To Be Continued : แก้ 'ความโลกสวย' ด้วยการทำโปรเจกต์เพื่อสังคม

01 เมษายน 2560
สุขภาพการเข้าถึงบริการสุขภาพ, ความรู้ในการดูแลสุขภาพ, สุขภาพทางเพศ, เอดส์, ยาเสพติด, สุขภาพจิต, การดูแลผู้สูงอายุ, เศรษฐกิจ / ความยากจน, ความมั่นคงทางอาหาร, ที่อยู่อาศัย, การพัฒนาชุมชน, การพัฒนาเมือง, การสร้างและฝึกอาชีพ, การให้กู้รายย่อย / ออมทรัพย์ / สหกรณ์, การมีส่วนร่วม, เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น, สื่อมวลชน, คอร์รัปชั่น, บรรเทาภัยพิบัติ, ศิลปวัฒนธรรม, ศีลธรรม, กฎหมายและนโยบาย, ธุรกิจและกิจการเพื่อสังคม, การลงทุนทางสังคม, การคุ้มครองผู้บริโภค, ความรับผิดชอบต่อสังคม, การจ้างงาน, การค้าที่เป็นธรรม, การท่องเที่ยว,

ชุมชนผู้สูงอายุ,

ในวันที่ประเทศไทยกำลังก้าวสู่ 'สังคมผู้สูงอายุ' เรากลับยังไม่ค่อยเห็นการเตรียมพร้อม เพื่อสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับผู้สูงอายุที่มีสัดส่วนเพิ่มขึ้นทุกวัน แต่ วี - ปวิณณ์ ภูธนพัฒน์เมธา และฟ้า - รุ่งนภา นาคดี นิสิตคณะเศรษฐศาสตร์ มศว. เป็นคนรุ่นใหม่ที่สนใจเกี่ยวกับประเด็นนี้ พวกเขารวมกันตั้ง To Be Continued ส่งเข้าโครงการ SWU’s Young Social Entrepreneurs ด้วยความตั้งใจที่จะพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุที่หมู่บ้านท่าช้าง จังหวัดสระแก้ว พื้นที่ที่พวกเขาเคยลงพื้นที่เพื่อทำงานวิจัย เลยมีโอกาสได้ทำความรู้จักลุงๆ ป้าๆ และชาวบ้านที่นี่

โมเดลการทำงานของ To be continued คือ เข้าไปทำงานร่วมกับคุณหมอผู้ขับเคลื่อนกิจกรรมหลักในชุมชน แล้วผลิต 'น้ำฝาง' น้ำสมุนไพรของดีประจำชุมชน เพื่อบรรจุขวดขาย นำรายได้มาทำกิจกรรมต่างๆ กับชมรมผู้สูงอายุ และจากการลงพื้นที่และทำงานกับคนในชุมชนนานถึง 6 เดือน วีและฟ้าก็ได้เรียนรู้อะไรมากมาย นอกจากจะสร้างการเปลี่ยนแปลงให้กับชุมชนได้แล้ว ชีวิตของทั้งสองคนก็เปลี่ยนแปลงไปด้วยเช่นกัน.....

ความท้าทายที่เกิดขึ้นระหว่างการทำโปรเจกต์
ตอนแรกก็คิดอยู่อย่างเดียวว่าทำยังไงก็ได้ให้เสนอโครงการให้ผ่านและได้เงินทุน แต่พอมาเจอโค้ช เขาก็ชี้จุดอ่อนของโครงการ ให้เราไปทำการบ้าน หาข้อมูลต่างๆเพิ่มเติม ถามละเอียดว่าจำนวนผู้สูงอายุใน​ชุมชนมีเท่าไหร่ จากตอนแรกที่เราก็แค่คิดแบบลอยๆ ไม่รู้อะไรเลย เขาก็มาช่วยทำให้โครงการเราเป็นรูปเป็นร่าง แผนชัด และมีโฟกัสมากขึ้น ดีที่เราเรียนเศรษฐศาสตร์มาเลยมีความรู้เรื่องการวางแผน การคำนวณค่าใช้จ่าย-ต้นทุน เลยไม่ต้องเริ่มจากศูนย์ 

อีกอย่างคือเราเลือกทำโปรเจกต์ในพื้นที่ไกล จะเดินทางต้องใช้เวลา ไม่ใช่จะไปเมื่อไหร่ก็ได้ ต้องใช้โทรศัพท์ติดต่อเป็นหลัก ซึ่งการสื่อสารก็เป็นเรื่องสำคัญ เราต้องคุยกับเขาให้เขาเข้าใจ และเราก็ต้องเข้าใจเขาด้วย เราต้องรับฟังว่าเขาคิดยังไง เขาติดอะไรไหม เพราะด้วยระยะทางมันเหมือนคนละโลกอยู่แล้ว บวกกับความที่เรายังเด็ก เราเลยไม่รู้ว่าระบบต่างๆ มันมีโครงสร้างมากมาย ไม่ใช่ว่าเราอยากได้อะไรแล้วจะได้ทุกอย่าง 

 

ในด้านธุรกิจ เราไม่เคยศึกษาตลาดธุรกิจกลุ่มเครื่องดื่มมาก่อน แค่คิดว่าอยากทำน้ำฝางก็ทำเลย แต่พอไปทำจริงก็รู้ว่ามันต้องใช้เงินทุนสูงมาก ทั้งขวด ทั้งฉลาก เราต้องทำในปริมาณที่เยอะมากหรือมีเครื่องผลิตเองมันถึงจะประหยัดและทำให้ได้มากกว่า แต่ด้วยทุนที่มีเราทำขนาดนั้นไม่ได้ เราเลยต้องแบกรับต้นทุนที่สูงมาก กำไรที่จะตกเป็นของชุมชนก็เลยตกเป็นกำไรของคนอื่นแทน

ความท้าทายอีกเรื่องหนึ่งคือปัญหาส่วนตัว อย่างเราป่วย พ่อเขาป่วย เกิดอุบัติเหตุรถชน มันเลยทำงานไม่ได้ตามแผนที่วางไว้ เราไม่พร้อมบ้าง เขาไม่พร้อมบ้าง และปัญหาอีกอย่างคือเราไม่ได้เดือดร้อนมากับปัญหานี้ เพราะเราไม่ได้อยู่ที่นี่ เราเลยไม่ได้อินกับปัญหานี้ตั้งแต่แรก เวลาเจอปัญหาอะไรมันก็ทำให้เรารู้สึกเหนื่อยง่ายขึ้น

 

สิ่งที่ได้เรียนรู้จากการทำโปรเจกต์
เหมือนตอนแรกที่เราคิดว่าน้ำฝางจะทำขายได้ เป็นเพิ่มมูลค่าให้สินค้า และจะช่วยลดปัญหาความยากจนของชุมชนได้ ตามหลักเศรษฐศาสตร์ที่เราเรียนมา ซึ่งนั่นเป็นการที่เราไปตัดสินเขาจากสิ่งที่เราเห็นว่าบ้านเขาดูทรุดโทรม ดูเก่า แปลว่าเขายากจน เขาต้องทุกข์แน่ๆ แต่จริงๆ พอเราได้เอาตัวเข้าไปสัมผัสและเห็นปัญหาตามความจริง เราเลยได้รู้ว่าเขาก็พอใจกับความเป็นอยู่ของเขาดีอยู่แล้ว แถมดูมีความสุขมากกว่าเราด้วยซ้ำ แต่น้ำฝางก็ถูกนำมาใช้ในกิจกรรมของชมรมผู้สูงอายุ ทำให้ชุมชนได้มีปฎิสัมพันธ์กัน มีอะไรทำร่วมกัน กลายเป็นของดีชุมชนที่ทำให้คนอื่นรู้ว่าถ้ามาตำบลนี้ อำเภอนี้ต้องกินน้ำฝาง แม้แต่โรงเรียนก็ต้มน้ำฝางขาย เราถือว่ามันขยายมาไกลมาก

ต่อมาคือเราได้เรียนรู้ที่จะทำงานกับคนในชุมชน เราเองเป็นแค่นักศึกษา ก็ลองผิดลองถูกไป มโนกันเองก็เยอะ แต่พอได้ทำงานร่วมกับคุณหมอ มันเหมือนเราได้เจอฮีโร่นักสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ทำให้โปรเจกต์ของเราสำเร็จ และขยายผลต่อได้ และนอกจากได้เรียนรู้ด้านการทำงานแล้ว เราไปสระแก้วทั้งหมด 3 ครั้ง ทุกครั้งที่ได้เจอหน้าผู้สูงอายุในชุมชน ตอนที่เราจะกลับแล้วเขาเข้ามากอด มาอวยพร ความรู้สึกตรงนั้นมีเงินเท่าไหร่ก็ซื้อไม่ได้ มันเป็นคุณค่าไม่ใช่ราคา เราเหนื่อยเดินทางไป แต่เราก็ได้ความสุขกลับมาเต็มทุกครั้ง เราว่านี่คือสิ่งสำคัญเลยที่ทำให้เราเห็นว่ามันคุ้มค่า ทำให้เราไม่หยุดและมีใจก้าวผ่านอุปสรรคไปได้

อีกอย่างคือเรเรียนรู้ที่จะปรับตัวไปกับสถานการณ์ เราต้องไม่ยึดติดว่าต้องแบบนี้ๆ แต่ต้องคิดว่าถ้ามันเป็นแบบนี้ไม่ได้เราจะเอายังไงต่อ และพยายามสร้างทางเลือกเสมอ เรามีแผนสำรองตลอด มีบางวันที่อยากเลิกทำไปเลย ไม่เอาแล้ว แต่ดีที่ตอนนั้นมีเพื่อน มันสำคัญที่เราผลัดกันท้อ ผลัดกันเตือน คอยบอกว่าเราจะไม่หยุด สุดท้ายมันก็เป็นแค่การบ่นเพราะเหนื่อยนั่นแหละ เพราะถ้าไม่อยากทำจริงๆ เราไม่เริ่มตั้งแต่แรกหรอก 

ความเปลี่ยนแปลงของตัวเราหลังจากจบโปรเจกต์

เปลี่ยนไปเยอะมากๆ อย่างแรกคือแก้ ‘ความโลกสวย’ ในการทำธุรกิจเพื่อสังคม ตอนแรกวาดฝันไว้สวยหมดว่าเดือนนี้จะขยายไปทั่วจังหวัด เดือนหน้าไปให้ได้ 15 สถานที่ท่องเที่ยว เราจะไปฝากขายนักท่องเที่ยว คิดออกมากระทั่งกำไรขวดละเท่าไหร่ ซึ่งความคิดมันมาเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือตอนที่ได้ไปดูงานที่กลุ่มคนเฒ่าคนแก่ จังหวัดเเชียงราย เรารู้เลยว่าโครงการที่เราเขียนมามันโลกสวยเกิน ตามกำลังแล้วมันทำไม่ได้ขนาดนั้น แต่มันทำให้เรารู้สึกว่าเราต้องเดินต่อ เจออะไรก็ค่อยๆ ปรับเอาระหว่างทาง

ถ้าทำโครงการครั้งหน้า เรารู้เลยว่าแผนจะออกมาดีกว่านี้มากๆ เพราะประสบการณ์มันสอนเราว่าอะไรที่ควรระวัง อะไรที่ละเลยไม่ได้ จากที่เคยไม่เข้าใจว่าโค้ชจะมาจี้ให้วางแผน ตั้งเป้าหมาย ทำความเข้าใจอะไรมากมาย เราก็เพิ่งมารู้ตอนลงสนามจริงๆ นั่นแหละว่ามันมีปัญหามาจากทุกทิศ ซึ่งสิ่งเดียวที่ยึดเราไว้ได้ก็คือเป้าหมายและแผนงานที่จะบอกเราว่าต้องทำอะไร ไปยังไงต่อ เรื่องผลลัพธ์ก็เหมือนกัน เราได้ผลลัพธ์ทางการเงินที่ต่างจากที่คิดไว้มาก แต่เราพอใจกับมันมาก เพราะกำไรที่ได้มันไปช่วยกิจกรรมเพื่อสังคมของคุณหมอ ทำให้หมอไม่ต้องมารับผิดชอบรายจ่ายมากเท่าเดิม  แค่นี้เราก็รู้สึกประสบความสำเร็จแล้ว

 
เรื่องมุมมองเกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาสังคมก็เปลี่ยนไป จากที่คิดว่าการทำเพื่อสังคมเป็นเรื่องใหญ่มาก จะต้องเป็นคนใหญ่คนโตคนรวยเท่านั้นที่ทำได้ หรือไม่ก็ต้องเป็นคนที่มีจิตสาธารณะ แบ่งปันให้กับคนอื่น แบบที่เราถูกกรอกหูมาตั้งแต่เด็ก ทำให้รู้สึกว่าทำก็ได้ ไม่ทำก็ไม่เลว และถึงแม้อยากทำ ก็มักจะรู้สึกว่าเรายังไม่พร้อม เรายังต้องเรียนหนังสือ ยังขอเงินพ่อแม่อยู่เลย ก็เลยทำให้ความคิดไปต่อไม่ได้ แต่ตอนนี้รู้แล้วว่ามันไม่จำเป็นเลยที่ต้องเป็นคนใหญ่คนโตหรือต้องเลิกเรียนมาทำ เราเชื่อว่าคนเราเกิดมาเพื่อแก้ปัญหาและปัญหามันก็มีเยอะมาก จากแก้ปัญหาให้ตัวเองในชีวิตประจำวัน หรือแก้ปัญหาให้บริษัท เราก็แค่หันมามองปัญหาสังคมดูบ้าง ขอแค่เรามองเห็น เราก็สามารถช่วยแก้ไขปัญหาเล็กๆ หรือปัญหาที่อยู่รอบตัวเราก็ได้ แค่ต้องแก้ให้ถูกจุดจริงๆ 

สุดท้ายคือเป้าหมายชีวิตของเรามันเปลี่ยนไป มันมีอีกเป้าเข้ามาแทรก กลายเป็นว่าเราคิดเสมอว่าจะเอาทักษะความรู้ของเราไปทำเพื่อสังคมได้ยังไง จากตอนแรกที่เคยคิดว่าเรียนจบจะไปสมัครงานบริษัทที่เป็นธุรกิจจ๋าๆ แต่ตอนนี้เราก็คิดว่าอยากทำอะไรก็ได้ที่มีการช่วยสังคมเข้ามาเกี่ยวด้วย เป้าหมายชีวิตเราเลยเปลี่ยนเป็นอยากทำงานเก็บประสบการณ์ และมาเป็นที่ปรึกษาทางการเงินให้กับธุรกิจเพื่อสังคม

Hashtags: