ถึงเวลาปลดล็อค '4 ไม่' ที่ทำให้เราไม่เริ่มลงมือทำสักที

20 ธันวาคม 2559
All

All

การเริ่มต้นเป็นขั้นตอนที่ยากที่สุดเสมอ โดยเฉพาะถ้าจะเริ่มสร้างการเปลี่ยนแปลงด้วยแล้ว ยิ่งยากขึ้นไปอีก ซึ่งตลอดปี 2559 ที่ผ่านมา ทีม School of Changemakers ได้จัดกิจกรรม Classroom และได้ทำงานกับเครือข่ายหลายองค์กร เพื่อจัดเวิร์คช็อปพัฒนาไอเดียให้กับคนรุ่นใหม่ และเป็นทางเข้าสำหรับคนทั่วไปที่สนใจ เราพบว่า มีคนมากมายที่สนใจทำอะไรดีๆ เพื่อสังคม และทุกครั้งที่เราได้พูดคุยกับผู้คนที่แววตาเป็นประกาย และได้ยินไอเดียสนุกๆ ที่จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงอย่างสร้างสรรค์ ก็ทำให้ทีมงานหัวใจพองโตได้ทุกครั้ง...แต่สิ่งเหล่านั้นมักหายไปเมื่อเวลาผ่านไปไม่นาน ไอเดียที่ฟุ้งอยู่ในอากาศมักถูกหยิบมาลงมือทำจริงน้อยมาก

เราเสียดาย แต่ก็เข้าใจดีว่าทุกคนมีเหตุผลและมีจังหวะชีวิตที่แตกต่างกันไป แต่วันนี้เราอยากมาแชร์ความคิดของหลายคนที่เราได้เจอ ซึ่งเป็น ‘คนที่มีใจ’ แต่ยังคงติดกับดักทางความคิดบางอย่างอยู่ มาลองดูกันว่าคุณเป็นหนึ่งในคนเหล่านี้หรือเปล่า ถ้าใช่ ก็ถึงเวลาต้องปลดล็อคความคิดนี้กันแล้ว 

1. ไม่พร้อม : เราได้ยินคนมาบ่นเยอะว่าอยากทำ แต่น่าเสียดายจัง ยังไม่มีเวลาว่าง ยังไม่มีประสบการณ์พอที่จะทำ แก่เกินไปที่จะทำ ไม่มีเงินพอที่จะทำ และอีกสารพัดเหตุผล แต่โดยรวมแล้วก็คือ ยังไม่พร้อมที่จะลงมือทำนั่นเอง

วิธีปลดล็อคความคิดแบบนี้ : คำพูดเหล่านี้ส่วนใหญ่แล้วมักจะเป็นข้ออ้างมากกว่าเหตุผล เพราะการไม่ต้องเปลี่ยนแปลงอะไรหรือการอยู่ใน comfort zone ย่อมสบายกว่าอยู่แล้ว แต่ถ้าเราคิดจะลงมือทำจริงๆ ก็คงไม่มีอะไรห้ามเราได้ เราสามารถใช้หลักการ lean startup เหมือนภาคธุรกิจที่ว่าเราควรเริ่มตอนไม่พร้อมนี่แหละ เพราะเราเองก็ตอบไม่ได้ว่าวันที่เรา ‘พร้อม’ คือเมื่อไหร่กันแน่ ลองมองหาข้อดีจากความไม่พร้อมเหล่านั้นของเราแล้วเปลี่ยนเป็นโอกาสในการทำงาน เช่น 

  • ถ้าเราไม่ค่อยมีเวลา แต่ยังต้องจัดตารางมาทำโปรเจกต์เพื่อสังคมด้วย ก็จะทำให้เราเป็นคนที่จัดการเวลาได้ดีขึ้น 
  • ถ้าเรายังไม่มีประสบการณ์ นี่ก็ถือเป็นโอกาสที่จะได้เรียนรู้ ยังเด็กอยู่ก็ล้มเร็วลุกเร็ว และมีโอกาสจะทำอะไรได้อีกมากมาย 
  • ถ้าเราคิดว่าเราแก่เกินไป นี่ก็ถือเป็นโอกาสที่จะได้ใช้ความรู้ความสามารถที่เราสะสมมาเป็นเวลานานให้เกิดประโยชน์กับสังคม และยังได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้กับคนรุ่นใหม่ 
  • ถ้าไม่มีเงินทำ ก็เป็นความท้าทายที่เราจะต้องวางแผนจัดหาทรัพยากรให้ดี และสร้างเครือข่ายความช่วยเหลือเพื่อให้เราได้สิ่งที่ต้องการมากขึ้น 

2. ไม่กล้าทำ เพราะสวนกระแสคนรอบข้าง : คนเราอยู่ในสภาพแวดล้อมที่แตกต่างกัน หลายคนเกิดความไม่มั่นใจและไม่กล้าแสดงออกเมื่อเห็นว่าคนรอบตัวทั้งเพื่อน ครอบครัว ครู หรือหัวหน้าที่ทำงานไม่ได้อินเรื่องเดียวกับเรา นอกจากจะไม่เห็นด้วยและไม่สนับสนุนแล้ว ยังดับฝันเราอีก บางคนว่าเนิร์ดไปหรือเปล่า ทำตัวโลกสวยไปหรือเปล่า หนักเข้าก็บอกว่าจะไปช่วยคนอื่นนี่เอาตัวเองรอดแล้วหรอ? รวยแล้วหรอ? ซึ่งพอเราเถียงไม่ได้ ก็เริ่มไขว้เขว เลยซ่อนตัวอยู่ในวิถีชีวิตแบบเดิม เฝ้ามองปัญหาอยู่เงียบๆ โดยไม่ลงมือทำอะไร 

วิธีปลดล็อคความคิดนี้ : ก่อนอื่นเราต้องมองเห็นคุณค่าในตัวเองก่อน ลองคิดดูสิว่ายังมีคนอีกมากมายที่ยังต้องการความช่วยเหลือ แต่เขาทำอะไรไม่ได้ เราซึ่งอยู่ในจุดที่ช่วยเหลือคนอื่นได้ ทำไมเราถึงไม่ทำ? 

การอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ปิดกั้นทางความคิดแบบนี้นานๆ จะทำให้เราหดหู่ และอาจทำให้หมดความเชื่อมั่นในตัวเองไปด้วย ก่อนที่ไฟในตัวจะมอดดับไปกว่านี้ ควรรีบย้ายตัวเองไปอยู่ในที่ๆ ได้เจอคนแบบเดียวกับเรา อาจจะไม่ต้องคิดแบบเดียวกันก็ได้ แต่อย่างน้อยก็เป็นกลุ่มคนที่เปิดกว้างทางความคิด และสนับสนุนให้เราลุกขึ้นมาลองทำไม่ว่าจะผิดหรือถูก แล้วเรียนรู้ไปด้วยกัน ซึ่งแม้เราอาจเปลี่ยนคนรอบตัวเราไม่ได้ทั้งหมด แต่ถ้ามีพื้นที่หนึ่งที่เป็นเหมือนสนามเด็กเล่นทางความคิดของเราก็คงสนุกไม่น้อย ซึ่งปัจจุบันก็มีหลาย community ให้เราได้เลือกเข้าไปมีส่วนร่วมตามความสนใจ 

ถ้าเราเจอว่าสิ่งนี้ทำให้เรามีความสุข แล้วเราได้ลงมือทำมัน ความสุขเราก็จะเพิ่มมากขึ้น เราจะเห็นคุณค่าในตัวเอง และยอมรับตัวเองมากขึ้น และสิ่งเหล่านี้ก็จะช่วยพิสูจน์ตัวเรากับคนรอบข้างได้เองในที่สุด

3. ไม่รู้จะเริ่มยังไง : คนรุ่นใหม่ที่สนใจทำดีมีอยู่มากกว่าที่ผู้ใหญ่หลายคนคิด แต่การใช้ชีวิตและประสบการณ์การพบเจอปัญหาสังคมของแต่ละคนมีมากน้อยไม่เท่ากัน เมื่อมุมมองต่อปัญหายังไม่ชัดพอ และไม่รู้ว่าตัวเราเองจะช่วยอะไรได้ จึงยังไม่เกิดการลงมือทำ 

วิธีปลดล็อคความคิดแบบนี้ : มันไม่ผิดเลยที่เราจะยังไม่เจอปัญหาที่เราอยากแก้ หรืออะไรที่อยากทำในวันนี้ แต่ถ้าสนใจก็ต้องลองสำรวจปัญหาให้มากขึ้น ซึ่งทำได้โดยการพาตัวเองเข้าไปอยู่ในที่ที่จะได้เรียนรู้ และทำความเข้าใจปัญหา จนกว่าจะเจอปัญหาที่เราอินและอยากแก้จริงๆ เช่น การไปทำงานอาสา การออกค่ายชนบท การฝึกงานในองค์กรภาคสังคม ถ้าเราเปลี่ยนจุดที่ยืนมองปัญหาจากคนนอกมาเป็นคนใน เราก็จะเห็นอะไรที่แตกต่างออกไปมากทีเดียว 

เมื่อทำความเข้าใจปัญหามากขึ้นแล้ว ต่อมาก็ต้องทำความเข้าใจตัวเอง สำรวจทักษะความสามารถและความสนใจของตัวเราว่ามีอะไรบ้าง แล้วเราจะนำศักยภาพของเรามาใช้ในการแก้ไขปัญหาสังคมอย่างไรได้บ้าง เครื่องมือที่แนะนำคือ Dream it, Do it เมื่อเรารู้จักตัวเอง และปัญหาดีพอ ไอเดียที่ออกมาก็จะสนุก ไม่ซ้ำใคร และแก้ไขปัญหาได้จริง แล้วเราก็จะอยากทำให้มันเป็นจริงขึ้นมาเดี๋ยวนั้นเลย 


4. ไม่ไหวหรอก ปัญหาใหญ่เกินไป : ปัญหาสังคมมีความซับซ้อนและเชื่อมโยงเกี่ยวเนื่องกันไปหมด แน่นอนว่าไม่มีปัญหาไหนที่แก้ง่าย หลายคนที่ยิ่งรู้จักปัญหา ยิ่งขุดลึกก็ยิ่งเจอปัญหาระดับโครงสร้าง ระดับทัศนคติของคน ยิ่งรู้มากก็ยิ่งท้อแท้มาก รู้สึกว่าตัวเราเล็กเกินกว่าจะทำอะไรได้ เมื่อมองไม่เห็นทางแก้ หลายคนเลยถอดใจแล้วกลับไปใช้ชีวิตของตัวเองเหมือนเดิมดีกว่า

วิธีปลดล็อคความคิดแบบนี้ : ถ้าทุกคนคิดว่าปัญหาสังคมเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่เกินกว่าจะแก้ได้ก็คงไม่มีใครลุกขึ้นลงมือทำ แต่ที่เราเห็นทุกวันนี้คือมีผู้ประกอบการสังคม (social entrepreneur) มากมายที่ทำโปรเจกต์ดีๆ เพื่อแก้ไขปัญหาไปทีละนิดในทุกๆวัน เพราะพวกเขาไม่ได้ตั้งต้นคิดจากตัวปัญหา แต่คิดแบบย้อนกลับว่าจากสถานการณ์ปัญหาในตอนนี้ เขาอยากเห็นอะไร แล้วเราจะทำอะไรได้บ้างเพื่อให้ไปถึงภาพนั้น ตามหลัก Appreciative inquiry - 4D process ซึ่งการคิดโดยเริ่มจากทัศนคติบวกแบบนี้ จะทำให้เราสนุกที่จะคิดมากขึ้น และมีความหวังที่จะแก้ปัญหาที่อยู่ตรงหน้ามากขึ้นด้วย 


นอกจากนี้ถ้าเรามองในแง่บวก เราก็จะเห็นว่ายิ่งปัญหาใหญ่และรุนแรงมากเท่าไหร่ ก็แปลว่ายังมีช่องว่าง (gap) อีกมาก ที่ต้องการการแก้ไข ซึ่งก็เป็นเช่นเดียวกับการทำธุรกิจ ว่าถ้าเรามองวิกฤตเป็นโอกาส (opportunity) ปัญหาที่ใหญ่ก็เหมือนพื้นที่ขนาดใหญ่ที่ท้าทายให้เราทำอะไรได้อีกมากมาย 

If not you, then who?
If not now, then when? 

Change starts from you! 
#everyoneAchangemaker

Hashtags: