เทคนิคออกไปสัมภาษณ์ให้ได้ข้อมูลครบถ้วนด้วย Blah Metric และ Vivid Grammar Graph

15 ธันวาคม 2559
ธุรกิจและกิจการเพื่อสังคมการลงทุนทางสังคม, การคุ้มครองผู้บริโภค, ความรับผิดชอบต่อสังคม, การจ้างงาน, การค้าที่เป็นธรรม, การท่องเที่ยว,

อื่นๆ (ระบุเป้าหมาย)

ปัญหาหนักอกทุกครั้งที่ออกไปสัมภาษณ์ หรือลงพื้นที่คุยกับผู้คนคือ คุยๆ ไป ไม่ใครก็ใครต้องชวนคุยออกนอกประเด็น สุดท้ายก็ข้อมูลไม่ครบ ไม่เข้าใจที่เขาพูด ไม่ได้ข้อมูลเชิงลึก แถมหลายครั้งอาจต้องเสียเวลาไปสัมภาษณ์ใหม่ ซึ่งในการลงพื้นที่เราควบคุมปัจจัยภายนอกและสภาพแวดล้อมไม่ได้ มีแต่สติของตัวเองเท่านั้นที่เราควบคุมได้ 100% วันนี้เรามีเครื่องมือที่ช่วยให้ทุกคนตั้งสติ พร้อมลงพื้นที่เก็บข้อมูล เรียกว่า Blah Metric และ Vivid Grammar Graph ช่วยในการจับประเด็น และยังช่วยให้การรับบรีฟลูกค้าหรือเจ้านายแต่ละครั้งปวดหัวน้อยลงด้วย!

เครื่องมือ 2 ตัวนี้คิดค้นโดย Dan Roam ผู้แต่งหนังสือ The Back of the Napkin ซึ่งใช้เทคนิคการคิดเป็นภาพหรือ VIVID THINKING มาใช้ในการจับใจความสำคัญเพื่อช่วยให้การสื่อสารลื่นไหลมากขึ้น โดยความคิดและการสื่อสารจะชัดเจนได้ควรทำตามขั้นตอน ดังนี้

  1. คิดคำและภาพที่สื่อสารแทนความคิดของเรา เราต้องใช้ทั้งสมองที่คิดเป็นคำ และสมองที่คิดเป็นภาพควบคู่กันไป
  2. เมื่อเราเห็นคำ เราแปลงคำเป็นภาพและเขียนลงบนกระดาษ
  3. ถ้าสิ่งที่เราได้ยินไม่ชัดเจน เราใช้ Blah Metric เพื่อวัดคุณภาพสารที่เรารับก่อน
  4. ใช้ Vivid Grammar Graph เป็นตัวช่วยในการแยกแยะสิ่งที่ได้ยิน จดบันทึก และวาดเป็นภาพ

Blah Metric เป็นตารางใช้วัดคุณภาพข้อมูลที่เราได้รับ

เครื่องมือนี้สะดวกรวดเร็วในการประเมิน มีลักษณะเป็นตาราง 4x3 ช่อง ที่วัดคุณภาพของการสัมภาษณ์จาก 3 หัวข้อหลัก เนื้อหา ตัวเรา และ ผู้พูด เราจะหยิบตารางนี้ขึ้นมาใช้เมื่อสัมภาษณ์ไป 1 ใน 3 ส่วน ลองพักเบรกสักนิด แล้วประเมินว่าสถานการณ์เป็นอย่างไรบ้าง จะได้ปรับกลยุทธ์สัมภาษณ์ได้ทัน 


เนื้อหา แบ่งคะแนนเป็น 3 ระดับ ได้แก่

  • ครบถ้วน : ได้ข้อมูลตามที่เราต้องการทั้งเชิงกว้างและเชิงลึก ข้อมูลครอบคลุมทุกด้าน สบายใจได้ว่าไม่ต้องกลับมาสัมภาษณ์ใหม่แน่ๆ
  • ขาดรายละเอียด : ข้อมูลหลักได้ครบแล้ว แต่ข้อมูลรายละเอียดปลีกย่อยยังเก็บไม่หมด หน้าที่ของเราคือ ลิสต์คำถามรายละเอียดปลีกย่อยในเรื่องที่สนใจเป็นพิเศษจะได้ถามครบไม่ตกหล่น
  • ขาดประเด็นสำคัญ : คุยตั้งนานไม่เข้าเนื้อหาสักที อาจเกิดจากคนให้สัมภาษณ์หลงประเด็น ไม่เข้าใจคำถาม หรือเล่ารายละเอียดยิบย่อยที่ไม่ใช่สาระสำคัญเยอะไป เราต้องตั้งคำถามใหม่ให้ชัดเจนขึ้น อย่าตั้งคำถามกว้างเกินไป พยายามดึงคนสัมภาษณ์กลับเข้าสู่เนื้อหา
ตัวเรา  แบ่งคะแนนเป็น 3 ระดับ ได้แก่
  • เข้าใจ : เราเข้าใจเรื่องที่คนสัมภาษณ์เล่าแบบครบถ้วนบริบูรณ์
  • สงสัย : บางเรื่องอาจเป็นข้อมูลใหม่ที่เพิ่งเคยได้ยินครั้งแรก ถ้าเราฟังแล้วสงสัยก็ควรถามซ้ำตรงเนื้อหาที่เราติดใจ จะได้ทบทวนว่าตัวเองเข้าใจถูกต้องหรือไม่
  • ไม่รู้เรื่อง : งง! จับต้นชนปลายไม่ถูก เกิดจากตัวเราเองที่ไม่มีความรู้ด้านนี้มาก่อน เช่น ผู้พูดเล่าเรื่องขั้นตอนการทำบอลลูนเพื่อเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตตามเกาะต่างๆในพื้นที่ห่างไกลคนจะได้เข้าถึงอินเตอร์เน็ตได้ เราที่ไม่มีพื้นฐานด้านนี้มาก่อนอาจงงได้ วิธีรับมือคือบอกผู้พูดไปตรงๆ และให้เขาช่วยอธิบายให้ง่ายขึ้น ให้วาดภาพ หรือยกตัวอย่างประกอบ

ผู้พูด แบ่งคะแนนเป็น 3 ระดับ ได้แก่ 

  • ชัดเจน : ผู้พูดที่จับประเด็นเก่ง ให้สัมภาษณ์มาเยอะ จะตอบตรงคำถาม ได้เนื้อหาที่เราต้องการ
  • วกวน : ตอบไม่ตรงคำถามสักเท่าไหร่นัก วกไปวนมา เราจึงต้องทวนคำตอบส่วนที่เป็นใจความสำคัญ เช่น คุณลุงหมายความว่าอย่างนี้ใช่มั้ยคะ? หนูเข้าใจถูกต้องมั้ยคะว่า....?
  • มีแต่น้ำ : พูดไปเยอะแต่จับประเด็นอะไรไม่ได้เลย ถามอย่างตอบอย่าง วิธีรับมือคือลองถามคำถามเดิมด้วยคำพูดใหม่ โดยถามคำถามที่เข้าใจง่ายขึ้น เจาะจงขึ้น และมีตัวอย่างประกอบ เช่น อยากรู้ว่าคนบนเกาะเล่นอินเตอร์เน็ตหรือไม่ อาจถามว่า คุณลุงรู้จักอินเตอร์เน็ตมั้ยคะ? คุณลุงใช้มือถือมั้ยคะ? ใช้มือถือทำอะไรบ้าง? โทรเข้าโทรออกอย่างเดียวเลยหรือเปล่าคะ? ลองหยิบโทรศัทพ์ขึ้นมาแล้วเล่นอินเตอร์เน็ตให้ดูพร้อมกับถามว่า คุณลุงเคยใช้โทรศัพท์ค้นหาข้อมูลแบบนี้มั้ยคะ? เพื่อนๆบนเกาะที่คุณลุงรู้จักมีใครเล่นอินเตอร์เน็ตเป็นมั้ยคะ?

Vivid Grammar Graph : แผนภาพที่ช่วยจับประเด็นคำพูดต่างๆ

พอวัดคุณภาพกันแล้ว มาต่อกันด้วย Vivid Grammar Graph แผนภาพที่ช่วยจับประเด็นคำพูดต่างๆ เราจะหยิบคำพูดยาวๆมาแบ่งแยกโครงสร้างเป็น 6 ท่อน ตามภาพ

ช่องบนสุด

  • PORTRAIT (ใคร+อะไร) : ช่องบนสุด เราจะเขียน ภาพเค้าโครงซึ่งเป็นหัวใจของทุกอย่าง อาจเป็นคน สัตว์ หรือสิ่งของก็ได้ เป็นชื่อเฉพาะหรือชื่อทั่วไป เวลาเราฟังคนพูดยืดยาว ลองค้นหาประธานจากสิ่งที่เขาพูดให้เจอก่อนและวาดลงบนช่องบนสุด เช่น ผู้ใหญ่บ้าน ชาวบ้านบนเกาะ ผู้ว่าราชการจังหวัด

ช่องตรงกลาง

  • CHART (จำนวนเท่าไหร่) : เวลาลงสัมภาษณ์ เราได้ยินตัวเลข คำบ่งบอกปริมาณ และสถิติต่างๆเป็นสิ่งสำคัญ ลองวาดเป็นชาร์ตดู เช่น มีคนบนเกาะจำนวน 500 คน ประมาณ 100 ครอบครัว
  • MAP (ที่ไหน) : เมื่อได้ยินคำที่บ่งบอกสถานที่ ให้วาดรูปลงในช่องตรงกลาง เราจะได้รู้ว่าเหตุการณ์ต่างๆเกิดขึ้นที่ไหนบ้าง เช่น เกาะตั้งอยู่แถบอันดามัน 
  • TIMELINE (เมื่อไหร่) : เมื่อได้ยินเรื่องราว และการกระทำต่างๆ เราควรจัดลำดับเวลาก่อนหลัง แล้วลองเขียนเป็นภาพแสดงขั้นตอนและระยะเวลา จะได้เข้าใจง่ายขึ้น เช่น ปี 2011 เคยมีโครงการจากรัฐจะติดตั้งสายอินเตอร์เน็ตแต่เมื่อเปลี่ยนผู้ว่าราชการจังหวัดก็ยกเลิกไป >> 2 ปีต่อมามี NGO เข้ามาทำเรื่องช่วยชาวบ้านร้องขอโครงข่ายอินเตอร์เน็ต

ช่องล่างสุด

  • GRAPH (ทำไม) : แต่ละเหตุการณ์มีเหตุผลเบื้องหลังอยู่เสมอ ถ้าเราได้ยินเหตุผล ความรู้สึก ความสัมพันธ์ หรือสิ่งใดก็ตามที่เกี่ยวข้องกันและทำให้เรารู้ว่าทำไมสิ่งเหล่านี้จึงเกิดขึ้น ก็ลองวาดกราฟแสดงความสัมพันธ์ของสิ่งเหล่านั้นขึ้นมา เช่น การเปลี่ยนผู้ว่าฯ และชาวบ้านไม่เห็นความสำคัญ
  • FLOWCHART (อย่างไร) : เอาเหตุการณ์ด้านบนมาเรียงลำดับตามเหตุและผล เพราะมีสิ่งนี้จึงเกิดสิ่งนี้ ถ้าไม่มีสิ่งนี้จะไม่เกิดสิ่งนี้ ให้วาดผังงานชี้ลูกศรจากต้นเหตุไปยังผล เราจะเห็นภาพชัดเลยว่าต้นเหตุมีอะไรบ้าง และเกิดผลอะไรตามมาบ้าง ตารางช่องนี้ช่วยให้เราเข้าใจว่าแต่ละเหตุการณ์เกิดขึ้นได้อย่างไร เช่น เพราะการเปลี่ยนผู้ว่าฯ และชาวบ้านไม่เห็นความสำคัญ ตอนนี้คนบนเกาะจึงไม่มีอินเตอร์เน็ตใช้

ความเห็นจากการทดลองใช้จริง
จากการสัมภาษณ์ Changemaker เราลองนำเครื่องมือ Vivid Grammar Graph ไปใช้ สิ่งที่เราชอบคือ จับประเด็นได้ง่ายขึ้น ยิ่งกรณีตัวละครเยอะๆ ทำให้เราเห็นภาพครบถ้วนเลยว่ามีใครเข้ามาเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้บ้าง แต่ละคนทำอะไร ที่ไหน เมื่อไหร่ พอจับประเด็นได้ เราก็ถามต่อได้ลื่นไหล รู้ว่าข้อมูลตรงไหนยังไม่ครบ ก็ยิงคำถามเพื่อให้ได้ข้อมูลครบถ้วน เราว่า Vivid Grammar Graph ทำหน้าที่เป็นโครงสร้างของข้อมูลได้ดีเลย

ได้เครื่องมือแล้วก็ต้องลองไปคุยกับคนดู แรกๆอาจเกร็งไปนิด สติหลุดไปหน่อย ก็ต้องเรียนรู้และปรับกันไป ไม่แน่เราอาจสนุกกับการคุยกับคนจนลืมไปเลยว่าเมื่อก่อนเราเคยกังวลกับการลงพื้นที่สัมภาษณ์คนขนาดไหน ส่วนใครที่อยากได้เครื่องมือฉบับเต็ม ลองหาอ่านหนังสือ The Back of the Napkin  เพิ่มเติมกันดูนะคะ

Hashtags: