knowledge

โค้ชระยะไกล-ให้ใกล้กัน

12 กุมภาพันธ์ 2016


เมื่อไม่นานนี้เราเพิ่งคุยสรุปถอดบทเรียนทีมคนรุ่นใหม่ทีมหนึ่งที่เพิ่งจัดกิจกรรมปิดโครงการค่ะ

อยากจะบอกว่าการสนับสนุนน้องๆ คนรุ่นใหม่ให้เป็นนักสร้างการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ท้าทายกว่าที่คิดไว้ เพราะพวกเราไม่เคยได้เจอกันตัวเป็นๆ เลย ด้วยเพราะตัวสมาชิกในทีมเรียนอยู่ที่โคราช ส่วนเรานั้นเป็นสาวบางกอกทำงานกรุงเทพฯ จะคุยกันแต่ละทีคือต้องอาศัยเทคโนโลยีและอินเตอร์เน็ตแท้ๆ

ซึ่งการพึ่งเทคโนโลยีนี่เอง ที่ทำให้ค้นพบว่ามันพอจะมีเคล็ดไม่ลับบางอย่างที่ช่วยให้การสื่อสารระยะทางไกล-ใกล้ขึ้นได้ เลยอยากขอเอามาลองแชร์กันเผื่อโค้ชท่านไหนอยากนำไปใช้บ้างค่ะ 🙂

1. การนัดหมายที่เป็นไปได้ ดีที่สุด

สิ่งที่ลองทำ

  • เราเริ่มนัดแนะการโค้ชกันแบบไม่มีพิธีรีตอง แต่อยากสารภาพตามตรงว่าการ ‘คุยกันอาทิตย์ละครั้ง’ ตอนแรกนี่ฟังดูง่ายมาก เวลาเตรียมตัวดูมีถมถืด อาทิตย์ละชั่วโมงนี่ยิ่งกว่าชิล แต่เอาเข้าจริงก็มีเหตุการณ์ให้ต้องเลื่อนวันบ้าง ติดงานอื่นจนกลับมาไม่ทันนัด มือถือรวน คอมเจ๊ง อินเตอร์เน็ตล่ม สมุดที่จดเรื่องที่คุยกันคราวก่อนหาย กระทั่งโค้ชเผลองีบหลับไปก่อน! (น้องคะ พี่ขอโทษ…)

สิ่งที่คิดว่าดี

  • การชวนกันนัดวันที่ทั้งน้องๆ และโค้ชสะดวกตรงกันอาจยังไม่พอ ควรมีการพูดคุยช่วยกันเตือนนัดบ้าง เผื่อว่าใครติดพันภารกิจอื่นจะได้รีบปรับนัดหมายกันทัน

2. High-touch ดีกว่า High-tech
สิ่งที่ลองทำ

  • ทีมคนรุ่นใหม่ในการดูแลของเราอยู่ต่างจังหวัด เราจึงเลือกวิธีการสื่อสารทั้งโทรศัพท์ อีเมล์ แต่หลักๆ คือใช้วีดีโอคอล เพราะอย่างน้อยก็ได้เห็นหน้าค่าตากันบ้าง แต่ถ้ามีโอกาส เช่น ทีมคนรุ่นใหม่ของเราจัดกิจกรรมที่เราสามารถไปเข้าร่วมได้ ก็จัดแจงลางานแล้วไปเลยค่ะ!

สิ่งที่คิดว่าดี

  • สารภาพว่าคิดถูกมากที่เลือกการสื่อสารแบบนี้ เพราะด้านหนึ่งเห็นน้องโพสต์รูปในเฟสบุ๊กดูสดใสร่าเริง จนพี่โค้ชอย่างเราก็เบาใจว่าน้องคงสนุกสนานกับชีวิตดี มาเจอความจริงก็ตอนวีดีโอคอลว่าน้องดูสภาพเหนื่อยล้าแบบโนฟิลเตอร์ ทำให้เราเข้าใจน้องมากขึ้นว่าที่บอกว่าเรียนหนักรายงานเยอะนั้นคือความจริงแท้ (แน่นอนว่าน้องก็จะเห็นสภาพตาคล้ำๆ ของเราเหมือนกัน) จะได้ตามอารมณ์และสถานการณ์ความพร้อมทางร่างกายและจิตใจกันถูกด้วย
  • การพูดคุยแบบเห็นหน้ากันทั้งทีม ทำให้เรามีโอกาสสังเกตเคมีและบรรยากาศในทีมที่กำลังโค้ชอยู่ได้ ว่าน้องยังรักและสามัคคีกันดี จิกกัด หรือเริ่มตีกัน เพราะเคยมีกรณีที่โค้ชคุยกับตัวแทนทีมเท่านั้น มาอีกทีก็วงแตกเลิกทำโครงการเพราะสมาชิกผิดใจกันแล้ว
  • การแคปเจอร์หน้าจอเป็นวิธีการถ่ายรูปหมู่ที่สร้างรอยยิ้มดีเหมือนกันนะคะ อยากให้ลอง 😉
  • เพราะเราสื่อสารหากันอยู่เรื่อยๆ ตอนได้เจอกันตัวเป็นๆ เลยไม่ต้องมีอาการเคอะเขินทำตัวไม่ถูก ถือเป็นการพาตัวเองมาเป็นกำลังใจให้น้องๆ รันกิจกรรมได้อย่างเต็มที่ด้วย เอาจริงๆ ก็เริ่มรู้สึกใกล้จะเป็นแม่คนแล้วเหมือนกันค่ะ ฮิๆ


3. ของฝากที่ดีสร้างรอยยิ้มได้ทั้งผู้ให้และผู้รับ
สิ่งที่ลองทำ

  • เรากับทีมในการดูแลมักสะดวกสื่อสารกันช่วงค่ำมืด ซึ่งหมายความว่าคงไม่สามารถทันได้ดึงโค้ชคนอื่นๆ มาร่วมในเฟรม จึงตัดสินใจรบกวนเวลาโค้ชคนละไม่เกิน 1-2 นาที อัดคลิปวีดิโอทักทาย ส่งความคิดถึง และกำลังใจ เพื่อส่งให้น้องแทน

สิ่งที่คิดว่าดี

  • สิ่งนี้เวิร์กมาก! นอกจากน้องจะรู้สึกตื่นเต้นและปลื้มที่พี่โค้ชคนอื่นๆ ยังไม่ลืมกันแล้ว (ปลื้มถึงขั้นแคปเจอร์หน้าจอไปแปะอวดเพื่อนในเฟสบุ๊กเลย) ตัวโค้ชเองยังสนุก และพี่ๆ โค้ชที่อยู่ในคลิปนอกจากจะตื่นเต้นตอนคิดคำพูดที่จะส่งถึงน้องแล้ว ก็มีโอกาสถามไถ่ถึงอัพเดตของทีม ทำให้ตามความคืบหน้ากันทัน จนเกิดเทรนด์การตั้งตนเป็น ‘ขุ่นพ่อ ขุ่นแม่’ ของทีมน้องๆ เวลามีกิจกรรมอะไร บรรดาโค้ชก็จะกลายร่างเสมือนเป็นผู้ปกครองที่คอยมาให้กำลังใจลูกตัวเองและลูกของเพื่อนด้วย สนุกไปอีกแบบ


4. นอกเหนือจากการเป็นโค้ช เราคือพี่น้องกัน

สิ่งที่ลองทำ

  • ส่วนตัวเรามักเริ่มพูดคุยด้วยการชวนคุยนอกเรื่อง เช่น ถามไถ่สภาพชีวิตที่ไม่เกี่ยวข้องกับงาน นอกจากจะทำให้บรรยากาศผ่อนคลายเป็นกันเองแล้ว ยังเป็นการแสดงความเอาใจใส่และเป็นห่วงเป็นใยต่อกันได้ด้วย

สิ่งที่คิดว่าดี

  • เพราะบรรยากาศที่ ‘เราสามารถคุยกันได้ทุกเรื่อง’ นี้เอง ที่ทำให้เวลาน้องในทีมมีอะไรก็จะมาเล่าให้ฟัง มีเทศกาลงานบุญอะไรก็อาศัยเทคโนโลยีนี่แหละที่ทำให้ส่งข้อความสั้นๆ ถึงกัน

ทั้งนี้ ก่อนจะนำไปลองใช้ อย่าลืมตกลงกับทีมคนรุ่นใหม่ในการดูแลของโค้ชให้เข้าใจตรงกันก่อนว่าเราเลือกสื่อสารด้วยวิธีใด เพราะอะไร และเพื่ออะไร (ปุบปับเอาไปใช้เลย น้องอาจตกใจก็ได้)

ลองทำดูนะคะ แล้วจะรู้ว่า ระยะทางไม่เป็นอุปสรรคเลย 😉

id old content:
302

ใส่ความเห็น

เข้าสู่ระบบ

Or fill the form below