knowledge

[School ชวนดูหนัง] – Zootopia : ผิดตรงไหนที่เราอยากให้โลกดีกว่านี้?

4 มีนาคม 2016


ในช่วงอาทิตย์ที่ผ่านมานี้ หลายคนคงได้เห็นผ่านตากับภาพการ์ตูนที่เต็มไปด้วยสิงสาราสัตว์กับเรื่อง Zootoopia และหลายคนก็คงได้เข้าโรงไปดูกันมาแล้ว

ขอบอกว่าเป็นเรื่องที่ดีมากกกก เพราะมันเป็นเรื่องสะท้อนสังคมแบบเต็มหมัดเลยแหละ ซึ่งก็มีหลายคนที่เขียนถอดบทเรียนในด้านสังคม – อคติ – การแบ่งแยก (Discrimination) กันไปมากมายแล้ว

แต่โดยส่วนตัวเรา อยากพูดถึงเจ้ากระต่าย Judy Hopps เป็นพิเศษ เพราะในสายตาเราแล้ว เธอก็คือ Changemaker ดีๆ นี่เอง

**เนื้อหาต่อไปนี้ มีความสปอยล์อยู่บ้างประปราย ถ้าจะไปดูอยู่แล้ว ก็แปะเก็บไว้ก่อนเดี๋ยวค่อยกลับมาอ่านก็ได้ค่ะ (แต่ต้องไปดูนะ พลีสสส)

กระต่ายน้อยจูดี้ เธอมีความฝันที่จะเป็นตำรวจตั้งแต่เด็กๆ เธออยากให้สังคมมีความยุติธรรมเท่าเทียม เหมือนกับที่ Zootopia เมืองที่มีสโลแกนว่า ‘Anyone can be anything !’ ใครอยากเป็นอะไรก็ได้ สัตว์ป่าที่เป็นผู้ล่าและผู้ถูกล่าก็สามารถอยู่ด้วยกันได้อย่างมีความสุข

แต่ความจริงมันไม่ได้เป็นแบบนั้น….

สำหรับเราแล้ว เส้นทางการต่อสู้ของจูดี้ตลอดทั้งเรื่อง ก็คือ Journey ของ Changemaker นั่นแหละ . . .

  • การเจอโลกแห่งความจริง และตั้งคำถามกับตัวเอง

เราว่า ‘Zootopia’ ในความคิดของจูดี้ในช่วงแรก กับ ‘Utopia’ หรือสังคมในอุดมคติของเราตอนเริ่มทำงานเพื่อสังคมตอนแรกๆ นี่คล้ายกันมาก เราพยายามทุกทางเพื่อให้ได้ทำงานที่เรารัก สานต่อความฝันที่เราอยากทำ แต่พอเราได้กระโดดเข้ามาเจอกับความเป็นจริง เข้ามาอยู่กับปัญหา เข้ามาวนเวียนอยู่กับคนที่เป็นสาเหตุให้เกิดปัญหา / คนที่เดือดร้อนจากปัญหา ซึ่งมันไม่ได้เป็นแบบที่เราเคยคิด และก็ซับซ้อนกว่าที่เราเคยฝัน ทางที่ง่ายที่สุดก็คือ เราถอยออกมา ยอมรับว่ามีปัญหา แล้วไง ปล่อยไป ก็เราทำอะไรไม่ได้…ซึ่งทางนี้คือวิถีที่ปกติมากของคนทั่วไปในสังคม

แต่คนที่จะสร้างการเปลี่ยนแปลงอย่างจูดี้ เธอไม่ได้คิดแบบนั้น อาจต้องมีช่วงที่หยุดตั้งคำถามกับตัวเองบ้าง ว่าเราจะไปต่อจริงมั้ย โลกเป็นแบบนี้ ปัญหาเป็นแบบนี้ เราพร้อมสู้มั้ย ซึ่งแม้จะมีเซบ้างเล็กน้อยในช่วงแรก แต่จูดี้ก็ตัดสินใจที่จะทำต่อไปอย่างดีที่สุด

  • พิสูจน์ตัวเองให้โลกเห็น

โบโก้ผู้บัญชาการตำรวจบอกกับจูดี้ว่า “It’s not how badly you want something, it’s about what you are capable of”

มันเป็นอย่างนั้นจริงหรอ?

ปัจจัยทางกายภาพเป็นสิ่งที่เราแก้ไม่ได้ และเราก็คงห้ามไม่ให้คนอื่นตัดสินตัวเราไม่ได้เหมือนกัน (ห้ามยังไงก็ไม่ทันหรอก เป็นเรื่องธรรมชาติที่คนเราจะตัดสินกันตั้งแต่แรกเห็น) เช่น เป็นผู้หญิง ทำงานที่ผู้ชายทำไม่ได้หรอก เป็นกระต่ายตัวเล็กๆ จะเป็นตำรวจปกป้องช่วยเหลือประชาชนสัตว์ไม่ได้หรอก เป็นหมาจิ้งจอกนี่ต้องหลอกลวง เชื่อถือไม่ได้หรอก

หลายๆ คนก็คงเจอแบบนั้น และก็ยอมรับตัวเองในแบบที่คนอื่นมองไปอย่างนั้นแหละ ง่ายๆ สบายใจดี ไม่ต้องคิดฝันเพ้อเจ้อไปมากกว่านั้น . . .

แต่ไม่ใช่กับจูดี้ เธอพิสูจน์ให้ทุกคนเห็นว่า คำว่า ‘ทำได้’ กับ ‘ทำได้ดี’ นี่มันต่างกันที่ ‘ความตั้งใจ’ ของคนทำ ไม่ใช่ที่ลักษณะทางกายภาพ บอกให้เธอทำ 100 เธอจึงทำ 200 แถมยังกระโดดเข้าหา ‘โอกาส’ ที่แม้จะมี ‘ความเสี่ยง’ แต่เธอก็ยินดีทำ และยังนับเป็นความท้าทายที่สนุกด้วยซ้ำไป

    • คู่หูนั้นสำคัญไฉน?

    เมื่อเรารู้ว่าเรามีข้อจำกัดอะไร หรือยังด้อยตรงไหน การแท็คทีมนี่เป็นสิ่งที่สำคัญมาก ไม่มีใครที่เก่งไปทุกอย่าง และทำงานได้ด้วยตัวคนเดียวหรอก เราต้องหา partner หาคู่หูที่จะช่วยเติมเต็ม ช่วยเหลือกันและกันไปให้ได้ตลอดรอดฝั่ง

    จูดี้ เลือกหมาจิ้งจอกอย่าง นิก มาเป็นคู่หู ด้วยเล่ห์เหลี่ยมรอบจัด รู้ทางหนีทีไล่ และการมี connection มากมาย รู้จักสัตว์ทั้งเมือง ก็เลยช่วยเหลือจูดี้ได้มากจริงๆ และนอกจากในด้านการทำงานแล้ว การมีคู่หูก็ยังช่วยแชร์ความรู้สึก และให้กำลังใจกันและกัน ทำให้เราไม่ล้มเลิกทำอะไรไปง่ายๆ ด้วย

    หลายคนอาจยังคิดว่าตัวเองทำคนเดียวได้ ก็เชื่อสำนวนไทยเถอะว่า ‘คนเดียวหัวหาย สองคนเพื่อนตาย’ นะ (แต่ยังไงก็เลือกคู่หูดีๆ หน่อยละกัน 😉

    • ความใส่ใจแม้ปัญหาเล็กน้อย

    มันไม่มีคำว่าปัญหาใหญ่หรือปัญหาเล็ก ปัญหาที่ควรแก้หรือไม่ควรแก้หรอก แค่มันเป็นปัญหาที่เราสนใจ เป็นสิ่งที่เรารัก เราอยากทำก็พอแล้ว เพราะปัญหาที่ดูเหมือนเป็นปัญหาเล็กๆ ที่คนไม่ค่อยสนใจ (Non-issue) เนี่ย สุดท้ายแล้วมันอาจนำไปสู่การแก้ไขไปถึงต้นเหตุก็ได้

    จูดี้ใส่ใจที่จะรับทำคดีอ๊อตเตอร์ตัวเล็กๆ ที่หายไป 1 ตัว ซึ่งถ้าเทียบกับคดีสัตว์หายตัวอื่นๆ ที่เป็นสัตว์ใหญ่อย่าง เสือ หมี ช้าง ที่หายไปอีก 14 ตัวแล้ว ก็อาจจะดูเป็นคดีเล็กๆ ที่ไม่น่าใส่ใจ และเสียเวลามาทำ แต่ใครจะรู้ว่า Non-issue เนี่ยแหละ คือกุญแจดอกสำคัญเลยจริงๆ! และนอกจากนั้นแล้ว การใส่ใจเล็กๆ น้อยๆ กับคนรอบตัวของเธอ ก็ยังเป็นประโยชน์กับเธอเองมากซะด้วย (พยายามจะไม่สปอยล์ 555)

    • ล้มได้ แต่ต้องลุกด้วย

    การเลือกเดินออกจาก comfort zone ของตัวเอง ออกจากสภาพแวดล้อมและสถานการณ์ที่คุ้นเคย ทำให้เราต้องเจอกับปัญหาใหม่ๆ ความท้าทายใหม่ๆ อยู่ตลอด หลายครั้งเราก็อาจเดินไปผิดทางบ้าง สร้างปัญหาใหม่ขึ้นบ้าง บางทีอาจล้มจนไม่อยากจะลุกขึ้นมาทำอะไรอีก

    ซึ่งในความเป็นจริงมันก็เป็นแบบนี้แหละ คนเราไม่จำเป็นต้องเข้มแข็งทุกวันหรอก เราอ่อนแอได้ เหนื่อยได้ ท้อได้ ร้องไห้ได้ แต่อุปสรรคก็มีไว้ก้าวข้ามนะ ลองมองกลับไปว่าเรามาไกลขนาดนี้แล้ว ก็น่าจะลองอีกสักตั้งรึเปล่า ทำผิดก็ยอมรับ เหนื่อยก็พัก ล้มก็ลุกใหม่ ไม่ได้มีอะไรซับซ้อนไปกว่านั้น…เหมือนกับที่จูดี้ทำ

    แม้ทุกคนจะไม่ได้มีความคิดว่า ‘Let’s make the world the better place’ เหมือนกับจูดี้

    แม้ทุกคนจะยังไม่เชื่อว่า ‘Change starts with you!’ เหมือนกับจูดี้

    แต่จูดี้ก็สามารถทำให้พวกเขา ‘เชื่อ’ ได้ ด้วยการ ‘ลงมือทำ’ ก่อน

    เพราะว่า ‘โลกสวย’ หรือ ‘วันที่ดีกว่านี้’ มันก็ไม่ใช่แค่ความเชื่อที่เป็นไปไม่ได้ซะหน่อยเนอะ 😉


    ปล. ส่วนที่เราชอบที่สุดของหนัง นอกจากเนื้อเรื่องแล้ว คือ เราชอบเพลง Try Everything – Shakira ที่เป็น Ost.ของหนังเรื่องนี้ด้วย

    เนื้อเพลงคือใช่มาก และปลุกพลังสุดๆ (ชอบแก๊งค์แดนเซอร์เสือโคร่งมากกกก ดูแบบเคลื่อนไหวได้ใน MV)

    เนื้อเพลงบางส่วน . .

    Look how far you’ve come

    You filled your heart with love

    Baby you’ve done enough that cut your breath

    Don’t beat yourself up

    Don’t need to run so fast

    Sometimes we come last but we did our best

    I won’t give up, no I won’t give in

    Till I reach the end

    And then I’ll start again

    No I won’t leave

    I wanna try everything

    I wanna try even though I could fail .

     
     
     

     

    id old content:
    335
    0

    ใส่ความเห็น

    เข้าสู่ระบบ

    Or fill the form below