู้และลงเยี่ยมบ้านเพื่อสนับสนุนให้เปลี่ยนพฤติกรรมการรับประทานอาหารในชีวิตประจำวัน โดยปักธงเป้าหมายไว้ที่กิจกรรมวันปิดโครงการ ที่ชวนชาวบ้านที่เข้าร่วมโครงการมาร่วมเวิร์กช็อปทำอาหาร Low-Sodium เพื่อวัดผลความเข้าใจทั้งความรู้ และทักษะการเชื่อมโยงความรู้กับชีวิตประจำวัน

ตลอดการทำกิจกรรมกว่า 3 เดือนของทีมนี้ นอกจากจะมีผลลัพธ์น่าชื่นใจปลายทางให้เห็นว่าผลตรวจสุขภาพชาวบ้านมีแนวโน้มอาการความดันโลหิตสูงที่ดีขึ้น และชาวบ้านหันมาให้ความสำคัญการการกินที่เริ่มจากเรื่องง่ายๆใกล้ตัวอย่างการเลือกกินผักและปรุงอาหารแล้ว ยังมีกลอนที่ทีมงานแจกให้ชาวบ้านร่วมท่องกันเป็นทำนองสรภัญญะในวันปิดโครงการด้วย ในขณะที่ระหว่างทางก็มีเรื่องที่ทำเอาทีมงานใจพองโต เพราะชาวบ้านนำแผ่นความรู้เรื่องผักสามสีและปริมาณเกลือโซเดียมในเครื่องปรุง ที่ได้รับแจก ไปใช้ในชีวิตประจำวันจริงๆ ทั้งแขวนไว้ในห้องครัว ตู้กับข้าว กระทั่งพกไปจ่ายตลาดด้วย! ใครอยากรู้ว่าผักพื้นเมืองในภาคอีสานชนิดใดอยู่ในหมวดไฟจราจรสีใด และอยากฝึกท่องกลอนผักสามสีบ้าง สามารถดาวน์โหลดได้ท้ายโพสต์นี้ค่ะ

ติดตามกิจกรรมของ ทีมผักสามสี ได้ ที่นี่


บทเรียนจากทีม

  • ต้องเชื่อมั่นในตัวเองก่อน เพราะการทำโครงการเพื่อสังคมเป็นสิ่งใหม่ที่ไม่เคยมีประสบการณ์ ความเชื่อมั่นจะทำให้กล้าคิดกล้าลอง
  • ความสนใจหรือทักษะความรู้ที่ตัวเองเปรียบเสมือนใบเบิกทางที่นอกจากจะทำให้เกร็งน้อยลงแล้ว ระหว่างการทำโครงการจะมีโอกาสได้นำมาใช้ร่วมในงานด้วย ได้ฝึกได้ทำสิ่งที่ชอบสิ่งที่สนใจ แม้จะกลัวก็น่าลอง
  • ไอเดียดีๆไม่ดีเท่าไอเดียที่ตอบโจทย์กลุ่มเป้าหมาย
  • จะเริ่มทำสิ่งใด ย่อมกระทบกิจวัตรเดิม ดังนั้นต้องฝึกจัดเวลาและพักผ่อนให้เพียงพอ
  • Teamwork และ Connection สำคัญมาก ทั้งเรื่องการสื่อสารเดินงานที่ทำได้รวดเร็ว เห็นภาพตรงกัน ในช่วงเวลาที่รู้สึกเหนื่อยล้าทั้งจากเรื่องเรียนและกิจกรรมของโครงการ ก็ได้แรงหนุนและกำลังใจจากในทีม ที่สำคัญคือผู้ใหญ่ในชุมชน รวมถึงอสม. รพสต. ที่ทำงานกับชุมชนอยู่แล้ว ก็เข้ามามีส่วนร่วมในโครงการด้วย ทำให้เห็นโอกาสความเป็นไปได้ว่าความรู้และทักษะด้านการเลือกรับประทานอาหารจะยังคงอยู่ในชุมชน

  • ข้อสังเกตจาก Coach ประจำทีม

  • สมาชิกทุกคนในทีมมีความมั่นใจมากขึ้น มีความคิดเฉียบคมมากขึ้น รู้จักวิเคราะห์ ตั้งสมมติฐาน กล้าซักถามหาคำตอบจากมุมมองต่างๆ และลงมือทำ
  • รู้จักประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ที่ไม่ใช่เฉพาะการทำงานโครงการให้จบ แต่คิดเผื่อเมื่อโครงการสิ้นสุดลงด้วย
  • มีคนรู้จักมากขึ้น ผ่านการดึงมาช่วยในกิจกรรมที่ต้องการทักษะเฉพาะและกิจกรรมที่ต้องการทีมงานเพิ่ม
  • มีวินัยและทักษะการจัดการเวลาที่ดีขึ้น
  • คอยถามไถ่ความคืบหน้าของทีมและโค้ชคนอื่นๆในโครงการ YV-MMH2015 และส่งกำลังใจให้เสมอ
  • เกิดความภาคภูมิใจในโครงการและผลที่เกิดขึ้น และเชื่อว่าสิ่งที่ได้เรียนรู้จากการทำโครงการครั้งนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นให้เกิดการสร้างการเปลี่ยนแปลงต่อๆ ไป
  • id old content:
    300
    0

    เข้าสู่ระบบ

    Or fill the form below