knowledge

[TDRI Conference] – ปรับบทบาทรัฐไทยให้ประชาชนได้บริการที่ดี ทางออกที่ 1

2 เมษายน 2016


ปรับบทบาทรัฐไทย…ให้ประชาชนได้บริการที่ดีขึ้น
ทำได้อย่างไรและเริ่มตรงไหน?

สถาบันเพื่อการวิจัยและพัฒนาประเทศไทย หรือ TDRI จัดสัมมนาวิชาการประจำปี เพื่อสรุปผลการศึกษาตลอดทั้งปีของสถาบัน เพื่อเผยแพร่องค์ความรู้
สร้างความเข้าใจ
กระตุ้นให้เกิดการตื่นตัวและนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงของสังคมบนพื้นฐานของการวิจัยและพัฒนาในอนาคต ซึ่งในปีนี้ จัดงานในหัวข้อ
“ปรับบทบาทรัฐไทยให้ประชาชนได้รับบริการที่ดี” 

การแก้ปัญหาที่ซับซ้อน หลากหลาย และรุนแรงขึ้นของประเทศไทย ไม่ใช่เพียงหน้าที่ของรัฐที่จะรวมศูนย์อำนาจ และกำหนดนโยบาย/กฏระเบียบต่างๆ จากส่วนกลาง และคิดว่าจะใช้ได้กับประชาชนทั่วประเทศแบบ
One-size-fit-all อย่างที่เป็นอยู่
แต่ต้องปรับบทบาทใน
4 ทิศทางด้วยกัน
ประกอบด้วย

  1. ให้ท้องถิ่นตัดสินใจ : เลือกสิ่งที่เหมาะกับท้องถิ่นตนเอง
  2. ให้ธุรกิจมีส่วนร่วม : นำทรัพยากรและความคิดสร้างสรรค์มาใช้ให้เกิดประโยชน์ ภายใต้การแข่งขันอย่างเสรี
  3. ให้สังคมช่วยลงทุน : คนไทยบริจาคเงินกันปีละกว่า 7 หมื่นล้านบาท ควรสร้างการเปลี่ยนแปลงได้อย่างเป็นรูปธรรมให้มากขึ้น
  4. รัฐปรับบทบาทตนเอง : จากการเป็นผู้เล่นที่ไม่สามารถตรวจสอบได้ มาเป็นผู้สนับสนุน ควบคุมมาตรฐาน และเปิดพื้นที่ให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมให้ประชาชนได้รับบริการที่ดีอย่างแท้จริง

ทางออกที่
1 ให้ท้องถิ่นตัดสินใจ

จากเหตุการณ์สินค้าประมงส่งออกไม่ได้
สายการบินโดนแบน
และคุณภาพการศึกษาที่ตกต่ำเป็นตัวอย่างที่แสดงให้เห็นแล้วว่าการทำงานของภาครัฐ
(ไม่ว่าจะสมัยไหน)
ไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอให้ประเทศก้าวหน้าต่อไปได้
สิ่งที่รัฐทำอยู่ในปัจจุบันเป็นการรวมอำนาจไว้ที่ส่วนกลาง
องค์กรมีขนาดใหญ่และเพิ่มจำนวนขึ้นอย่างต่อเนื่อง
หลายองค์กรที่ทำงานในประเด็นเดียวกันไม่ประสานงานกัน
ต่างคนต่างทำตามเป้าหมายของตัวเอง ไม่เปิดโอกาสให้เอกชนและสังคมเข้ามามีส่วนร่วม
อย่างที่ Gonzalo
Sa’nchez de Lozada ประธานาธิบดีของโบลิเวีย
พูดไว้ว่า “ประชาชนรู้วิธีที่ดีที่สุดในการแก้ปัญหาของตน
ไม่ใช่วิธีที่เสนอโดยคนที่ไม่มีปัญหา”

จากตัวอย่างการพัฒนาในหลายประเทศพบว่า
การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นได้จากตัวอย่างเล็กๆ ในท้องถิ่น
เช่น เมืองโออิตะ ประเทศญี่ปุ่น ได้ริเริ่มโครงการ “หนึ่งหมู่บ้าน หนึ่งผลิตภัณฑ์” ซึ่งเป็นต้นแบบแนวคิด OTOP
ของไทยและกระจายไปในอีกกว่า
10 ประเทศทั่วโลก โดยมุ่งเน้นให้ชุมชนพึ่งตนเองได้
ไม่หวังพึ่งเงินจากรัฐอย่างเดียว หรือที่กรุงโซล ประเทศเกาหลี ที่ฟื้นฟูคลอง ชุมชนแออัดให้เป็นพื้นที่สาธารณะและแหล่งท่องเที่ยวได้ เป็นต้น

อีกประเด็นหนึ่งที่สำคัญคือ ผู้นำประเทศที่มีพื้นฐานมาจากผู้นำท้องถิ่น
เช่น อินโดนีเซีย อินเดีย สหรัฐอเมริกา และจีน ซึ่งจะมีความเข้าใจในปัญหาและรู้ความต้องการของท้องถิ่น
ทำให้สร้างผลงานในการพัฒนาประเทศได้ดีกว่า

การบริหารงานของรัฐบาลกลางแตกต่างจากการปกครองท้องถิ่นโดยสิ้นเชิง รัฐบาลกลางคิดแบบเดียวและไม่สามารถตอบสนองความต้องการที่หลากหลายได้เท่าองค์กรปกครองท้องถิ่น
การทำงานของรัฐบาลกลางแบ่งเป็นกระทรวง
แยกส่วน ไม่ประสานกัน ในขณะที่การปกครองท้องถิ่นทำงานโดยเป้าหมายเดียวกันคือแก้ปัญหาความเป็นอยู่ของคนในพื้นที่อย่างบูรณาการ
และที่สำคัญคือ รัฐบาลกลางมีขนาดใหญ่
โครงสร้างซับซ้อน ยากที่ประชาชนจะได้มีส่วนร่วมเหมือนองค์กรท้องถิ่นที่คล่องตัวกว่า
จนหลายครั้งเกิดรูปแบบการทำงานหรือนวัตกรรมใหม่ๆขึ้น ซึ่งที่ผ่านมาเราเรียนรู้แล้วว่าไม่มีประเทศไหนในโลกที่สามารถพลิกโฉมเปลี่ยนแปลงได้ในเวลาสั้นๆ
แต่ท้องถิ่นที่มีอิสระพอ จะสามารถการเปลี่ยนแปลงด้วยตัวเองและเป็นต้นแบบการพัฒนาในพื้นที่อื่นๆ ได้จริง

ปัจจุบันประเทศไทยมีองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
(อปท.) มากเกือบ 8,000 แห่ง แต่ภารกิจส่วนใหญ่ (เกือบ 3 ใน 4) ได้รับโอนมาจากส่วนกลาง
รวมถึงเจ้าหน้าที่และงบประมาณส่วนใหญ่ที่รัฐบาลเป็นผู้จัดเก็บและแบ่งให้
โดยท้องถิ่นเก็บภาษีได้เองน้อยมาก
เก็บได้เพียง
8.1% ของรายรับของประเทศ
เมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ เช่น จีน ญี่ปุ่น อินเดีย และเกาหลีใต้ นอกจากนี้ยังมีงบอุดหนุนทั่วไปที่ อปท.มีอิสระในการใช้ และงบอุดหนุนเฉพาะกิจที่
อปท. ไม่มีอำนาจตัดสินใจ เนื่องจากถูกกำหนดไว้ว่าต้องนำไปใช้อะไรตามภารกิจที่มอบหมายมาบ้าง
ทำให้ อปท.ไม่มีอิสระในการบริหารจัดสรรงบประมาณเพื่อแก้ปัญหาเฉพาะในท้องถิ่นของตน
ทำให้หลายท้องถิ่นอยากคืนภารกิจให้ส่วนกลาง

เมื่อพูดถึงการใช้งบประมาณของ
อปท. หลายคนมักคิดว่า อปท. ชอบนำเงินไปใช้จ่ายกับการสร้างถนน หรือสิ่งปลูกสร้างอื่นมากกว่าการพัฒนา
แต่ในความเป็นจริงแล้ว
อปท. นำเงินมาใช้ในการก่อสร้างเพียง
10.7% ส่วนใหญ่ใช้ในการบริหารจัดการ
การสร้างบ้านให้ชุมชนและการศึกษา
และจากงานวิจัยจากคณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ ที่สำรวจความพึงพอใจของประชาชนต่อ
อปท. โดยสุ่มกลุ่มตัวอย่างถึง
11,000 คน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นคนจน
พบว่าประชาชนมีความพึงพอใจในบริการของ
อปท. สูงมาก โดยเฉพาะด้านการจัดการขยะ
การศึกษา ผู้สูงอายุและการดูแลผู้ด้อยโอกาส

‘การศึกษา’ เป็นตัวอย่างหนึ่งที่แสดงให้เห็นถึงความแตกต่างในการบริหารของรัฐที่ส่วนกลางจะมีเป้าหมายคือ
ผู้เรียนต้องมีความเป็นเลิศทางวิชาการ
สอบแข่งขันได้ แต่ในท้องถิ่นกลับมองว่าการศึกษาที่ดี คือการสานต่อความรู้และวัฒนธรรมท้องถิ่น
ให้ผู้เรียนสามารถพึ่งพาตนเองได้
จากเป้าหมายดังกล่าวทำให้การบริหารจัดการของโรงเรียนสังกัด
สพฐ. และโรงเรียนท้องถิ่นมีความแตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด
ตามที่แสดงในภาพด้านล่าง
กระทรวงศึกษาธิการใช้งบบุคคลากรสูงถึง
72% และเหลือเพียง
7% ให้โรงเรียนสังกัด
สพฐ. ดำเนินโครงการต่างๆ ที่ส่วนกลางกำหนด
ไม่สามารถออกแบบ หรือริเริ่มโครงการเองได้
ส่วนโรงเรียนสังกัด
อปท. จัดสรรงบประมาณถึง 33%
ในการจัดกิจกรรมตามความต้องการของแต่ละท้องถิ่น

tdri talk

ผลของการกระจายอำนาจในการจัดการศึกษาของ
อปท. ทำให้โรงเรียน อปท. มีหลักสุตรการเรียนการสอนที่หลากหลาย
ตรงความต้องการและผู้เรียนมีผลการเรียนที่ดีกว่า
ยกตัวอย่างเช่น
โรงเรียนต้นแก้วผดุงพิทยาลัย
จ. เชียงใหม่ มีการสอนภาษา 4 ภาษาคือ ภาษาไทย อังกฤษ จีนและล้านนา สอนให้เด็กๆ ใช้โปรแกรมตัดต่อภาพ Photoshop เป็นตั้งแต่ชั้น
ป. 4 ซึ่งเด็กๆ ก็ทำออกมาได้ดี หรือที่โรงเรียนแม่อายวิทยาคม
ซึ่งเป็นโรงเรียนที่ค่อนข้างยากจน จึงเน้นการสอนอาชีพ
มีห้องเรียนการช่าง
ห้องเรียนคหกรรมและหัตถกรรม ซึ่งจากตัวอย่างแสดงให้เห็นว่า
ในแต่ละท้องถิ่นจะมีความต้องการที่หลากหลาย
แตกต่างกัน โรงเรียนจึงควรมีอิสระในการจัดการหลักสูตรเอง
รวมถึงการจัดซื้ออุปกรณ์
เช่น เครื่องมือช่าง การจ้างบุคลากร และเปิดโอกาสให้ผู้ปกครองเข้ามามีส่วนร่วมในการกำหนดทิศทางของโรงเรียนด้วย
แต่ปัจจุบันมีนักเรียนที่เรียนอยู่ในโรงเรียนท้องถิ่นที่สังกัด
อปท. อยู่เพียง 6-7% เท่านั้น

ความแตกต่างดังกล่าวยังรวมไปถึงบริการอื่นๆ
เช่น สวัสดิการผู้สูงอายุ และผู้พิการด้วย เช่น ความต้องการของผู้สูงอายุไม่ได้จำกัดอยู่แค่บ้านพักคนชราหรือการรักษาพยาบาลเท่านั้น
ผู้สูงอายุต้องการมีศักดิ์ศรี
พึ่งพาตนเองได้
ไม่เป็นภาระใครและต้องการมีสังคม
เช่น การเต้นลีลาศ เรียนภาษาอังกฤษ เป็นต้น เห็นได้จากตัวอย่างความสำเร็จของเทศบาลนครนนทบุรีที่มีประชากรผู้สูงอายุมากกว่า 20% ของประชากรทั้งหมด จึงจัดกิจกรรมให้ผู้สูงอายุเข้ามามีส่วนร่วมได้ถึงวันละกว่า 20 กิจกรรม ส่วนสวัสดิการผู้พิการต้องไปดูตัวอย่างที่
อบจ.หนองบัวลำภู ที่ตั้งกองทุนฟื้นฟุสมรรถภาพผู้พิการโดยสมทบกับงบฟื้นฟูสุขภาพเหมายจ่ายรายหัวของ
สปสช. แบบ cost sharing
(50/50) โดยมีโรงพยาบาล
อบจ. และประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมเป็นคณะกรรมการกองทุน
ดำเนินโครงการเริ่มตั้งแต่การสำรวจว่ามีผู้พิการอยุ่ที่ไหนบ้าง
แต่ละคนมีความต้องการอย่างไร
เช่น การจัดหาแรงงานคนและงบประมาณไปซ่อม สร้าง และต่อเติมสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ให้ผู้พิการมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น หรือจัดหน่วยเคลื่อนที่ไปดูแลรายบุคคล เช่น กายภาพบำบัด ซ่อมบำรุงอุปกรณ์/รถเข็นที่ชำรุด เป็นต้น

จากตัวอย่างข้างต้นแสดงให้เห็นว่าการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นนั้น ตอบสนองความต้องการและสามารถแก้ไขปัญหาเฉพาะในแต่ละท้องถิ่นได้จริง
แต่คำถามคือ ทำไมการกระจายอำนาจถึงไม่เกิดขึ้น อะไรเป็นสาเหตุและข้อจำกัด
ซึ่งสามารถสรุปเป็น
3 ประเด็น คือ

  1. ขาดอิสระ : ปัจจุบัน อปท. บริหารงานภายใต้กระทรวงมหาดไทย
    ต้องแสดงความรับผิดชอบต่อผู้ว่าฯ และนายอำเภอมากกว่ารับผิดชอบต่อประชาชน
    เนื่องจากกฏหมายระบุไว้ว่า
    นายอำเภอมีอำนาจเตือน และให้หยุดปฏิบัติงานชั่วคราว ไปจนถึงขั้นสามารถปลดนายก
    อบจ. ได้เลย ทั้งๆ ที่นายก อบจ. มาจากการเลือกตั้ง
  2. ขาดขีดความสามารถ : 85% ของ อปท.ทั่วประเทศมีขนาดเล็ก
    มีประชากรในพื้นที่ต่ำกว่า
    10,000 คน เมื่อรับโอนภารกิจจากส่วนกลางมาก็ไม่มีเจ้าหน้าที่ที่เชี่ยวชาญปฏิบัติงาน
    แต่ในอีกมุมหนึ่ง อปท. ยิ่งเล็กก็ยิ่งดี เพราะจะได้ออกแบบบริการได้ตรงตามความต้องการของประชาชน และประชาชนก็จะเข้ามามีส่วนร่วมได้มากขึ้น
    แต่ที่สำคัญคือ
    อปท. ต้องมีอิสระทั้งด้านการเงินและการบริหารจัดการ
  3. ขาดกลไกรับผิดชอบต่อประชาชน และขาดกลไกด้านมาตรฐานการบริการ : การเปิดเผยข้อมูล/ผลการปฏิบัติงาน การใช้งบประมาณและการจัดซื้อจัดจ้างให้ประชาชนรับทราบยังไม่มากเท่าที่ควร
    อีกทั้งประชาชนยังไม่มีความรู้สึกร่วมในการพัฒนาท้องถิ่นร่วมกัน
    เนื่องจาก อปท. ไม่ได้เก็บภาษีโดยตรง แต่ได้รับเงินอุดหนุนและภารกิจจากรัฐบาลเป็นส่วนใหญ่
    ทำให้ อปท. ไม่รู้สึกว่าต้องแสดงความรับผิดชอบต่อประชาชนอย่างที่ควรจะเป็น

รศ. ดร.วุฒิสาร ตันไชย เลขาธิการ สถาบันพระปกเกล้า กล่าวถึงการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นเพิ่มเติมว่า
“เราต้องยอมรับว่าการกระจายอำนาจและถ่ายโอนภารกิจเป็นกระบวนการเรียนรู้ด้วย
ต้องทดลองทำ อาจจะล้มเหลวบ้าง ภาครัฐก็ล้มเหลวมาเยอะ
ท้องถิ่นก็ล้มเหลวบ้าง
แต่ถ้าเรายอมรับกระบวนการเรียนรู้แบบนี้
การกระจายอำนาจเป็นโจทย์ที่จะตอบในหลายเรื่องของปัญหาในประเทศไทย”

“การกระจายอำนาจ คือการกระจายภาระความรับผิดชอบ
ไม่ใช่กระจายอำนาจการปกครอง
เป็นอำนาจของการแก้ปัญหา
เป็นอำนาจของการมีอิสระไปแก้ปัญหา
เป็นอำนาจของการมีอิสระที่จะใช้ทรัพยากรของท้องถิ่น
หรือตัดสินใจหรือกำหนดลมหายใจของเมือง
เพราะฉะนั้นคิดว่าคนที่มาแย้งว่าการกระจายอำนาจจะสร้างปัญหาความมั่นคง จริงๆ เราชัดเจนมานานตั้งแต่ปี
2540 แล้ว”

จากงานสัมมนาจึงสามารถสรุปข้อเสนอที่จะยกระดับให้ท้องถิ่นมีอำนาจตัดสินใจได้ 3 ข้อเสนอ คือ

  1. เพิ่มความเป็นอิสระโดยรวมส่วนราชการภูมิภาค ทั้งจังหวัดและอำเภอเข้ากับท้องถิ่น
    ให้จังหวัดจัดการตนเองได้
    แก้ไขกฏหมายให้กระทรวงมหาดไทย ลดอำนาจแทรกแซงท้องถิ่นอย่างที่เป็นอยู่
    และให้อิสระและสร้างแรงจูงใจให้ท้องถิ่นจัดเก็บภาษี
    จัดสรรงบประมาณและพึ่งตนเองได้
  2. เพิ่มขีดความสามารถโดยปรับบทบาทให้ส่วนกลางเป็นพี่เลี้ยง
    ดูแลและกำหนดมาตรฐานบริการที่ประชาชนได้รับ
    และอาจจำเป็นต้องควบรวมอปท.ที่มีขนาดเล็กเพื่อลดต้นทุน และเพิ่มประสิทธิภาพ
  3. เพิ่มความรับผิดชอบต่อประชาชนให้มากขึ้นกว่าความรับผิดชอบต่อผู้ว่าฯ
    นายอำเภอและส่วนกลาง
    และกำหนดให้ท้องถิ่นเปิดเผยผลงาน
    การใช้งบประมาณ และความสำเร็จตามเป้าหมายที่ใช้งบนั้นๆ

บทความที่เกี่ยวข้อง

ดูงานสัมมนาย้อนหลังได้ที่นี่

id old content:
386
0

ใส่ความเห็น

เข้าสู่ระบบ

Or fill the form below