knowledge

ความรุนแรงในครอบครัว หนึ่งในปัญหาสังคมที่พรากน้ำตาผู้หญิงไทย

9 มกราคม 2017


ข่าวคราวตามหน้าหนังสือพิมพ์ประเด็นสังคมเรื่องความรุนแรงไม่ใช่ละครหลังข่าว ที่มี พระเอก หรือ ตัวร้าย ทุกครั้งที่เกิดความรุนแรงเสมอไป  ถ้าเราลองมองอีกแง่มุมนึง บางทีเรื่องนี้อาจจะเป็นเรื่องราวของคนน่าสงสาร 2 คน กำลังหาทางออกจากวงจรอุบาทว์ คนหนึ่งต้องการหนีจากการโดนกระทำ อีกคนกำลังต่อสู้กับใจตัวเองไม่ให้ใช้ความรุนแรง หลายเหตุหลายปัจจัยที่อยู่เบื้องหลังเหตุการณ์เหล่านี้ นอกจากตัวผู้กระทำ ผู้ถูกกระทำ เพื่อนบ้าน หน่วยงานรัฐ ไม่ว่าจะตำรวจ หรือโรงพยาบาล กฏหมาย สื่อที่นำเสนอเรื่องราว ล้วนมีส่วนเกี่ยวข้อง นำไปสู่วิกฤตของปัญหานี้

กรณี พญ.นิธิวดี ภู่เจริญยศ  (หมอนิ่ม) ถูกศาลตัดสินประหารชีวิตจากข้อหาเป็นผู้ใช้ให้กระทำความผิดฆ่าผู้อื่นโดยไตรตรองไว้ก่อน  หรือพูดให้เข้าใจง่ายคือสั่งฆ่าสามีตัวเอง คุณอ็กซ์ จักรฤษณ์ พณิชย์ผาติกรรม อดีตนักกีฬายิงปืนทีมชาติไทย ประเด็นนี้เป็นที่สนใจคนเสพสื่ออย่างพวกเราจนเผลอตั้งศาลเตี้ยบนโลกออนไลน์  วันนี้เราลองตั้งสติ หยุดวิจารณ์ และมาทำความเข้าใจปัญหาความรุนแรงในครอบครัว (Domestic Violence)  กับคุณลี่ พิศชามญช์ เจียมวิจิตรกุล ผู้ก่อตั้ง OASIS PROJECT และ คุณอ้อม พัชรี ไหมสุข มูลนิธิเพื่อนหญิง ไม่แน่เมื่ออ่านจบ เราอาจมองเหตุการณ์นี้ด้วยใจที่เป็นกลางมากขึ้น


1.อะไรคือต้นเหตุของความรุนแรง?

คุณลี่ เริ่มสนใจปัญหาความรุนแรงจากคนใกล้ตัว เธอสังเกตเห็นเพื่อนสนิทถูกทำร้าย จนวันหนึ่งเพื่อนเข้ามาปรึกษา เธออยู่เคียงข้างและช่วยเพื่อนให้หลุดพ้นจากวงจรความรุนแรงนี้ได้ โดยวิธีการของเธอคือเป็นผู้รับฟัง คอยไปไหนมาไหนเป็นเพื่อน ให้กำลังใจ สิ่งที่ผู้หญิงที่ถูกทำร้ายต้องการคือคนที่ไวใจได้ เพราะผู้หญิงกลุ่มนี้ถูกทำร้ายจนบางครั้งเขาไม่เห็นคุณค่าของตัวเอง เมื่อช่วยเพื่อนได้ คุณลี่เกิดแรงบันดาลใจอยากช่วยคนที่โดนกระทำรุนแรงคนอื่นๆบ้าง และจากการศึกษาประเด็นความรุนแรงในครอบครัวคุณลี่พบว่า ความรุนแรงในครอบครัวเกิดจาก 2 ปัจจัย คือ ทัศนคติของตัวผู้กระทำ และ สภาพสังคมแวดล้อม

ในเรื่องทัศนคติของผู้กระทำนั้น ความรุนแรงเกิดจากการมองว่าคนตรงหน้าไม่เท่าเทียมกับเรา เรามีอำนาจเหนือกว่าเขา เราเป็นเจ้าของเขา จากสถิติของมูลนิธิหญิงชายก้าวไกลระบุว่า จากการสำรวจความคิดเห็นผู้ชายไทย 85% มีความคิดเห็นว่าตนเองมีอำนาจเหนือกว่าผู้หญิง ซึ่งสอดคล้องกับข้อมูลของมูลนิธิเพื่อนหญิงที่ระบุว่าในสังคมไทยเหยื่อของความรุนแรงส่วนมากเป็นผู้หญิง แต่ละปีมีผู้หญิงกว่า 30,000 คนถูกทำร้ายร่างกาย  สถิตินี้รวบรวมจากการลงบันทึกประจำวันที่สถานีตำรวจ ซึ่งประเทศไทยไม่ได้มีการเก็บสถิติรวมหรือติดตามว่าผู้หญิงที่ถูกทำร้ายแก้ไขปัญหาอย่างไร? มีหลายครั้งผู้มีส่วนเกี่ยวข้องมองว่า ความรุนแรงในครอบครัวเป็นเรื่องภายใน คนนอกไม่ควรเข้าไปยุ่ง ให้เคลียร์กันเอง ไม่จำเป็นต้องให้เรื่องถึงมือตำรวจหรือขึ้นโรงพักก็ได้ ด้วยเหตุนี้ ทำให้เราไม่สามารถรู้แน่ชัดว่า จริงๆ แล้ว มีผู้หญิงกี่คนต้องการความช่วยเหลือ หรืออยู่ในสภาวะที่ต้องการความช่วยเหลือ แล้วมีใครได้รับความช่วยเหลือให้หลุดพ้นจากวงจรบ้าง? มีเพียงการเก็บข้อมูลแต่ละมูลนิธิ จากสถิติของมูลนิธิเพื่อนหญิง ปี 2552-2558 มีผู้หญิงจำนวน 6,000 คนเข้ามาขอความช่วยเหลือ นอกจากนั้นการทำร้ายร่างกายเกิดจากแรงเร้าเป็นตัวกระตุ้นร่วมด้วย จากที่สัมภาษณ์เคสผู้ถูกกระทำพบว่าผู้กระทำจะลงไม้ลงมือขณะเมาสุรา เสพยาเสพติด และ ผู้กระทำมีอาการทางจิต  โดยมูลนิธิเพื่อนหญิงพบว่าสุราเป็นสาเหตุประมาณ 80% ของการทำร้ายร่างกาย

นอกจากประเด็นทัศนคติแล้วยังมีประเด็นสภาพสังคมแวดล้อม ซึ่งคุณอ้อม มูลนิธิเพื่อนหญิงได้เล่าเสริมจากคุณลี่ว่า “ทุกวันนี้ความรุนแรงถูกกระตุ้นผ่านสื่อ เดี๋ยวนี้เราเปิดทีวี เราเห็นข่าวรุนแรงในสัดส่วนที่เยอะมาก เปิดทีวี 10 ช่อง เท่ากับเราเสพความรุนแรงไปแล้ว 10 ครั้ง เราดูข่าวฆ่าปาดคอ ฆ่าข่มขืนที่อธิบายลงลึกถึงอาวุธที่ใช้เป็นอุปกรณ์  วิธีการฆ่า  พอดูเยอะจิตตก เก็บข้อมูลลบๆเอาไว้เยอะๆ ถ้าเกิดมีปมในใจอยู่ พอมีอะไรไปกระทบเราก็เกิด action ทันที กระทำความรุนแรงทันควัน” 

ต้องยอมรับกันก่อนว่า สภาพแวดล้อมและค่านิยมบ้านเรามองคนที่ถูกทำร้ายเป็นเหยื่อ เป็นผู้อ่อนแอ  การยอมโดนทำร้ายซ้ำๆและไม่ก้าวออกมาสักทีเป็นการตัดสินใจที่ไม่ฉลาด คนกลุ่มหนึ่งที่มีหน้ามีตาทางสังคม หน้าทีการงานดี ยิ่งไม่กล้าเปิดปากบอกใครว่าโดนทำร้ายร่างกาย เพราะกลัวโดนตราหน้าว่าเป็นคนอ่อนแอ เมื่อไม่กล้าบอกใคร จะหนีก็ไม่ได้ ต้องยอมทนทำร้ายซ้ำๆ คนกลุ่มนี้จะยิ่งทวีความกลัว เกิดอาการเครียด และถ้าฝ่ายที่ลงไม้ลงมือสร้างความกลัวในจิตใจของฝ่ายผู้ถูกทำร้ายมากพอ มากจนฝ่ายถูกทำร้ายกลัวโดนฆ่า ฝ่ายผู้ถูกทำร้ายจะพลิกกลับมาเป็นฝ่ายสู้และใช้ความรุนแรงคืนตามสัญชาตญาณป้องกันตัวเอง จากเรื่องราวการทำร้ายร่างกายกลายเป็นโศกนาฏกรรม

 


2. เราทำอะไรได้บ้างกับประเด็นนี้?

คุณอ้อม ได้ให้ความเห็นไว้ว่า “ยุคปัจจุบัน ผู้หญิงเราต้องเตรียมตัวเตรียมใจไว้ตลอดเวลา มันมีโอกาสเกิดขึ้นได้ กรณีที่ไม่เกิดเหตุ ควรระวัง อย่าพาตัวเองไปอยู่สถานการณ์เสี่ยงที่จะเกิดความรุนแรง ถ้ามีแฟนอารมณ์ร้อน อารมณ์รุนแรง ในระยะเริ่มต้น เราต้องถอยห่างออกมา ไม่ใช่หันหลังให้กันเลย ค่อยๆหาวิธีหลีกเลี่ยง ลดความสัมพันธ์ลง ปรึกษาคนใกล้ชิดอยู่เสมอ อย่าปล่อยให้เหตุการณ์สะสมมากขึ้นๆ และสุดท้ายผู้หญิงจะกลายเป็นผู้กระทำเอง สำหรับสังคมต้องเข้าใจว่าถ้าอยู่ด้วยกันและไม่มีความสุขต้องแยกย้าย การที่สังคมมองว่าครอบครัวที่สมบูรณ์แบบคือครอบครัวพร้อมหน้าพร้อมตาเป็นการกดดันให้ผู้หญิงต้องอดทน ยิ่งมีสถานะทางสังคมสูงยิ่งต้องทนทุกข์ สังคมไม่รับรู้ว่ายามผู้หญิงคนนั้นถูกทำร้ายจะมีความทุกข์ขนาดไหน สังคมเห็นภาพภายนอกว่าทุกอย่างมันเรียบ แต่มันเป็นคลื่นใต้น้ำในใจผู้หญิง พอผู้หญิงเปลี่ยนสถานะจากผู้ถูกกระทำเป็นผู้กระทำ สังคมอย่าพึ่งตัดสิน ทำความเข้าใจว่าอะไรเป็นเหตุ อะไรเป็นปัจจัยเสียก่อน” 

“แล้วเราทำอะไรได้บ้าง? ในมุมมองของลี่ ง่ายที่สุดลองสังเกตเพื่อนรอบตัวเราว่าเขามีรอยฟกช้ำ มีพิรุธหรือเปล่า? ลองสอบถามเพื่อนที่ดูมีท่าทีสุ่มเสี่ยงด้วยความห่วงใย เขายังไม่พร้อมเล่าไม่เป็นไร แต่แสดงตัวให้เขาเห็นว่ามีเราคอยสนับสนุนเขาอยู่ เพราะสิ่งที่คนถูกทำร้ายต้องการมากที่สุดคือกำลังใจ เมื่อเขาได้รับความรัก ได้กำลังใจจากคนรอบตัวมากพอ เขาจะเริ่มเห็นคุณค่าของตัวเอง จิตใจที่บอบบางจะเริ่มเข้มแข็งขึ้น จนเขากล้าพาตัวเองออกจากวงจร” 

 


3. องค์กรที่คอยช่วยเหลือเยียวยา?

ตอนนี้มีองค์กรหลากหลายองค์กรที่คอยช่วยเหลือด้านนี้ เช่น มูลนิธิเพื่อนหญิงเป็นเพื่อนที่พักพิงของผู้หญิงยามมีทุกข์ ,สมาคมส่งเสริมสถานภาพสตรีซึ่งมีบ้านพักฉุกเฉินสำหรับผู้หญิงที่ถูกทำร้าย, ศูนย์ช่วยเหลือเร่งด่วน 24 ชั่วโมง กรมประชาสงเคราะห์ ช่วยผู้หญิงที่โดนสามีทำร้าย หรือ มูลนิธิศูนย์ฮอตไลน์ ที่รับปรึกษาปัญหาครอบครัว เป็นต้น แต่ความรุนแรงในครอบครัวเป็นเรื่องละเอียดอ่อน คนส่วนมากไม่กล้าแจ้งตำรวจ ไม่กล้าแจ้งมูลนิธิต่างๆ รวมถึงไม่กล้าเข้าถึงช่องทางของรัฐ เพราะระหว่างคนที่ทำร้ายและคนที่ถูกทำร้ายยังมีสายสัมพันธ์ มีความรัก ระหว่างกันอยู่ การเข้าแจ้งหน่วยงานรัฐ คนแจ้งก็กลัวว่า สามี ภรรยา พ่อ แม่ หรือ ลูก ของตนที่เป็นคนลงมือทำร้ายจะถูกจับ ติดคุก

 “เราต้องสร้างเครื่องมือที่ช่วยให้คนที่ถูกทำร้ายมีพื้นที่ที่กล้าเปิดปากเล่า ถ้าใครได้ดูภาพยนตร์เรื่อง The Hunting Ground เราจะเห็นว่าเมื่อนักศึกษาคนหนึ่งที่ถูกข่มขื่น กล้าออกมาพูด กล้าออกมาเรียกร้อง คนอื่นๆที่ถูกข่มขื่นเหมือนกับเขาก็ออกมาสนับสนุน ตัวเขาเองก็ได้รับรู้ว่าเขาไม่ใช่คนเดียวที่สู้อยู่ลำพัง สิ่งที่สำคัญคือ เขาเปลี่ยนจาก เหยื่อ เป็น ผู้รอดชีวิต กรณีคนถูกทำร้ายก็เช่นกัน ” คุณลี่เองลุกขึ้นมาทำ Oasis Project เป็น platform ที่ช่วยเหลือคนที่ถูกทำร้ายด้วย 4 ฟังชั่น ได้แก่ Online,Call Center,Workshop และ Altenative Therapy ตอนนี้โปรเจกต์กำลังอยู่ในขั้นทดลองกับผู้ประสบปัญหา

ในส่วนมูลนิธิเพื่อนหญิง พี่อ้อมเล่าให้ฟังว่า “เราทำกระบวนการ women empowerment จะใช้หลักธรรม คำสอน เข้ามาประกอบในการคุยให้เขามองโลกตามความเป็นจริง ทำให้ผู้หญิงรู้ว่าชีวิตเขามีคุณค่า อย่ายึดติดว่าครอบครัวต้องอยู่พร้อมหน้าพร้อมตา ต้องทำให้ผู้หญิงละทิ้งบางอย่าง สอนให้ผู้หญิงอยู่กับปัจุบันและเข้มแข็ง เมื่อเขาเข้มแข็งเขาจะก้าวออกจากวงจรอุบาทว์ได้เอง”

นอกจากนี้แล้วมูลนิธิเพื่อนหญิงเอง ยังทำงานร่วมกับหน่วยงานต่างๆ ในการส่งต่อเคส เช่น โรงพยาบาล สถานีตำรวจ บ้านพักฉุกเฉิน เป็นต้น เมื่อมีเคสใหม่ๆ เข้ามา เราจะแจ้งไปทางหน่วยงานรัฐ จัดประชุมสหวิชาชีพ รวมนักกฏหมาย เจ้าหน้าที่รัฐต่างๆ ที่เกี่ยวข้องมาประชุมร่วมกันเพื่อหาทางออก  หรือผลักดันกฏหมายให้ช่วยเหลืออผู้หญิงมากขึ้น

ประเด็นปัญหาความรุนแรงในครอบครัวเป็นประเด็นที่มีความอ่อนไหว สิ่งที่เราในฐานะคนนอกช่วยกันได้คือคอยเป็นหูเป็นตา คอยเฝ้าระวัง และเป็นกำลังใจให้คนใกล้ตัวที่ถูกทำร้ายมีแรงใจและกล้าเดินออกจากวงจรความรุนแรงด้วยตัวเขาเอง หรือหากใครพบเจอผู้หญิงที่ถูกกระทำความรุนแรงแต่ไม่รู้จะยื่นมือเข้าไปช่วยได้อย่างไร แนะนำให้ติดต่อมูลนิธิต่างๆที่เราได้กล่าวไว้ในข้างต้น สิ่งที่สำคัญที่สุด หลีกเลี่ยงการแสดงความเห็นเชิงลบ ตำหนิ ว่ากล่าว และพยายามตั้งศาลเตี้ยหาตัวคนผิด เพราะเท่ากับเป็นการซ้ำเติมให้สถานการณ์เลวร้ายลงค่ะ 

 

 

 

0

ใส่ความเห็น

เข้าสู่ระบบ

Or fill the form below