knowledge

เสียงของ ‘คนธรรมดา’ ที่ลุกขึ้นมาสร้างการเปลี่ยนแปลงกับกิจกรรม Classroom

31 ธันวาคม 2016


ใครจะรู้ว่า ‘ตัวเราเอง’ มีศักยภาพแค่ไหน ถ้าไม่เคยลอง ‘ลงมือทำ’ วันนี้ School of Changemakers คัดสรรเรื่องราวจาก Changemaker 5 คน จากหลายร้อยคนที่สนใจมาเข้าร่วมกิจกรรม classroom กับเราในปี 2559 ที่ผ่านมา เพื่อเรียนรู้ พัฒนาไอเดีย และเตรียมตัวเองให้พร้อมลงมือสร้างการเปลี่ยนแปลง จากวันที่เริ่มต้นเข้าเรียน จนถึงวันที่นำเครื่องมือไปใช้ หลายคนอาจจะยังไม่ได้ลงมือทำจริง หลายคนเริ่มไปบ้างแล้ว แต่ที่แน่ๆ คือทุกคนได้ก้าวออกจาก comfort zone และได้ ‘CHANGE’ ในแบบของตัวเอง ….เรามาร่วมเรียนรู้เส้นทางการเป็น Changemaker ของคนกลุ่มนี้ไปพร้อมๆ กันเลยดีกว่าค่ะ

“เราทำเพจด้านบริหารจัดการเงิน กลุ่มเป้าหมายหลักๆ เป็นคนชั้นกลาง เราคิดว่าความรู้ตรงนี้ช่วยให้คนไม่ถูกหลอก ไม่ถูกโกง และไม่เป็นหนี้ได้ เพราะการวางแผนการเงินเป็นเรื่องจำเป็นสำหรับทุกคน ถ้าไม่วางแผนตั้งแต่วันนี้ เกิดผลกระทบเป็นลูกโซ่ต่อๆไป อนาคตก็ลำบาก เราไม่อยากเห็นใครดูแลเงินตัวเองไม่ดี รู้ตัวอีกทีก็หมดตัว ชีวิตพัง เราเลยอยากเล่าเรื่องการเงินแบบเคี้ยวง่าย ตัดศัพท์ยากๆทิ้ง อ่านแล้วทำตามได้เลย ให้คนอีกกลุ่มฟัง เช่น คนขับรถสิบล้อที่เขาคงไม่มาอ่านเพจที่เราเขียน หรือคนงานในโรงงาน ซึ่งบริษัทมักมองว่าเรื่องเงินเป็นเรื่องส่วนตัว แต่จริงๆแล้วเรื่องเงินของพนักงานกระทบกับศักยภาพการทำงานอย่างมาก เพราะถ้าพนักงานมีภาระหนี้สิน พวกเขาก็จะไม่เป็นอันทำงาน เพราะมัวแต่กลัวคนตามมาทวงหนี้

ก่อนเข้า classroom เรามีไอเดียตั้งต้นมาอยู่แล้วจากงานเดิมที่เราทำอยู่ และเรามีปลายทางแล้วแหละว่าอยากเห็นภาพการเปลี่ยนแปลงอะไร แต่การเชื่อมจุดเริ่มต้นไปถึงจุดหมายปลายทาง ส่วนนี้ classroom ช่วยได้เยอะ เพราะจากไอเดียกระจัดกระจายเยอะไปหมด พอมีเครื่องมือมาช่วยจับไอเดียที่ฟุ้งๆ มาเรียงเป็นระเบียบ เราก็เริ่มเห็นเป้าหมาย รู้ว่าต้องลงมือทำอะไรก่อน-หลังให้ถึงเป้าหมายนั้น อย่างตอนแรกเราจะอัดหนังสือเสียงเรื่องการจัดการเงินให้คนตาบอด แต่พอเข้าเรียนได้รู้ว่ากลุ่มเป้าหมายแคบเกินไป วิธีวางแผนการเงิน เราเอาไปสอนกับทุกคนได้ เราเลยขยายกลุ่มเป้าหมายเป็นกลุ่มคนที่เข้าไม่ถึงความรู้เรื่องการเงิน เช่น เกษตรกร พ่อค้าแม่ค้า คนโรงงาน คนขับแท็กซี่ หลังจากจบคลาสเราเริ่มวางแผนเนื้อหาด้านการเงินที่พวกเขาจะเข้าใจได้ง่าย ตัวเราเองลงเรียนหลักสูตรวางแผนการเงิน และทำงานด้านนี้อยู่แล้ว เราแค่แชร์ความรู้ที่มีก็สามารถช่วยคนอื่นได้แล้ว 

เรามองว่าคุณค่าของตัวเราอยู่ที่เราทำอะไรเพื่อคนอื่นได้บ้าง สำหรับทุกคนที่มีความฝันอยากทำอะไรดีๆ อยากให้ลองดูก่อน ลองมาเรียนก่อน ที่นี่มีเครื่องมือ มีเพื่อนและมีโค้ช ที่ช่วยตบไอเดียฟุ้งๆให้เข้ารูปเข้ารอยและเป็นจริงได้ค่ะ”

ปาจรีย์ ปานขาว (ปา) ผู้ก่อตั้งเว็บไซต์ Aommoney 

Classroom A-C #1


“พี่ทำโครงการความรุนแรงในมหาวิทยาลัย เรื่องการรับน้องก็ทำร่วมกับสมาคมศิษย์เก่า อินกับเรื่องนี้มาก มี worskhop หรือเสวนาเกี่ยวกับเรื่องนี้ที่ไหนพี่เข้าหมดเลย จนเรามี insight เรื่องนี้เยอะพอสมควร เพื่อนเห็นเราสนใจประเด็นสังคมเลยชวนมาเรียนที่ School of Changemakers ตอนตัดสินใจเข้าเรียน พี่ไม่ทราบเลยว่ามันคืออะไร เริ่มเข้าจาก Classroom A แว๊บแรกประทับใจทีมงาน เขามีข้อมูลเยอะ ข้อมูลแน่น รู้สึกอุ่นใจเพราะมีที่ปรึกษา ถ้าติดปัญหาอะไรน่าจะเข้าไปหาได้เรื่อยๆ และพี่ได้รู้จักคนอื่นที่เขาอยากเปลี่ยนแปลงเหมือนกัน เราก็ฮึกเหิม พอจบพี่ก็เข้า Classroom B ต่อ เน้นพัฒนาไอเดีย เราต้องทำการบ้าน มีคนติดตามผลเรา พี่รู้สึกว่ายิ่งดี ปกติพี่บ้าข้อมูลอยู่แล้วแต่เครื่องมือที่เรียนช่วยพี่หาข้อมูลแบบมีประสิทธิภาพมากขึ้น มี Framework ในการหา ไม่ใช่เลื่อนลอย 

จนสุดท้าย Classroom C ซึ่งมีจุดพีคคือโค้ช เราเจอโค้ชที่สนใจประเด็นเดียวกัน คุยกันถูกคอ ลงตัวมากๆ เราก็แชร์ insight กับโค้ช insight คือหัวใจของการแก้ปัญหาของเราเลย ถ้าไม่มี ก็ไม่รู้เลยว่าจะไปช่วยเขายังไง และตัวข้อมูลเรื่องความรุนแรงไม่เคยหยุดนิ่ง เปลี่ยนแปลงได้ตลอด พี่ต้องหาข้อมูลเพิ่มเรื่อยๆ และอัพเดทกับโค้ชตลอด จนจบได้ Prototye ที่จะเอาไปทดลองซึ่งมี 4 ฟังก์ชั่น คือ แชร์เนื้อหาข้อมูลความรู้เรื่องความรุนแรง เป็นประตูบานแรกเปิดใจให้คนเข้ามาคุยกับเรา มี Call Center รับฟังปัญหา มี Workshop กิจกรรมสนุกๆ สำหรับคนที่ไม่มีปัญหาแต่อยากเข้าใจความเท่าเทียมทางเพศ อยากพัฒนาตัวเอง และ Alternative Therapy ใครที่คุยไม่เก่ง ระบายเป็นคำพูดไม่ได้ เราก็มีการร้องเพลง เต้นรำ เรียนการแสดง ตอนนี้กำลังทดลองถ้าอะไรใช้ไม่ได้ผลพี่ก็ค่อยนำมาปรับดู” 

พิศชามญช์ เจียมวิจิตรกุล (ลี่) ผู้ก่อตั้งโปรเจกต์ Oasis 

Classroom A-C #3


“จะเข้ามหาวิทยาลัยแล้วหนูยังไม่รู้เลยด้วยซ้ำว่าตัวเองชอบอะไร รู้แค่ว่าอยากเรียนธุรกิจ จะได้กลับมาช่วยที่บ้าน แม่เลยบอกว่าให้ลองทำอะไรหลายๆอย่าง หนูเริ่มจากไปฟัง TED ไปฟังทอล์คของ Creative Citizen เวลาเราได้ยินคนเก่งๆ เราก็อยากลงมือทำอะไรบางอย่าง หนูจำได้ว่ามี Speaker คนหนึ่ง เขาบอกว่าเขาไม่รู้เลยว่าตัวเองชอบอะไร เลยลิสต์สิ่งที่ตัวเองสนใจออกมาแล้วไปลองทำ จะได้ตัดสิ่งที่ไม่ใช่ออก ตัวหนูเองก็อยู่ในช่วงเพิ่งเริ่มลอง หนูเข้าไปฟังหลักสูตร GSSE แล้วชอบไอเดียการใช้ธุรกิจเป็นเครื่องมือหนึ่งในการแก้ปัญหาสังคม เพราะที่โรงเรียนรุ่งอรุณ หนูได้ลงไปคลุกคลีกับปัญหาสังคมบ้างอยู่แล้ว 

โชคดีพี่ที่รู้จักส่งข้อมูล Classroom ของ School of Changemakers ให้ ตอนแรกหนูก็ตัดสินใจไม่ได้ว่าจะไปเรียนหรือไม่เรียนดี เพราะหนูไม่ชอบคุยกับคนที่ไม่รู้จักมาก่อน หนูรู้สึกเหนื่อยที่ต้องพรีเซนต์ตัวเองออกมา พอไปครั้งแรกก็โล่งอกเลยเพราะเจอพี่ๆที่เขาสนใจประเด็นเดียวกับเรา เขาคอยรับฟังเรา แต่ครั้งที่สองก็ยังแอบกล้าๆกลัวๆอยู่ดี หนูบอกตัวเองว่ามาถึงขั้นนี้แล้วเราถอยไม่ได้ ก็ไปจนจบและรู้สึกดีขึ้นเรื่อยๆ หนูชอบ toolkit อย่างเช่นเครื่องมือ Dream it, Do it มาก เก็บเครื่องมือเหล่านี้ไปใช้ได้จริง เพราะตัวเองวางแผนไว้ว่าอยากเรียนให้จบม.6 ก่อนค่อยลงมือทำจริงจัง ช่วงนี้เป็นช่วงหาความรู้ เตรียมความพร้อมไปก่อน อีกอย่างที่ชอบคือ ที่นี่เป็นการรวมตัวของคนหลากหลาย รินอายุน้อยที่สุด เลยได้เรียนรู้จากประสบการณ์ของพี่ๆคนอื่นไปด้วย จะเรียกว่า School of Cahngemakers เป็นคลาสเปิดใจหนูก็ได้ เหมือนคนวิ่งไม่เป็น แต่พอลองวิ่ง และมีคนส่งเสียงเชียร์จนวิ่งได้ ก็เลยมีกำลังใจวิ่ง พอจบจากคลาสหนูก็กล้ามากขึ้น และตัดสินใจลง Workshop Product Design ทั้งๆที่เกลียดคอมพิวเตอร์มากๆ แต่พอไปลงมันก็ไม่ได้ยากอย่างที่คิด หลายคนถามว่าอายุน้อยเป็นปัญหามั้ย สำหรับริน ถ้ามีใจอยากทำจริงๆ อายุเป็นแค่ตัวเลข ไม่ใช่อุปสรรคอะไร ดีเสียอีกที่เราได้เริ่มเร็วกว่าคนอื่น

อรอินทุ์ อุณหเทพารักษ์ (ริน) ม.6 โรงเรียนรุ่งอรุณ 

Classroom A-C #5


“เวิลด์เป็นคนทำสื่อ เจอปัญหาสังคมเยอะแยะไปหมด เวิลด์คิดว่า ตัวเรากับสังคมแยกจากกันไม่ได้ ถ้าสังคมดี เราก็ดีไปด้วย เราจึงคิดว่าตัวเราเองจะต้องเป็นส่วนหนึ่งในการแก้ปัญหาแน่ๆ แต่จากการทำสื่อหลายครั้งเรารู้สึกว่าปัญหามันใหญ่ รัฐบาลควรแก้ ชาวบ้านต้องปรับ ไม่รู้ว่าตัวเราจะยื่นมือเข้าไปแก้ตรงไหนได้ให้เกิดเป็นรูปธรรมได้บ้าง การเข้า classroom เวิลด์ชอบเครื่องมือ Root Cause Analysis มันจะคล้ายวิธีการกำหนดกรอบประเด็นเวลาทำข่าวที่มองหาปัญหาว่าเชื่อมโยงต่อกันอย่างไร แต่ Root Cause Analysis จะไปไกลกว่านั้น แต่จะเป็นการขุดลึกถึงต้นตอปัญหาเลย พอเราลิสต์รากปัญหาครบทุกด้าน มันเปิดความเป็นไปได้ จากเดิมที่เราคิดว่า เราทำได้แค่สื่อสารนะ เราคิดแค่ว่าจะสื่อสารยังไงให้คนเข้าใจซึ่งต้องยอมรับตรงๆ ว่ามันวัดผลแบบเป็นรูปธรรมไม่ได้ ว่าใครมีชีวิตดีขึ้นบ้างจากการเล่าเรื่องของเรา เวิลด์เห็นประเด็นบางประเด็นเล่ามา 20 ปีแล้วก็ยังไม่เกิดการเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้างเลย 

การเข้า classroom สำหรับเวิลด์จึงเป็นการชี้ช่องทางความเป็นไปได้ การแก้ปัญหาสังคมด้วยวิธีที่ว้าว! สร้างสรรค์ เราเปลี่ยนจากคิดแค่ว่าจะเล่าอะไร เป็นเราทำอะไรได้มากกว่านั้นบ้าง เพราะ Root Cause Analysis บอกว่า 1 ปัญหามันแก้ได้หลายวิธี และแก้ได้ทั้งต้นเหตุและปลายเหตุ การสื่อสารเป็นหนึ่งในหลายๆวิธีที่ใช้ในการแก้ปัญหา สุดท้ายสำคัญที่สุดเราเลือกวิธีแก้ปัญหาที่เริ่มจากตัวเราได้ อย่างตัวเวิลด์เองเลือกทำปัญหา Domestic Violence (ความรุนแรงในครอบครัว) เพราะเราเป็น Stakeholder โดยตรง เราเจอปัญหานี้ และอยากแก้ให้ได้ เราใช้วิธีการเก็บข้อมูลจากคนใกล้ตัว เริ่มจากเท่าที่ทำได้และทำไหวก่อน เวิลด์ยังทดลองใช้การถ่ายสารคดีเป็นเครื่องมือช่วยในการเปิดอกคุยกันในครอบครัวด้วย เพราะถนัดเรื่องการสื่อสาร เลยเริ่มจากตรงนี้”

วิรดา แซ่ลิ้ม (เวิลด์) นักข่าวช่อง ThaiPBS  

Classroom A-C #1


“พอบอกว่าเราจะไปเข้าคลาสเรียน อาจารย์บางคนท้วงถามว่าจะไปนั่งเลคเชอร์ ไปเป็นนักเรียนหรอ เราเลยบอกว่าเราไปเทรนนิ่งเพื่อเป็นโค้ช เอาความรู้ใหม่ๆมาช่วยนักเรียน เรายอมรับความเป็นจริงว่าเราไม่ได้รู้ทุกอย่างบนโลก แม้เราเป็นครูอาจารย์ เราก็เป็นนำ้เต็มแก้วไม่ได้ ต้องหาความรู้ต่อไป เพราะความรู้เรียนกันไม่จบ

ตัวเราเองเมื่อก่อนทำเพจขายของเอาเงินไปทำบุญ เมื่อเปลี่ยนสถานะเป็นอาจารย์ ตอนนี้เลยเปลี่ยนวิธี จากคนทำโปรเจกต์เป็นคนปลูกฝัง สะกดจิตเด็กๆ เรากลายเป็นแกนนำหาแนวร่วมชวนเด็กๆค้นหาปัญหาและคิดวิธีแก้ปัญหา เมื่อก่อนเราทำโปรเจกต์แบบตามมีตามเกิด ยังไม่รู้แนวคิด หรือวิธีเอาโมเดลธุรกิจมาช่วย หรือตั้งต้นแก้ปัญหา จากการเข้าคลาสเราเรียนรู้ว่าบางอย่างที่มันเจ๋ง แต่ไม่มีคนใช้เพราะวิธีการแก้ปัญหามันไม่ถูก เราชอบกระบวนการการคิดของเครื่องมือที่เริ่มต้นแก้ปัญหาจากการเข้าใจตัวเอง เราไม่คิดมาก่อนเลยว่าการแก้ปัญหามันต้องเริ่มจาก inside-out เราไม่เคยมานั่งคิดว่าเรามี skill อะไรบ้าง เราสนใจเรื่องอะไร ซึ่งพอเรามองย้อนกลับไป ถ้าเราไม่ใช้ความเป็นตัวเองทำไปก็ไม่สำเร็จ หลายครั้งที่เราอยากแก้ปัญหานี้แล้วยืมมือคนอื่นแก้ สุดท้ายก็ต้องพับโปรเจกต์ไป

เราได้เอาเครื่องมือตัวนี้ไปให้เด็กๆใช้ สอนเขาให้เริ่มคิดจาก เราคือใคร รอบๆตัวเราคือใคร เราแก้ปัญหาอะไรบ้าง เอาความสามารถไหนของตัวเองมาแก้ปัญหาได้ พอเด็กๆสามารถเอาเครื่องมือนี้มาแก้ปัญหาได้ดีขึ้น เช่น กลุ่มเด็กที่ชอบทำกิจกรรม ทำค่ายอาสา จากเดิมที่เด็กจะทำกิจกรรมตามที่รุ่นพี่ทำๆกันมา พวกเขาก็เริ่มกลับมาตั้งคำถามว่าเราเก่งอะไร ถนัดอะไร เริ่มออกไปถาม stakeholder โรงเรียน หมู่บ้าน ว่าเขาต้องการอะไร แล้วค่อยมาคิดว่าจะสร้างอะไร ซึ่งจากการผันตัวจากคนทำโปรเจกต์มาเป็นคนสนับสนุนเด็กๆให้ทำโปรเจกต์เพื่อสังคม เราคิดว่ารอบๆตัวเรามีปัญหาอยู่แล้ว ถ้ามัวรอคนอื่นมาแก้ ปัญหานี้ก็อยู่ที่เดิม ดังนั้นเราก็ต้องลองคิดตามเครื่องมือที่ได้เรียนเลย ว่าเรามีทักษะ มีความรู้ มีอะไรตั้งต้นบ้าง แล้วเอาสิ่งเหล่านี้ไปทำอะไรได้บ้าง”

ดร.ธนาทิพย์ จันทร์คง (อ.แจว) คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยพะเยา 

Classroom A#4

อยากเห็นโลกนี้เป็นยังไง เราก็ต้องลุกขึ้นมาทำให้มันเกิดสิ่งนั้นขึ้นทีละนิดๆ นะคะ 🙂 

CHANGE starts with you! 


ใส่ความเห็น

เข้าสู่ระบบ

Or fill the form below