knowledge

Moving Motivator : เคล็ดไม่ลับจุดไฟบันดาลใจคนในทีม

9 ธันวาคม 2016


พวกเราโตมากับภาพการบริหารทีมแบบมีเจ้านาย-ลูกน้อง แต่นักบริหารกลุ่มหนึ่งตั้งคำถามว่า การบริหารเป็นงานของผู้จัดการหรือหัวหน้าทีมที่มีจำนวนเพียงหยิบมือจริงหรือไม่? จึงเกิดเป็น Management 3.0 แนวคิดการบริหารจัดการรูปแบบใหม่ที่มองว่าทุกคนในทีมร่วมกันเป็นผู้นำได้ซึ่งเป็นเทรนด์ใหม่ล่าสุดของการบริหารทีม หัวใจของ Manegement 3.0 คือการดึงทุกคนในทีมเข้ามามีส่วนร่วมในการบริหารจัดการ มีสิทธิ์มีเสียง เพื่อบรรลุเป้าหมายทีมและมีความสุขไปด้วยกัน เพราะทีมที่มีความสุขก็จะสร้างงานได้มีประสิทธิภาพค่ะ ความน่าสนใจของ Manegement 3.0 ที่ไม่พูดถึงไม่ได้เลย คือการใช้เกมเป็นสื่อในการเรียนรู้และพัฒนาทีม เกมเหล่านี้ถูกคิดค้นร่วมกันระหว่างผู้จัดการ, CEO และเจ้าของกิจการ พอรู้ว่าในเมืองไทยมีการจัด workshop เรื่อง Moving Motivator ซึ่งเป็นหัวข้อหนึ่งของ Manegement 3.0 ทางทีมงานจึงไม่รอช้า รีบไปคุยกับหมอปีย์ เชษฐโชติศักดิ์เจ้าของ workshop ผู้แปลหนังสือ Manegement 3.0 และนำเนื้อหาใน Workshop บางส่วนมาแบ่งปันกันค่ะ


แรงกระตุ้นไฟบันดาลใจทั้ง 10

เรามองว่า แรงบันดาลใจเป็นหัวใจของการสร้างทีม จากประสบการณ์ของเราพบว่า คนทำงานภาคสังคมซึ่งอาจจะไม่ได้มีเงินเป็นตัวจูงใจหลักในการทำงานเหมือนกับภาคธุรกิจ แต่มักเริ่มจาก ‘ใจ’ ก่อน ซึ่งการเริ่มต้นทำงานร่วมกันโดยรู้ว่าคนในทีมเรามีแรงจูงใจหรือแรงกระตุ้นมาจากอะไร ก็จะทำให้เราคิดวิธีหล่อเลี้ยงใจคนในทีมได้โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่ต้องเผชิญความยากลำบาก เพราะตราบใดที่คนในทีมยังได้ทำงานที่ตอบโจทย์แรงบันดาลใจของพวกเขา ก็มั่นใจได้ว่าพวกเขาจะไม่มีทางล้มเลิก หรือพับโปรเจกต์ง่ายๆ แน่นอน Jurgen Appelo ผู้เขียน Management 3.0 ได้แบ่งแรงกระตุ้นที่สร้างแรงบันดาลใจของแต่ละคนออกเป็น 10 ประเภท เครื่องมือนี้จะช่วยให้คนในทีมรู้ว่าสมาชิกแต่ละคนมีแรงกระตุ้นมาจากอะไร? จะได้มอบหมายงานและออกแบบเครื่องมือที่กระตุ้นแรงบันดาลใจเหล่านี้ได้ถูก

  1. ความใคร่รู้ (Curiosity) : ความอยากรู้ความสงสัย อยากเรียนรู้เรื่องใหม่อยู่เสมอ คนกลุ่มนี้มาพร้อมคำถาม ชอบลอง ชอบเรียนรู้ ขอแค่ได้เรียนรู้ก็มีความสุขและสนุกแล้ว ลองนึกถึงนักสืบพันธุ์ทิพย์ที่ชอบหาข้อมูล ชอบหาความจริง ให้หายสงสัย หายข้องใจ แม้ไม่ได้เงินก็รู้สึกสนุกและอยากทำ ถ้ามีคนที่มีแรงบันดาลใจจากความใคร่รู้ จัดเขาอยู่ในตำแหน่งที่ได้เรียนรู้ เช่น ทำงานวิจัย ลงพื้นที่คุยกับกลุ่มเป้าหมาย คุยกับลูกค้า
  2. ความมีเกียรติ (Honor) : ความจงรักภักดีต่อองค์กร รู้สึกภาคภูมิใจที่ได้ทำงานกับองค์กรนี้ จะยึดมั่นในเกียรติของสถาบัน เสียชีพได้แต่ไม่ยอมเสียเกียรติเด็ดขาด แรงกระตุ้นของคนกลุ่มนี้คือการได้ทำงานที่รู้สึกว่ามีเกียรติ มีศักดิ์ศรี ถ้ามีคนแบบนี้อยู่ในทีม ต้องทำให้เขารู้คุณค่าของงานที่ทำและไม่มอบหมายงานที่ต้องซอกแซก ไม่ซื่อตรงกับพวกเขา เช่น บอกพวกเขาให้ชัดเจนว่างานที่เขาทำอยู่ช่วยคนให้มีชีวิตดีขึ้นได้กี่คน
  3. การยอมรับ (Acceptance) : เป็นธรรมชาติของมนุษย์ที่ต้องการการยอมรับจากคนอื่นๆโดยเฉพาะคนใกล้ตัว หรือคนที่ร่วมงานด้วยกัน คนกลุ่มนี้อยากมีตัวตน อยากได้คำชื่นชมล่อเลี้ยงใจ เราจะสังเกตได้ว่า คนบางคนเพียงได้รับคำชื่นชมเล็กๆน้อยๆก็พร้อมทุ่มเททำงานแบบสุดตัวแล้ว
  4. ความเชี่ยวชาญ (Mastery) : คนกลุ่มนี้ชอบพัฒนาตัวเอง อยากพัฒนาทักษะ อยากทำงานที่ท้าทายและรู้สึกว่าตัวเองเก่งขึ้น โตขึ้นไปพร้อมๆกับงาน คนกลุ่มนี้จะไฟหมดถ้าต้องทำงานซ้ำซากจำเจ หรือพวกเขาทำได้หมดแล้ว คนกลุ่มนี้ไม่เหมาะกับตำแหน่งงานที่ทำซ้ำๆ ย่ำอยู่กับที่
  5. อำนาจ (Power) : อำนาจไม่ได้แปลว่าชอบควบคุมหรือชอบออกคำสั่งเพียงอย่างเดียว คนกลุ่มนี้มีแรงบันดาลใจจากการสามารถชักจูง หรือโน้มน้าวใจคนอื่นให้คล้อยตามหรือทำตามความคิดตนเองได้ เช่น มหาตมะ คานธี ที่สามารถปลุกพลังให้คนอินเดียทำตามได้ด้วยสันติวิธี ถ้ามีคนที่มีแรงกระตุ้นจากอำนาจ เขาควรเหมาะกับการเป็นทูตองค์กร คนเจรจาสื่อสาร นักขาย เป็นต้น เขาจะรู้สึกเติมเต็มทุกครั้งที่โน้มน้าวคนอื่นให้เข้าร่วมและเห็นพ้องตรงกับเขาได้
  6. มีอิสระ (Freedom) : คนกลุ่มนี้ไม่ชอบอยู่ในกรอบ ไม่ชอบกฎเกณฑ์ ชอบทางเลือก ได้ตัดสินใจด้วยตัวเอง ไม่ต้องพึ่งพิงคนอื่น ชอบงานที่เปิดโอกาสได้คิดเอง ลงมือลองผิดลองถูกด้วยตนเอง ถ้ามีคนแบบนี้ในทีม ควรออกแบบการทำงานที่ไม่ต้องเข้าออฟฟิศทุกวัน อาจมีการนัดประชุม นัดส่งงานตามวันเวลาที่กำหนด เพื่อให้คนกลุ่มนี้มีอิสระจัดการเวลาด้วยตัวเองและมีความสุขกับการทำงาน
  7. ความสัมพันธ์ (Relatedness) : หลายคนไม่ชอบอยู่คนเดียว ชอบอยู่ท่ามกลางผู้คน ไม่ว่าจะเป็นครอบครัว เพื่อนฝูง หรือคนรัก คนกลุ่มนี้จะได้รับพลังชีวิตจากการได้พบปะ ข้องเกี่ยวกับคนไม่ว่าทางใดก็ทางหนึ่ง หากต้องอยู่คนเดียวนานๆ คนกลุ่มนี้จะเหี่ยวเฉาและไร้ชีวิตชีวา คนที่มีแรงกระตุ้นจากด้านนี้จะเป็นแฟนพันธุ์แท้ของอีเวนท์ต่างๆ และมีความสุขกับการมีปฎิสัมพันธ์กับคนอื่นแบบไม่รู้สึกฝืน ถ้ามีคนที่มีแรงกระตุ้นจากความสัมพันธ์อยู่ในทีม อย่าเก็บเขาไว้หลังบ้าน มอบหมายงานที่ได้พบเจอผู้คนให้พวกเขา แค่นี้ก็แฮปปี้แล้ว
  8. ความแน่นอน (Order) : เป็นกลุ่มคนที่มีระบบระเบียบ ชอบความชัดเจน เป็นขั้นเป็นตอน ให้ความสำคัญกับความมั่นคง ถ้าทำงานกับคนที่มีความแน่นอนเป็นตัวผลักดัน เราต้องชี้ให้เขาเห็นความแน่นอนของงานที่ทำ การมอบหมายงานควรระบุลำดับ 1 2 3 ให้ชัดเจน กำหนดการณ์ต่างๆให้แม่นยำ คนกลุ่มนี้จะได้ไม่หัวเสีย
  9. เป้าหมายที่ยิ่งใหญ่ (Goal) : คนกลุ่มนี้มีวางเป้าหมายชีวิตไว้ในใจ และพร้อมจะทุ่มเทเพื่อให้ถึงเป้าหมาย เป้าหมายของแต่ละคนแตกต่างออกกันไป ถ้ามีคนกลุ่มนี้อยู่ในทีม เราต้องขายฝันของงานให้เขาฟังก่อนเพื่อให้เห็นเป้าหมายปลายทางร่วมกัน ถ้าเป็นงานเพื่อสังคมก็บอกไปเลยว่าอยากแก้ปัญหาสังคมใดให้ได้ อยากช่วยเหลือคนกลุ่มไหนให้สำเร็จ ก่อนจะตั้งเป้าหมายย่อยๆให้คนกลุ่มนี้ไล่ล่า
  10. สถานะ (Status) : สำหรับกลุ่มคนที่ใช้สถานะเป็นตัวชี้วัดความสำเร็จ อาจเป็นชื่อตำแหน่ง ถ้วยรางวัล หรือการวัดความนิยมของเราผ่าน Social Media ซึ่งเป็นธรรดาของมนุษย์ที่ชอบเปรียบเทียบเพื่อให้รู้ว่าเราอยู่จุดไหนของสังคม ใกล้ความสำเร็จหรือยัง ถ้ามีคนกลุ่มนี้ ทีมอาจลองจัดการประกวดแข่งขันโดยให้คนกลุ่มนี้เป็นหัวเรือใหญ่ ถ้าพวกเขาพาทีมคว้ารางวัลได้ แค่นั้นไฟบันดาลใจก็ลุกพรึ่บแล้ว

วิธีค้นหาแรงกระตุ้นไฟบันดาลใจ (ปรับเปลี่ยนจาก workshop จริงเล็กน้อยตามความเหมาะสมเพื่อปรับใช้กับทีม)

หลังจากแนะนำให้ทุกคนเข้าใจที่มาของแรงกระตุ้นทั้ง 10 ประเภทแล้ว ขั้นต่อมาถึงเวลาที่เราจะลงมือค้นหาแรงกระตุ้นของคนในทีมเรากัน ขั้นตอนด้านล่างเป็นกระบวนการง่ายๆ ที่สมาชิกในทีมได้ล้อมวง และค้นหาแรงกระตุ้นของตัวเองและคนในทีมไปพร้อมๆกัน

  1. แจกการ์ดแรงกระตุ้นไฟบันดาลใจทั้ง 10 ให้สมาชิกในทีม แต่ละคนเรียงแรงกระตุ้นที่สำคัญกับตัวเองน้อยสุดไปยังแรงกระตุ้นที่สำคัญมากที่สุด ถ้าตัดสินใจไม่ได้ให้ลองหยิบวิธีการให้คะแนนเป็นตัวช่วย แรงกระตุ้นที่สำคัญกับชีวิตมากที่สุดได้ 10 คะแนนเต็ม ส่วนแรงกระตุ้นที่สำคัญน้อยได้ 1 คะแนนเท่านั้น เปิดโอกาสให้แต่ละคนแชร์แรงกระตุ้นของตัวเอง

  2. ลองเขียนเหตุกาณ์สำคัญที่เกิดขึ้นในทีมลงบนกระดานเล็กๆ ให้แต่ละคนเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นร่วมกัน เช่น ทีมของเราได้รับโจทย์จากลูกค้าให้จัด workshop สำหรับน้องในโรงเรียนด้อยโอกาส 20 คน ลูกค้าลิสต์สิ่งที่อยากจัดเป็นลำดับ จากประสบการณ์ที่ลงพื้นที่และทำกิจกรรมกับน้องๆ ทีมรู้ว่าสิ่งที่ลูกค้าต้องการไม่ตอบโจทย์น้องๆในโรงเรียน ทางทีมจึงคิด workshop ใหม่ที่เกิดประโยชน์กับน้องมากกว่า พร้อมกับส่งทีมลูกค้าสัมพันธ์ไปเจรจากับลูกค้า จนลูกค้าเปลี่ยนมาจัดกิจกรรมตามที่ทีมคิดและพึงพอใจกับผลลัพธ์

  3. ให้แต่ละคนอธิบายว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นส่งผลกระทบต่อแรงบันดาลใจข้อไหน เป็นด้านลบหรือด้านบวก ถ้าส่งผลบวกให้เลื่อนการ์ดขึ้น ถ้าส่งผลลบให้เลื่อนการ์ดลง ระยะห่างของการเลื่อนการ์ดขึ้นและเลื่อนการ์ดลงคือความรุนแรงของผลกระทบ ยกตัวอย่างเช่น ฝ่ายลูกค้าสัมพันธ์ มีเป็นอำนาจเป็นแรงขับเคลื่อนในการทำงาน เขาอาจแชร์ว่า การที่โน้มน้าวใจลูกค้าให้คล้อยตามและจัด workshop ตามที่ทีมคิดใหม่ช่วยเติมไฟบันดาลใจของเขามากที่สุด และการได้เสนอไอเดียคิด workshop ใหม่ร่วมกับทีมก็ยังเติมเต็มแรงบันดาลไฟเรื่องอิสระของเขาได้อีกด้วย เหตุการณ์นี้เลยส่งผลกระทบด้านบวกกับเขา

  4. ลิสต์ดูว่าคนในทีมขับเคลื่อนด้วยแรงบันดาลใจข้อไหนเป็นพิเศษ เพื่อจะได้คิดกิจกรรมหรือระบบที่หล่อเลี้ยงแรงไฟของทุกคนให้ลุกโชนและมีพลังตลอดเวลา เช่น ถ้าทีมเป็นคนขี้สงสัย มีความสงสัยใคร่รู้เป็นแรงขับเคลื่อน เราอาจคิดระบบการสั่งงานเป็นการตั้งคำถาม เปิดกว้างให้ทุกคนค้นคว้า และเรียนรู้ด้วยตัวเองเพื่อหาคำตอบ ถ้าทีมเป็นคนขับเคลื่อนด้วยเป้าหมาย ตกแต่งห้องทำงานด้วยกระดานเป้าหมายขนาดใหญ่ เป้าหมายย่อย เป้าหมายทีม เป้าหมายส่วนบุคคล ที่โต๊ะทำงานก็อาจมี Checklist Goal หรือเริ่มประชุมด้วยการเล่าว่าทีมสำเร็จตามเป้าหมายอะไรบ้างแล้ว เป็นต้น 

หลังจากจบ workshop และทดลองนำเครื่องมือนี้ไปใช้พบว่า 

  • คนในทีมเข้าใจแรงกระตุ้นของแต่ละคน มอบหมายงาน และคิดวิธีการทำงานร่วมกันที่ทำให้ทุกคนมีไฟทำงานมากขึ้น
  • ใช้เป็นเครื่องมือทำ Reflcetion หลังจบงานแต่ละชิ้นแต่ละโปรเจกต์ได้ดี เพราะทุกคนเปิดอกเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นร่วมกัน และแชร์ว่าแต่ละเหตุการณ์ส่งผลกระทบด้านบวกหรือด้านลบต่อแรงบันดาลใจของสมาชิกอย่างไรบ้าง ถ้าเหตุการณ์นั้นส่งผลกระทบเชิงลบต่อสมาชิกหลายคน แถมส่งผลกระทบต่อแรงบันดาลใจที่สำคัญของสมาชิกอีก ก็ควรปรับวิธีการทำงานแบบเร่งด่วน และสื่อสารปรับความเข้าใจกัน ก่อนสมาชิกจะถอดใจและถอนตัว เพราะจากการพูดคุยกับคนในวง หากเหตุการณ์กระทบต่อแรงบันดาลใจที่ไม่ใช่ข้อหลักและยังมีข้อดีอื่นๆที่หล่อเลี้ยงแรงบันดาลใจข้อสำคัญอยู่ แม้เหตุการณ์นั้นหนักหนาสาหัสแต่คนคนนั้นยังพร้อมลุยต่อและไม่ถอดใจลาออก

ใครอ่านแล้วติดใจอยากลองเข้า workshop ด้วยตัวเองแนะนำให้ติดตาม Management3.0 เวอร์ชั่นภาษาไทย คุณหมอปีย์ปล่อย workshop ฟรีออกมาเรื่อยๆแต่ละครั้งหัวข้อต่างกันไป อย่างที่บอกไปในข้างต้นว่า Management3.0 มีหัวข้อยิบย่อยเยอะมากๆ ส่วนใครอยากอ่านหนังสือเพิ่มเติมแวะไปติดตามได้ที่ management30.com มีทั้งหนังสือและเกมให้เลือกกัน ใครไม่อยากอ่านภาษาอังกฤษก็รอฉบับภาษาไทยของคุณหมอปีย์กันอีกสักนิดตอนนี้แปลเกือบครบแล้วค่ะ สุดท้ายใครนำไปใช้ปลุกพลังทีมได้จริงหรือไม่ มาเล่าสู่กันฟังบ้างนะคะ 🙂

 

เป้าหมายอื่นๆ (ระบุ):
changeovers
0

ใส่ความเห็น

เข้าสู่ระบบ

Or fill the form below