knowledge

จากวันนั้นถึงวันนี้ กับ ‘สวนเงินมีมา’ หนึ่งในกิจการเพื่อสังคมรุ่นบุกเบิกของไทย

11 มกราคม 2017


สวนเงินมีมา หลายคนคงคุ้นชื่อกันดี ทั้งคนที่เป็นหนอนหนังสือ เป็นสาวกออร์แกนิกรักสุขภาพ หรือคนที่กำลังตามหาความหมายของชีวิต เพราะสวนเงินมีมาเป็นทั้งสำนักพิมพ์คุณภาพที่จัดพิมพ์หนังสือดีๆ มีแฟนคลับที่เหนียวแน่น แถมยังเป็นผู้ขับเคลื่อนสำคัญของวงการผักออร์แกนิก จากโครงการตลาดสีเขียว (Green Market) แต่กว่าจะเป็นสวนเงินมีมาอย่างที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ พี่ห่วน – วัลลภา แวน วิลเลียนส์วาร์ด​ ผู้หญิงตัวเล็กๆ ผู้บุกเบิกกิจการเพื่อสังคมรุ่นแรกๆ ของไทยได้ผ่านอะไรมามากมาย วันนี้พี่ห่วนจะมาแชร์การเดินทางตลอด 15 ปีให้เหล่านักสร้างการเปลี่ยนแปลงรุ่นใหม่ได้ทบทวนความหมายของชีวิต และความหมายของการประกอบธุรกิจเพื่อสังคมไปพร้อมๆ กัน

เข้ามาทำงานภาคสังคมได้อย่างไร

พี่ก็เป็นคนหนึ่งที่หลังเรียนจบก็เข้าไปอยู่ภาคธุรกิจ ทำ trade show เป็นธุรกิจส่วนตัวอยู่เป็น 10 ปีเลย แล้ววันหนึ่งที่พี่มีเงิน พี่ก็ถามตัวเองว่าเงินที่พี่หาได้จากงานที่ทำมันมีความหมายอะไร มันใช่ตัวเรา ใช่ความฝันของเราไหม พี่เลยตัดสินใจหยุดทำงานและหาตัวเองอยู่ 1 ปี แล้วก็มาได้คำตอบตอนไปเข้าคอร์สการศึกษาทางเลือกของเสมสิกขาลัยว่าต่อจากหากเราจะทำงานอะไรขอให้มันมีความหมาย มีคุณค่าด้วย ตอนนั้นก็ได้รู้จักกับอาจารย์สุลักษณ์ ศิวรักษ์ ท่านก็ชวนไปช่วยอาจารย์บริหารเสมสิกขาลัย

 

จุดที่ทำให้เกิด ‘สวนเงินมีมา’

ด้วยความที่เสมสิกขาลัยเป็นองค์กรพัฒนาเอกชน 3 ปีที่ทำงานที่นั่นก็จะทุ่มไปกับการหาทุน พี่ก็คิดอยู่ในใจว่า มันมีมั้ย ไอ้ที่เรียกว่ากิจการแล้วมันให้ประโยชน์กับสังคมด้วย ประจวบเหมาะกับตอนนั้นพี่ได้เจอฮันส์ (สามี) เราทั้งสองคนคิดตรงกันว่าถ้าเราจะสร้างครอบครัว เราจะสร้างอาชีพที่เราสามารถนำประสบการณ์ด้านธุรกิจมาพัฒนาสังคมได้ จะตั้งบริษัท ไม่อยากให้มันออกมาแนว NGO จ๋า ตอนนั้นยังไม่มีใครรู้จักคำว่าธุรกิจเพื่อสังคมด้วยซ้ำ เราจึงเรียกมันรวมๆ ว่า ธุรกิจทางเลือก คิดเท่านั้นก็เอาความคิดนี้ไปเล่าให้อาจารย์ฟัง ซึ่งอาจารย์ก็น่ารักมาก นำความคิดของเราไปพูดในที่ประชุมกรรมการของมูลนิธิเสฐียรโกเศศ-นาคะประทีป กรรมการมูลนิธิก็เป็นกังวลว่าเป็นจะใช้เงินมูลนิธิสนับสนุนธุรกิจได้ยังไง เขาจึงแนะนำให้เราตั้งสหกรณ์ ซึ่งพี่ก็ค้านเต็มที่ อยากให้มันเป็นบริษัทใหม่ๆ ไม่ใช่สหกรณ์ ซึ่งอาจารย์เขาก็หัวก้าวหน้า ท่านรู้ว่ามีกระแสเรื่องธุรกิจและความรับผิดชอบต่อสังคมจากเมืองนอก อาจารย์ก็สนับสนุนอีก ให้ไปคิดเพิ่มว่าอยากทำอะไร 

พี่ก็ไปคิดมาจนได้คำตอบว่าอยากทำ 3 อย่าง คือ ทำหนังสือ ทำสินค้าชุมชน และจัดอบรม ซึ่งอย่างแรกมาจากพี่ที่มีอาจารย์สุลักษณ์เป็นไอดอล งานแปลของอาจารย์หลายชิ้นทำให้พี่รักการอ่านและอยากทำหนังสือคุณภาพ ส่วนอย่างที่สอง มันเกิดจากความรู้สึกเวลาพี่ไปเจอผ้าฝ้ายอินทรีย์ย้อมสีธรรมชาติ เป็นผลิตภัณฑ์ที่ช่วยให้ชุมชนมีรายได้ ตอนนั้นยังไม่มี OTOP เลย พี่ก็เสียดายที่เราทิ้งการทอผ้าไปใช้ผ้าย้อมสีเคมีจึงอยากทำเรื่องสินค้าชุมชนโดยเริ่มจากผลิตภัณฑ์ทออินทรีย์ เรื่องที่ 3 เราคิดว่าน่าจะทำเรื่องที่พิเศษที่สามารถขายได้ เราก็มีประสบการณ์จากเสมสิกขาลัยอยู่แล้วเลยเลือกการจัดอบรม แล้วจึงเริ่มเขียนแผนธุรกิจโดยใช้ประสบการณ์จากการทำธุรกิจในอดีต และเดินสายไปพูดในมูลนิธิต่างๆ เพื่อระดมทุนโดยมีอาจารย์เป็นกองเชียร์ให้เรา และด้วยความที่อาจารย์เชียร์มาก ทั้งอาศรม เสมสิกขาลัย และนานาสติประชาก็มาลงทุน

เมื่อได้รับการสนับสนุนจากภาคสังคมแล้ว เราก็ต้องหานักธุรกิจส่วนตัวที่มีความคิดความอ่านก้าวหน้า มีแนวทางร่วมกับเรามาเป็นพาร์ทเนอร์ทางความคิดและการลงทุน เข้ามาดูแผนธุรกิจของเรา และชี้ให้เห็นจุดอ่อน อย่างเช่นแผนที่เราวางไว้ นักธุรกิจก็ยกเรื่องตลาดขึ้นมาว่าหนังสือประเภทที่เราจะทำไม่ใช่หนังสือตลาด คนอ่านไม่เยอะอยู่แล้ว แล้วยิ่งจะทำสินค้าชุมชนให้เป็น Fair trade ซื้อถูกขายแพงไม่ได้อีก ยังไม่ได้พูดถึงงานอบรมเลยเขาก็จบที่คุณเจ๊งแน่ ซึ่งเราก็รับมาปรับโดยยังยึดสิ่งที่เราอยากทำเป็นหลัก เขาจึงแนะต่อว่าให้เลือกระดมทุน 5 ล้านบาทไปเลยเพื่อทำหนังสือ สินค้าชุมชน สินค้าออร์แกนิกให้ติดตลาดและให้ธุรกิจมันไปของมันได้ภายใน 2-3 ปี ทำให้เรารู้เลยว่าเราจะทำธุรกิจแบบซื่อๆ แบบ NGO ไม่ได้ แล้วเราจะใช้ประสบการณ์ที่เคยทำธุรกิจที่บูมมาก่อนก็ไม่ได้ การทำธุรกิจตลาดย่อยเนี่ย มันต้องพิสูจน์ตัวเองมากเหมือนกัน

ผลตอบรับหลังจากที่เกิด ‘สวนเงินมีมา’ ขึ้น

ในด้านธุรกิจ เราก็บริการหนังสือและทำให้เกิดการเชื่อมโยงตลาดสีเขียวขึ้นในกรุงเทพฯ ซึ่งมีอยู่แล้วตามต่างจังหวัด เช่น เชียงใหม่และสุรินทร์ พอดีมีรายการทีวีดังๆ มาถ่ายทำ ตลาดสีเขียวในกรุงเทพฯ เลยพลอยดังไปด้วย หลังจากนั้น 3-4 ปี บริษัทเราก็ break even หมายถึงหนังสือมันเลี้ยงตัวเองได้ มีสำนักพิมพ์ มีหน้าร้าน ส่วนของตลาดสีเขียวเราก็ได้รับการสนับสนุนจาก สสส. ด้วยเมื่อ 9-10 ปีที่แล้ว มันเลยยิ่งทำให้ก้าวกระโดด ตอนนี้เรามีคนทำงานอยู่เกือบ 20 คน คือขยายมาเท่าหนึ่ง โดยครึ่งหนึ่งทำงานโครงการด้านสังคม อีกครึ่งหนึ่งทำงานในภาคธุรกิจ นอกจากนั้นเรายังมีแหล่งทุนจากต่างประเทศเข้ามาสนับสนุนโครงการเกษตรอินทรีย์ที่เราขับเคลื่อนเพื่อให้เกิด Mindful Market – ตลาดที่มีจิตสำนึก เพื่อชี้ให้คนทำเกษตรอินทรีย์เห็นช่องทางตลาดและการส่งออก และทำให้ผลิตภัณฑ์ออร์แกนิกเข้าถึงได้โดยไม่ต้องใช้เงินมาก ซึ่งตอนนี้โครงการนี้ก็ได้ขยายไปยังภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขงแล้ว

ส่วนด้านงานที่ทำ เราขายเนื้อหาสาระผ่านหนังสือคุณภาพ ขณะเดียวกันเราก็ขับเคลื่อนทางสังคม โดยขยับช่องทางให้คนเข้าถึงผลิตภัณฑ์ออร์แกนิกได้มากขึ้น รู้จักตลาดที่จะซื้อ-ขาย สร้างเครือข่าย ให้ความรู้ผ่านงานแฟร์และเวิร์คช็อปต่างๆ หนังสือซึ่งสวนเงินฯ วางบทตัวเองว่าจะปฏิบัติการทางสัมคม เป็นหนังสือที่สร้าง social movement ยกตัวอย่างปรากฏการณ์หนังสือธรรมชาติบำบัด เราตีพิมพ์ 30 ครั้ง หนังสือบ้านดินก็เป็น 10 ครั้ง เพราะหนังสือพวกนี้มันมาตอบโจทย์เรา เพราะเราอยู่ในยุคที่สังคมบริโภคนิยมทำให้เรารู้สึกต้องพึ่งพา ไร้พลัง ต้องตั้งรับ ไม่มั่นคง จัดการตัวเองไม่ได้ สร้างบ้านเองไม่ได้ ดูแลตัวเองไม่ได้ ต้องพึ่งยาพึ่งหมอ นอนก็ยังนอนไม่ได้ ต้องพึ่งยานอนหลับ ดังนั้นหนังสือของเราจะพูดถึงเกษตรอินทรีย์​ พูดถึงชีวิตเรียบง่าย อ่านแล้วมาร่วมกิจกรรมเราแล้วเขาเปลี่ยนวิถีชีวิตตัวเองหันไปเป็นเกษตรกร สร้างบ้านเอง ปลูกผักเอง เกิดเกษตรกรรุ่นใหม่ สิ่งที่เราทำเหมือนเป็นการกระจายและตอกย้ำ message ของ organic movement ซึ่งเราอยู่ตรงนี้มา 15 ปี เราก็จะได้ยินว่าคนได้รับแรงบันดาลใจและหาอาหารกาย อาหารสมอง อาหารใจ มาเติมเต็มตัวเองยังไงบ้าง เราก็รู้สึกเติมเต็มของเราไปด้วย

ความท้าทายในปัจจุบัน

แผนของเราแต่ละอันที่ทำมันก็เป็นกลุ่มลูกค้าเล็กๆ อยู่แล้ว แล้วยิ่งถ้าเราพิมพ์หนังสือเงียบๆ แบบไม่ทำกิจกรรมเพื่อขับเคลื่อนสังคมเลย เราก็คงอยู่ยาก ในส่วนของรายได้ จริงอยู่เราได้รับเงินบริจาค แต่ด้วยประสบการณ์การหาทุนตอนอยู่กับเสมสิกขาลัย เราจึงมีความตั้งใจไว้แล้วว่าสวนเงินมีมาเป็นธุรกิจไม่ใช่ NGO สมัยเก่าที่มักพึ่งพาเงินบริจาคโดยไม่หาตังค์ ในเมื่อเราเลือกที่จะไม่เป็นภาคสังคมจ๋า เราก็ต้องทำอะไรที่มันสร้างรายได้ เราต้องก้าวข้ามความเป็น NGO ที่มักจะสนับสนุนเกษตรอย่างเดียวโดยไม่สร้างช่องทางสู่ตลาด และมักไม่ทำงานกับผู้บริโภค ซึ่งเพื่อนนักธุรกิจก็ช่วยให้มุมมองตรงนี้กับเรา ทำงาน 3 อย่างให้มัน synergy กัน ทำเรื่องที่ถนัดและทำได้ดีให้คงเส้นคงวา ซื่อสัตย์กับสิ่งที่ตัวเองนำเสนอ พี่คิดว่าเราบุกเบิกงานลักษณะนี้เหมือนกันนะ และหากวันหนึ่งเราเกิดไม่ได้มีเงินทุนสนับสนุนขึ้นมา สวนเงินมีมาก็อยู่ได้แต่อาจจะไม่ได้มีขนาดใหญ่เท่านี้ อาจจะเหลือทีมไซส์ 10-12 คน เพราะพี่เชื่อว่าเราได้หยั่งรากกิจการจริง

จาก 15-16 ปีที่แล้ว วันนี้พี่ห่วนคิดว่าคนและสังคมมีการเปลี่ยนแปลงอย่างไร

พี่ว่ากิจการเพื่อสังคมด้านนี้มันเปลี่ยนไปมาก พี่คิดว่าเมื่อก่อนเราทำเรื่องยาก และเราก็มีกันเป็นกระหย่อมเล็กๆ เดี๋ยวนี้มันกลายเป็นเรื่องที่ทำได้ง่ายขึ้น มีกระแส urban farming สวนผักคนเมือง กลายเป็นกระแสที่คนรุ่นใหม่จะต้องออร์แกนิก และมันก็มาพร้อมกับกระแสด้านสังคม แต่พี่เชื่อว่าลึกๆ แล้วทุกคนอยากมีอาชีพการงานในฝันของตัวเอง เขาไม่ได้ look for job แต่ create job เขาไม่อยากอยู่ในระบบ เพราะระบบไม่ได้ทำให้เขาสร้างชีวิตที่มีความหมาย เราเลยเห็นคนรุ่นใหม่มองหางานแบบผู้ประกอบการสังคมมากขึ้น ถ้าเขาเป็นผู้ประกอบการสังคม เขาจะได้ใช้ความสร้างสรรค์ ใช้ความกล้าที่จะเอาตัวเองออกไปทดลองสิ่งใหม่ๆ และได้ความรู้สึกที่เขาได้เดินตามความฝันและมันให้ความหมายกับชีวิตเขา เดี๋ยวนี้ด็อกเตอร์ก็ปลูกข้าวขายในเฟสบุ๊คเลย ซึ่ง Social Media ก็มีอิทธิพลมาก มันมาเป็นช่องทาง มาสร้างโอกาสแบบที่เมื่อก่อนเราไม่มี มันทำให้ผู้ผลิตเป็นผู้ขายได้ กำหนดจำนวนและราคาเองได้ ในเชิงโครงสร้าง กระแส SE มันก็ช่วยทำให้ภาคสังคมลุกขึ้นมาทำกิจกรรมหารายได้เชิงกิจการ ปรับชุดความคิดให้คุ้นกับการหารายได้ จนคิดเป็นห่วงโซ่ตั้งแต่การคิดผลิตภัณฑ์ การผลิต เทคโนโลยีที่จะช่วยในการผลิต ตลาด จนผลกระทบทางสังคมแบบยั่งยืน ขณะเดียวกับภาคธุรกิจก็ต้อง contribute ให้มากขึ้น ทำให้มากกว่าคำว่า CSR นึกถึงมิติสังคม นึกถึงต้นทุนทางสังคม ทางสิ่งแวดล้อม ความโปร่งใส ความยั่งยืน คิดว่าลูกค้าในเชิงหุ้นส่วนมากขึ้น

0

ใส่ความเห็น

เข้าสู่ระบบ

Or fill the form below