แชร์ประสบการณ์การโค้ชโปรเจกต์เพื่อสังคม : ศุภวิชช์ สงวนคัมธรณ์

15 มีนาคม 2560
ศักยภาพเด็กและ เยาวชน

เด็กอื่นๆ (ระบุเป้าหมาย),

โค้ชเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงมือฉมังอีกคนของเรา ที่เคยโค้ชโปรเจกต์ Zzzleeping หมอนที่ช่วยรักษาอาการซึมเศร้า โปรเจกต์ Oasis ที่สนใจแก้ปัญหาความรุนแรงในครอบครัว และโปรเจกต์ผูกพันปิ่นโต ที่ช่วยสร้างความสัมพันธ์ในที่ทำงานผ่านการส่งปิ่นโตอาหารที่ดีต่อสุขภาพให้แก่กัน พี่โหนก - ศุภวิชช์ สงวนคัมธรณ์ กระบวนกรผู้ร่วมก่อตั้ง BlackBox บริษัทออกแบบเวิร์คช็อปและกระบวนการดีๆ เพื่อสร้างการเรียนรู้ในหลากหลายรูปแบบ วันนี้ได้โอกาสมานั่งพูดคุยกับเราเพื่อแชร์ประสบการณ์ และเทคนิคต่างๆ ในการโค้ชให้พวกเราค่ะ 

ก่อนอื่น...ความคาดหวังก่อนมาเป็นโค้ช คืออะไร
คาดหวัง สองอย่าง หนึ่ง ได้เอาความรู้ของเรามาโค้ชน้องรุ่นใหม่ พี่เองเคยโค้ชน้องที่ทำโปรเจกต์เพื่อสังคมมาตั้งแต่ปี 47-51 ช่วงนั้นได้ถอดบทเรียนกันแล้วพบว่าเป็นงานที่เราไม่ถนัด งานไม่ออกมาตามที่วางไว้ พอได้โอกาสเลยอยากลองทำดูอีกครั้ง แต่คราวนี้ลักษณะของน้องที่เจอแตกต่างจากเดิม เพราะเป็นกลุ่มน้องๆ ที่อยากทำโครงการจริงๆ อินในเรื่องนั้นจริงๆ ทำให้เราได้รู้จักเด็กรุ่นใหม่มากขึ้น สอง สนใจเครือข่ายโค้ช เพราะเรารู้ว่านี่คือการเอาคนที่มีประสบการณ์แตกต่างกันมาโค้ชน้อง แบบที่ไม่ใช่ life coach แต่เป็นการโค้ชเพื่อให้เด็กได้ทำโปรเจกต์เพื่อสังคม มีโค้ชที่มาจากภาคการเงิน เรามาจากการทำ Training ถ้าได้มาเจอกันจะเป็นยังไง จะได้มุมมองหรือบทเรียนอะไรน่าสนใจใหม่ๆ บ้าง 


ปกติเวลาเจอน้องครั้งแรกพี่มะโหนกทำอะไรบ้าง
เริ่มที่ Session 0 ก่อน เวลาส่วนใหญ่ใช้ไปกับการคุยเรื่องตัวน้องเอง ถามไถ่สารทุกข์สุกดิบ แล้วต้องพยายามสร้างความไว้วางใจให้ได้ก่อน สื่อสารให้เค้าเข้าใจว่าเรามาช่วยนะ ไม่ใช่เจ้านายที่มาตามงาน แต่เราช่วยให้งานเค้าเดินไปได้  


ทำไม Session 0 ถึงสำคัญ
พี่คิดว่าเวลาที่คนต้องทำอะไรยากๆ เค้าจะต้องการเพื่อนที่จะเดินไปพร้อมกัน อีกอย่างน้องที่มาเข้าโครงการเราปกติเค้าก็มีเพื่อนเยอะนะ แต่พอเริ่มทำโครงการบางทีก็ไม่ค่อยมีเพื่อนทำด้วย เพื่อนร่วมอุดมการณ์ไม่ค่อยมี พี่เลยรู้สึกว่ามันสำคัญที่เราต้องทำให้เค้าได้แรงสนับสนุนในเรื่องที่เกี่ยวกับอุดมการณ์ของเค้าด้วย จากประสบการณ์ที่ทำงานมา บางทีเราก็ต้องการเพื่อนมากกว่าอุดมการณ์หรือเครื่องมือเสียอีก  


คิดว่าตัวเองมีสไตล์ในการโค้ชเป็นยังไง
สายโหดเลย คือมีขอบเขตความสัมพันธ์ที่ชัดเจนระหว่างเรากับน้อง โค้ชกับน้องไม่ได้ต้องสนิทกันมากมาย มาคุยหรือเจอกันทุกวัน แต่เรามีเป้าหมายร่วมกัน คือทำงานให้สำเร็จ มีประสิทธิผลมากที่สุด เช่น ตกลงกันว่าจะทำงานให้เสร็จวันนั้นวันนี้ ก็ต้องส่งมาตามนั้นถ้าอยากให้ถึงเป้า แต่ถ้าไม่ได้จริงๆ มีเรื่องอะไรก็บอกพี่ พี่ไม่ค่อยโอ๋เท่าไหร่ แล้วก็ไม่ตาม แต่จะออกแนวคอยเตือนมากกว่า น้องต้องรู้ว่าโปรเจกต์เป็นของเค้าเองไม่ใช่ของโค้ช ดังนั้นน้องก็ทำไป เราก็ช่วยแนะช่วยขุด หน้าที่แบ่งกันชัดเจน บางทีเราก็รู้ว่าน้องส่งไม่ทันแน่ๆ ก็ช่วยพาน้องหาทางออกว่าจะทำยังไงต่อโปรเจกต์ล่าสุดจะทำข้อตกลงกันก่อน ว่าพี่เป็นคนที่ strict กับแผน แล้วเป็นคนพูดตรงนะ ถ้าน้องรู้สึกไม่ดีก็บอกด้วย บางทีก็ส่งรูปส่งข้อความอะไรไปหยอกล้อบ้าง  

อะไรที่ทำให้น้องยอมทำตาม
วันแรกที่เจอเราก็บอกน้องก่อนเลยว่าเราเป็นแบบนี้นะ พอดีน้องที่เจอก็เป็นคนพร้อมลุยพร้อมสู้ชีวิตอยู่แล้ว แต่ไม่ใช่ว่าพี่ไม่ยืดหยุ่นเลย ถ้าน้องขอมาเราก็ปรับได้บ้าง แต่น้องต้องเข้าใจก่อนว่านี่เป็นงานของเค้าเอง แล้วการที่มีคนมาช่วยติดตามมันเป็นความช่วยเหลือ แต่กรณีเจอน้องที่ไม่ได้อยากทำโปรเจกต์จริง เราอาจจะใช้วิธีนี้ไม่ได้ ตอน Session 0 ก็เคลียร์หน้าที่ - จุดยืนกันไปเลย ถ้าเป็นงานของพี่ พี่ก็ทำไปจนเสร็จ แต่พอมันเป็นงานของน้อง หน้าที่พี่ก็ต้องคอยถามว่าโอเคมั้ย นี่เป็นงานที่น้องต้องเดินเองนะ ไม่ต้องขอโทษพี่ถ้าทำไม่เสร็จ เพราะมันไม่ใช่งานของพี่ ตอนแรกน้องอาจจะนึกว่าพี่โค้ชจะมาช่วยทำงานทุกอย่าง เราก็ค่อยๆ shape ความคาดหวังเกี่ยวกับโค้ชไป ว่างานของโค้ชคือการสนับสนุนด้านอื่นๆ พอเราย้ำบ่อยๆ ถ้าแต่เดิมน้องเข้าใจผิด เค้าก็จะเข้าใจมากขึ้น ส่วนน้องที่ไม่เข้าใจ เค้าก็จะหยุดไปเอง น้องงอแงได้ เหนื่อยได้ แต่นี่คือสิ่งที่น้องอยากทำ ไม่มีใครบังคับ

สไตล์ของพี่เป็นการโยนอำนาจในการตัดสินใจไปให้น้อง เช่น น้องบอกว่าตอนนี้อยากทำความเข้าใจ user มากขึ้น โค้ชก็ไปค้นถุงเครื่องมือของเราว่ามีอะไรที่ใช้เรื่องนี้ได้บ้างและก็เอาไปช่วยน้อง แต่น้องต้องเป็นคนกำหนด ทำให้งานคืบหน้าด้วยตัวเค้าเอง 


เคยเจอสถานการณ์ยากๆ บ้างมั้ย  
เคย เช่น เวลาที่น้องต้องการความช่วยเหลือที่เราไม่มีความรู้ความสามารถ อย่างโปรเจกต์ Zzzleeping น้องต้องการความช่วยเหลือเชิงเทคนิควิทยาศาสตร์ พื้นเราก็น้อยมาก เราก็ต้องโยนโจทย์ไปให้เพื่อนๆโค้ช โยนให้จือที่เป็นคนดูแลโค้ช หรือเพื่อนๆ ที่น่าจะช่วยได้ แล้วถอยออกมา สุดท้ายน้องก็ได้เชื่อมกับคนอื่นแล้วไปต่อได้

อีกอย่างคือเมื่อจุดยืนเราไม่อยากจะฟันธงว่าน้องทำแบบนี้ถูกหรือไม่ แล้วน้องต้องการให้เราช่วยคอนเฟิร์ม แบบพี่บอกมาเลยได้รึเปล่าว่าอันไหนเวิร์ค บางทีถ้าน้องถามบ่อยๆเรื่องเดิม ก็ต้องถอดหมวกโค้ชชั่วคราว แล้วบอกเค้าว่าอันนี้เราพูดในมุมมองของพี่นะ น้องต้องฟังหูไว้หู ต้องตอบน้องบ้าง เพราะบางทีน้องก็แค่ต้องการเสียงยืนยันว่าสิ่งที่เค้าคิดมันโอเค แต่ไม่ได้บอกทุกครั้ง เพราะเราอยากให้การตัดสินใจมาจากตัวน้อง ถ้าถามแรกๆ เราก็ต้องบอกว่าให้ไปลองหาข้อมูลเพิ่มก่อน สุดท้ายแล้วเหมือนเค้าต้องการเพื่อน 


การโค้ชของตัวเองที่ชอบมากที่สุดคือตอนไหน
ตอนที่เราโยนคำถามหรือทวนประโยคไป แล้วน้องเอาไปคิดต่อ แตกไอเดีย เช่น เราถามว่าอาทิตย์หน้าจะทำอะไร น้องก็ตอบมา แล้วอีกคนก็บอกว่าเอาแบบนี้มั้ย ฯลฯ พอเราเห็นว่าคำถามของเราทำให้น้องคุยกัน หาทางออกร่วมกันได้ เราก็ฟินละ รู้สึกว่าสิ่งที่ทำไปมันช่วยสร้าง synergy ของทีม ทำให้น้องได้คุยในเรื่องที่เค้าไม่เคยถามกันมาก่อน ได้เถียงกันในบรรยากาศที่ต่างจากเดิมแล้วนำไปสู่ทางออก โมเม้นท์นั้นจะรู้สึกว่าสิ่งที่ทำมันช่วยให้น้องพัฒนาจริงๆ แล้วทุกครั้งที่เจอก็ต้องพยายามไฮไลท์ความก้าวหน้าของเค้า น้องบางคนมาเจอกันจะบอกว่าไม่ได้ทำอะไรเลย ทำมานิดเดียวเอง แต่เราต้องสร้างแรงใจว่าเราเห็นความก้าวหน้าในตัวเค้านะ แต่วันไหนมีความก้าวหน้ามากๆ ก็แบบปิดซอยฉลองเลย

ทราบว่างานยุ่งอยู่แล้ว ทำไมถึงมีเวลามาโค้ช แบ่งเวลายังไง
ปกติในหนึ่งวัน ถ้ามี workshop ก็ทำตั้งแต่ตื่นนอนจน 2-3 ทุ่ม แต่เราก็ต้องออกแบบเวลา ส่วนแรกคิดเลยว่าต้องเจอน้องบ่อยแค่ไหน กี่ครั้ง อีกส่วนคือช่วงที่ไม่เจอ ไม่ใช่ว่าอยู่เฉยๆ แต่น้องก็ต้องไปทำงานมาให้เกิดความก้าวหน้า ซึ่งตรงนี้ประมาณ 90% เลย เราก็เคลียร์ตั้งแต่แรก ดังนั้นจะมีแค่ช่วงแรกๆ เท่านั้นที่ต้องใช้เวลา หรือคุยกันให้ชัด ไม่งั้นจะกลายเป็นว่าพอไม่เจอกันน้องก็ไม่ทำอะไรเลย เราต้องตกลงกันเลย จะเจอกันสมมติเดือนละครั้ง ครั้งละ 3 ชม แล้วก็มาดูตารางงานเรา ตรงไหนว่างก็ลงไว้เลย เราก็จะรู้ละ จะเจอกันอีก 2 อาทิตย์ ดังนั้นตอนนี้ก็ไลน์ไปเตือนเรื่องงานได้ พอถึง 3 วันก่อนหน้าเราก็ถามว่ายังคอนเฟิร์มนัดมั้ย ทำงานทันมั้ย ถ้าไม่ทันก็เลื่อนไปอีก 3 วันพอมั้ย  


เกี่ยวกับการโค้ชของตัวเอง มีอะไรที่อยากทำให้ดีขึ้นบ้าง
เมื่อก่อนพี่ไม่ค่อยคุยเล่นกับน้องๆ เท่าไหร่ เราใช้เวลาหลายปีกว่าจะยอมรับว่าคนอื่นเค้าไม่ได้เป็นแบบนั้น น้องๆ ส่วนใหญ่ก็ต้องการคุยเรื่องอื่นที่ไม่ใช่เรื่องงานบ้าง พอเรารู้ว่าเราไม่ค่อยมีทักษะนี้ เราเลยอยากฝึกว่าจะทำยังไงให้คุยเล่นได้เป็นธรรมชาติ จึงพยายามฝึกอยู่ หาบาลานซ์ คุยเรื่องงานเรื่องส่วนตัวให้พอดีๆ 


สิ่งที่เคยทำผิดไปในการโค้ชคืออะไร แก้ไขอย่างไร
ยังไม่ถึงขั้นนั้น แต่อย่างตอนที่น้องมาขอให้คอนเฟิร์มการตัดสินใจ ดีที่ไหวตัวทัน เพราะตอนแรกเกือบจะไม่ยอมผ่อนปรนเลย ถ้าตอนนั้นไม่ตอบไปบ้าง น้องอาจจะท้อแท้ ฝ่อหายไปเลยก็ได้ ก็เลยถามว่าอยากให้ตอบให้จริงๆ ใช่มั้ย เพราะเค้าถามซ้ำๆ มา 4-5 ครั้งแล้ว เราเลยคิดว่าควรต้องผ่อนหน่อยนึง พอบอกไปแล้วน้องก็ก้าวหน้าชัดเจนมากขึ้น พอไปประชุมโค้ชแล้วได้ไอเดียจากโค้ชคนอื่น เราก็เอาไปบอกน้อง เค้าก็เอาไปใช้ได้ 


ได้อะไรจากการเป็นโค้ชบ้าง
หนึ่ง รู้จักตัวเองมากขึ้น สมัยก่อนตอนทำ consult รู้สึกว่าเราสาปตัวเองเลยว่าเราไม่เหมาะกับงานนี้ พบว่าเราเหมาะกับการทำโค้ชให้กับน้องที่เรารู้จักอยู่แล้ว เราโตมาด้วยกัน มีประสบการณ์ด้วยกัน แต่ถ้าเป็นน้องที่อยู่ๆ ถูกแมทช์ให้มาเจอ มันไม่ค่อยเวิร์ค บางกรณีก็ชี้นำมากไป ไม่เจอบาลานซ์กับน้องคนไหนเลย แต่พอมาทำอีกครั้งในโครงการ Coach for Changemakers โจทย์ก็ไม่เหมือนเดิม ทำให้เรารู้จักข้อเด่น และขีดจำกัดของเรา ความชัดเจนในการเริ่มต้นงานร่วมกัน จุดยืนและการใช้คำถามต่างๆ ที่ช่วยทำให้น้องเดินงานต่อไปได้ จุดอ่อนเรื่องความเป็นมนุษย์ ที่เราไม่ค่อยเปิดให้น้องเห็นหรือไม่อยากรับรู้เรื่องของน้องเค้า แต่บทเรียนที่ได้พบว่าน้องต้องการเพื่อน หน้าที่เพื่อนอย่างนึงก็คือเอาชีวิตมาแบให้เห็นกัน เราก็พยายามก้าวออกมาจาก comfort zone ของเรา 

สอง รู้จักเด็กๆ ยุคนี้มากขึ้น ทำให้ได้ข้อสรุปว่า น้องที่ได้ทำงานที่ตัวเองรู้สึกว่าสำคัญต่อสังคมแทบจะไม่มีรูปแบบเลย ถ้าเป็นเด็กๆ ที่เคยเจอเมื่อก่อนจะติดรูปแบบบางอย่าง เช่น ทำโครงการ ทำค่ายสร้าง ค่ายสอน หนังสือ หนังสั้น วนไปวนมา แต่เดี๋ยวนี้ถ้าน้องอยากช่วยแมว ก็เปลี่ยนสังคมได้แล้ว บางคนก็ลุยด้วยตัวเอง ซึ่งมันไม่อยู่ในนิยามการเปลี่ยนแปลงสังคมแบบที่ผู้ใหญ่มอง เด็กพวกนี้ก็เอาจริงไม่น้อยไปกว่าพวกผู้ใหญ่ที่ทำงานอยู่แล้วเลย แล้วก็เป็นประโยชน์ต่ออาชีพ เราทำงานพัฒนาคนอยู่แล้วด้วย ก็ทำให้เราได้เปิดมุมมองต่อเด็ก ไม่มองเด็กอยู่ในกล่องแบบที่เราคุ้นเคย

สาม ได้พลังจากน้องๆ ปกติเด็กที่เคยเจอจะถูกบังคับมา เราต้องเป็นฝ่ายใส่พลังเข้าไปเยอะ แล้วไม่ค่อยได้พลังกลับมา แต่โครงการนี้กลายเป็นว่าพลังงานของน้องๆ เยอะมาก แทบจะไหลออกมาจากรูขุมขน ทำให้เราพลอยมีพลัง มีความหวัง ได้รางวัลจากงานที่เราทำลงไป ฟินมาก ทำให้เห็นว่าสังคมยังไม่มืดมิดเกินไป อาจจะดูสายลมแสงแดด แต่มันมีบางอย่างที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่สร้างสรรค์ได้

สี่ แนวคิดและวิธีการที่เด็กๆ เลือกทำ อย่างโครงการล่าสุด ผูกพันปิ่นโต มีศักยภาพมาก ถ้าเราคิดเองก็คงนึกไม่ออกหรอกว่าสามารถสร้างความสัมพันธ์ผ่านการส่งอาหารให้กันได้ หรืออย่างโครงการ Zzzleeping ไอเดียเค้าจะทำเป็นธุรกิจที่แก้ปัญหาสังคมไปด้วยได้เลยนะ ถ้าเป็นเราก็คงนึกไม่ถึง น่าทึ่งมากๆ ได้ทั้งเทคนิคและความหวัง

ทักษะและประสบการณ์ที่ได้สามารถเอาไปปรับใช้อะไรกับงานของตัวเองได้บ้าง
หนึ่ง เรื่องความเข้าใจตัวเด็ก ข้อมูลที่ได้เกี่ยวกับเด็กสมัยนี้ทำให้เราทำงานสร้างเสริมการเรียนรู้ได้มากขึ้น มี insight มากขึ้น

สอง เครื่องมือใน Changemakers' toolkit ก็เอาไปใช้เยอะ ถึงเราจะศึกษามาบ้างอยู่แล้ว แต่เราไม่เคยเอามาผูกกันเป็นขั้นตอนแบบนี้ เราอาจจะเอามาใช้ในงานประจำหรืองานนอกอื่นๆ ที่ไม่ใช่โค้ชก็ได้

สาม ทักษะการโค้ช เข้าใจว่าโค้ชจริงๆ ต้องทำงานน้อย น้องต้องทำงานเยอะ เครื่องมืออะไรที่ทำให้เราทำงานน้อย เช่น การตั้งคำถาม Session 0 ซึ่งคล้ายๆ กับงาน Facilitator ที่ทำอยู่แต่กว้างกว่า ซึ่งช่วยลับคมการทำงาน Facilitator ได้


คนที่จะมาเป็นโค้ชควรถามตัวเองเรื่องอะไรบ้าง
เรามีความสุขกับการอยู่กับเด็กในเงื่อนไขแบบไหนบ้าง ทำให้เราชัดเจนในตัวเอง เราเหมือนสินค้าให้น้องมาเลือก น้องชอบลักษณะแบบนี้ จุดแข็งแบบนี้รึเปล่า ถ้าชอบก็เลือกไป ทำให้งานง่ายไปครึ่งหนึ่ง ไม่จำเป็นต้องรักเด็ก แต่เราโอเคกับการอยู่กับเด็กในอารมณ์หรือบรรยากาศแบบไหน เช่น เมื่อก่อนไม่มีอาชีพครู คนไหนเป็นช่างทองที่เก่งมากๆ วันหนึ่งจะกลายเป็นครูไปเอง คนที่อยากทำทองเก่งๆ ก็มาเลือกว่าอยากเรียนวิชากับคนนี้ เลือกกันได้แฟร์ๆ แฮปปี้กันทั้งสองฝ่าย 

Hashtags: