knowledge

การทำงานภาคสังคมกับคน Gen Y

12 กรกฎาคม 2017


ต้องยอมรับว่า ยุคปัจจุบันเป็นยุคของคนเจเนอเรชั่น Y  หรือคนที่มีอายุประมาณ 25 – 35 ปี ซึ่งเป็นช่วงวัยที่สามารถเข้าถึงข้อมูลต่างๆ ได้ง่าย มีความสามารถในการใช้เทคโนโลยี และรับข่าวสารต่างๆ ได้อย่างรวดเร็ว ในด้านการทำงานนั้นก็เต็มไปด้วยความสามารถ ต้องการการยอมรับ และความก้าวหน้า ทำให้คนรุ่นนี้มีทางเลือกมากมาย และพร้อมที่จะรับเอาทางเลือกใหม่ๆ เข้ามาในชีวิตตลอดเวลาโดยไม่รู้สึกว่าต้องอดทนกับสิ่งที่ไม่ใช่โจทย์ความต้องการของชีวิต

แต่ก็มีคนเจเนอเรชั่น Y กลุ่มหนึ่งที่ไม่ได้มองเพียงความก้าวหน้าในชีวิต หรือการยอมรับจากสังคมเป็นประเด็นสำคัญตามธรรมชาติของคนรุ่นใหม่ แต่ยังคิดต่อว่าเส้นทางที่พวกเขาเลือกเดินนั้นจะสามารถช่วยให้สังคมรอบข้างนั้นเติบโต และดีขึ้นไปพร้อมๆ กันได้อย่างไร

แน่นอนว่าเส้นทางการเดินเข้าสู่งานภาคสังคมของแต่ละคนนั้นมีความหลากหลาย บ้างมาจากตัวตนที่มุ่งมั่นตั้งใจอยากเป็นส่วนหนึ่งที่ทำอะไรดีๆ สังคม บ้างอาจต้องการค้นหาและเติมเต็มความหมายบางอย่างให้กับชีวิต หรือบางคนอาจเริ่มต้นจากการอยากให้คนรอบตัวมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น เหมือนอย่างวิทยากรทั้ง 3 ท่านจากงาน Scaling Impact Event ครั้งที่ 2 : งานเพื่อสังคมกับคนเจน Y ได้มาถ่ายทอดประสบการณ์เอาไว้เมื่อวันที่ 29 เมษายน 2560

เริ่มต้นจาก บ๊วย -พีนะพัฒน์ วีรงคเสนีย์ (32 ปี) เจ้าหน้าที่หน่วยระดมทุนประจำมูลนิธิสืบนาคะเสถียร บัณฑิตคณะสังคมสงเคราะห์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ หนุ่มอารมณ์ดี ผู้หลงรักธรรมชาติ และป่าไม้เป็นทุนเดิม และเลือกเรียนคณะสังคมสงเคราะห์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ด้วยเหตุผลที่คิดว่าการทำงานเพื่อคนอื่นเป็นสิ่งที่ดูเท่ ด้วยบุคลิกที่ยิ้มแย้มและเข้ากับคนง่ายทำให้บ๊วยชอบที่จะลงพื้นที่ชุมชน พูดคุยทำความรู้จัก และพร้อมเปิดใจเรียนรู้จากคนใหม่ๆ ที่ได้พบปะอยู่เสมอ จนวันหนึ่งได้มีโอกาสเข้ามาทำหน้าที่ในมูลนิธิของบุคคลที่เป็นเสมือนไอดอลตลอดกาลของตนอย่าง คุณสืบ นาคะเสถียร แม้ปัจจัยต่างๆ ในการทำงานแวดวง NGO อาจจะเป็นข้อจำกัดให้การทำงานไม่ง่ายดายนัก แต่บ๊วยก็ตัดสินใจอย่างไม่ลังเลที่จะเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของมูลนิธิด้วยความตั้งใจอยากจะรักษาความอยู่รอดให้กับมูลนิธิให้ได้

แต่สำหรับบางคน งานเพื่อสังคมอาจจะไม่ใช่โจทย์ในชีวิตมาตั้งแต่ต้น แต่ต้องอาศัยแรงบันดาลใจที่ได้พบเจอระหว่างทาง เช่นเดียวกับ บึง – ญาณิกา อักษรนำ (28 ปี) ที่แม้จะเรียนจบจากคณะสังคมสงเคราะห์ แต่ในช่วงเริ่มต้นกลับไม่ได้รู้สึกว่าการทำงานเพื่อสังคมนั้นจะเป็นเป้าหมายที่ช่วยทำให้ชีวิตมีความสุขได้ แม้จะเลือกทำงานในองค์กรต่างๆ เช่น สสส. หรือเป็นผู้ประสานงานโครงการต่างๆ ในแวดวงภาคสังคม แต่บึงก็รู้สึกว่าเป็นเพียงอาชีพหนึ่งที่ทำเพื่อความอยู่รอด จนกระทั่งได้มาพบกับ พี่ตุ้ย นพพรรณ พรหมศรี เลขาธิการมูลนิธิพัฒนาที่อยู่อาศัย และได้เห็นตัวอย่างของความเอาจริงเอาจังในการทำงานเพื่อคนไร้บ้าน จนทำให้มุมมองในการทำงานเพื่อสังคมค่อยๆ เปลี่ยนไป และกลายมาเป็นเป้าหมายที่อยากจะเติมเต็มความหมายในชีวิตด้วยการเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยทำให้คุณภาพชีวิตของคนในสังคมดีขึ้น

ในมุมของผู้ก่อตั้งกิจการเพื่อสังคมรุ่นใหม่อย่าง ไผ – สมศักดิ์ บุญคำ (34 ปี) วิศวกรโรงงานหนุ่มผู้แสวงหาโอกาสให้ตัวเองเสมอในการพาครอบครัวออกจากความยากจน วันหนึ่งเมื่อไต่เต้าจนได้เป็นวิศวกรเงินเดือนหลักแสน ก็รู้สึกอยากจะสร้างโอกาสให้คนที่มีพื้นฐานอย่างเราได้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นบ้าง จึงตัดสินใจทิ้งความก้าวหน้าในสายอาชีพวิศวกรไปเรียนต่อปริญญาโทด้านการบริหารธุรกิจอย่างยั่งยืนที่สหรัฐอเมริกา โดยใช้โอกาสช่วงรอยต่อระหว่างการทำงานกับการเรียนออกท่องโลกเพื่อพักจากการทำงานหนักมาตลอด 3 ปี และพบว่าสถานที่ไหนที่การท่องเที่ยวเข้าถึง คุณภาพชีวิตของคนที่นั่นก็มักจะดีตามไปด้วย เมื่อเรียนจบก็กลับมาขอฝึกงานที่โครงการพัฒนาดอยตุง ได้รับมอบหมายให้พัฒนาธุรกิจโฮมสเตย์ให้กับชาวบ้าน จึงได้มีโอกาสเข้าไปทำความใกล้ชิดกับชุมชน และมองเห็นช่องทางการทำธุรกิจท่องเที่ยว ไผหาโอกาสพัฒนาแผนธุรกิจการท่องเที่ยวชุมชนระหว่างที่ฝึกงาน และพยายามมองหาตลาด แม้จะล้มเหลวหลายครั้งแต่ก็ไม่ถอดใจ จนเก็บเกี่ยวประสบการณ์การผ่านการทำงานที่ดอยตุง ควบคู่ไปการพัฒนาธุรกิจท่องเที่ยว เกิดเป็นกิจการเพื่อสังคมอย่างบริษัท Local Alike


เมื่อเลือกเข้ามาอยู่ในภาคสังคมแล้ว การทำงานในวงการนี้สำหรับคนเจน Y ก็มีอะไรมากมายให้ต้องเรียนรู้ และปรับตัว เพราะในโลกของการทำงานจริงนั้น เพียงแค่มีใจอยากทำดีอาจไม่ใช่ปัจจัยที่ทำให้งานที่ทำออกมาเกิดผลสำเร็จได้ การวางแผน กำหนดเป้าหมายให้ชัดเจน และเปิดใจเรียนรู้นั้นนับเป็นสิ่งสำคัญที่ผู้ประกอบการสังคมในยุคนี้ต้องมี

ในมุมมองของคนรุ่นใหม่ที่ต้องทำงานท่ามกลาง NGO รุ่นเก่าอย่างบ๊วย การสร้างความเข้าใจระหว่างคนสองรุ่นเป็นโจทย์หลักที่เขาจำเป็นต้องข้ามผ่านให้ได้ “ตอนนี้เรียกว่าเป็นวิกฤติการเงินของมูลนิธิฯ งานของเราคือทำยังไงให้มูลนิธิฯ อยู่รอดให้ได้ คนไม่ได้เรียนการตลาดมาอย่างเราจะต้องทำให้คนรู้สึกว่างานของมูลนิธิฯ มันสำคัญ เลยต้องมาเริ่มอ่านหนังสือ หาเครื่องมือ ศึกษาช่องทาง และมาออกแบบว่าจะใช้สื่อแต่ละอย่างยังไงให้มันเข้ากับเทรนด์สังคมสมัยนี้ ต้องสร้างสรรค์ยังไงให้มันเกิดรายรับเข้ามา แต่กว่าจะผ่านแต่ละอย่างออกมาได้ มันก็ต้องผ่านกรรมการ หรือคนรุ่นเก่าซึ่งเป็นโจทย์ที่ยากมาก เพราะเขาเชื่อว่าเราไม่ควรเอาคุณสืบมาล้อเล่น เช่น เอามาทำเป็นการ์ตูน ทำสติ๊กเกอร์ไลน์รูปคุณสืบก็มีคนส่งอินบ็อกซ์มาต่อว่า แต่เราเชื่อว่าเราคิดในสิ่งที่ดี เราเชื่อว่าเราทำดี มันอาจจะไม่ใช่ทุกคนที่เห็นด้วยกับเรา หรือแม้กระทั่งตอนนี้มาลองจัดงานวิ่ง พี่ๆ ผู้ใหญ่ที่เคยจัดคอนเสิร์ตระดมทุนแล้วไม่สำเร็จมาก่อนก็กลัวเราจะทำมูลนิธิเข้าเนื้ออีก แต่เรายืนยันว่าต่อให้มันจะเจ๊งมันก็ต้องลอง ไม่งั้นมันก็จะอยู่ที่เดิมอย่างนี้ เราจะรอขอเงินคนอื่นตลอดไปไม่ได้ แต่ควรจะมีอะไรเป็นของเราเอง”

ในขณะเดียวกัน บึงอาจจะเป็นหนึ่งคนที่โชคดีในการทำงานภาคนี้ร่วมกับพี่ๆ ที่เปิดใจรับฟัง ทำให้ปัญหาในเรื่องความเข้าใจระหว่างวัยมีไม่มากนัก แต่ภาระหน้าที่ในบทบาทของผู้จัดการเครือข่ายเพื่อเข้าถึงสวัสดิการด้านอาชีพ ‘ห้างหุ้นส่วนจำกัดคนไร้บ้าน’ ที่ได้รับกลับเป็นความท้าทายครั้งใหญ่ของชีวิต “ทำงานสายนี้มา 5 ปี จากเดิมที่เราเป็นแค่คนซัพพอร์ตคนอื่น วันนี้เราต้องมารับผิดชอบทุกอย่างเองก็กดดันมากเพราะเราไม่มีประสบการณ์ในการทำธุรกิจมาก่อน  แต่ก็รู้สึกอย่างเดียวว่าเราต้องทำให้ได้ โดยเฉพาะการวางแผนงานที่ต้องมีระบบมากขึ้น ต้องมีแบบแผน และเป้าหมายที่ชัดเจน อันไหนที่ไม่รู้เราก็อาศัยใช้คนมาช่วย แล้วเราก็เรียนรู้ไปกับเขาทีละก้าว ตอนนี้ก็ไม่แน่ใจว่าอนาคตจะเป็นยังไง เพราะเราก็ยังอยู่ระหว่างการเดินไปตรงนั้น แต่มันคือความท้าทายที่ภายใน 1 ปีที่บริษัทนี้จะต้องเกิดขึ้น อยู่ได้ มีสต๊าฟดูแล มีเงิน มีกำไร สามารถเลี้ยงคนไร้บ้านได้ และอยู่รอดได้ เพื่อที่งานบางส่วนจะไม่ต้องอาศัยการขอเงินทุนอีกต่อไป แต่เราสามารถมีรายได้มาช่วยเหลือคนไร้บ้านได้โดยตรง”

fathomaway.com

ส่วนความท้าทายของผู้ประกอบการที่ต้องบริหารจัดการให้บริษัทอยู่รอด และต้องพัฒนาชุมชนไปพร้อมๆ กัน ก็เป็นอีกมุมมองที่ไม่ใช่เรื่องง่าย “กว่าที่จะมาเป็น Local Alike ในปัจจุบัน บัญชีติดลบอยู่ 3-4 รอบ สุดท้ายถึงจุดหนึ่งเราก็รู้ว่าการทำงานเพื่อสังคมมันต้องทำให้ตัวเองอยู่รอดได้ด้วย ความยากมันคือการที่ต้องพยายามใส่ธุรกิจเข้าไปพร้อมกับการทำให้ชุมชนอยู่ได้ด้วย เพราะไม่ใช่ว่าเราทำทัวร์แล้วจะขายได้เลย แต่เราต้องพัฒนาผลิตภัณฑ์ซึ่งก็คือชุมชนก่อน ไม่เหมือนบริษัททัวร์ทั่วไปที่ทำโปรแกรมทัวร์ขาย แต่เราต้องพัฒนาความพร้อมชาวบ้าน สร้างเรื่องราว ทำให้ตลาดที่ยังไม่สนใจมาสนใจ ทำไปเราก็ต้องเชื่อว่ามันมีตลาด  มันเป็นเทรนด์ แม้คนไทยยังไม่เข้าใจว่าสิ่งนี้มันเป็นเทรนด์ก็ตาม ต้องยอมกินแกลบซักพักหนึ่งก่อนที่มันจะเริ่มมา ซึ่งตอนนี้หลายๆ อย่างมันก็กำลังค่อยๆ ดีขึ้น แม้แต่กระทรวงการท่องเที่ยวก็ใช้โมเดลของ Local Alike ในการขยายงาน เราก็เริ่มมีชื่อเสียง มีโอกาสในการต่อยอดไปพัฒนางานที่ต่างประเทศ”

ปัจจุบันปัญหาใหญ่ขององค์กรภาคสังคมกำลังเผชิญในการเปลี่ยนผ่านการทำงานจากยุคเก่าสู่ยุคใหม่ คือการหาคนที่มีความเอาจริงเอาจังในการทำงานภาคสังคมมาสานต่อเจตนารมณ์ได้ค่อนข้างลำบาก เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของโลก และไลฟ์สไตล์ที่แตกต่างระหว่างคนรุ่นเก่าและรุ่นใหม่ที่มีอาจจะมีช่องว่างที่กว้างมากจนเกินไป แต่ “การปรับตัว และการเปิดใจรับฟัง” จึงเป็นหัวใจสำคัญในการแก้ปัญหาที่คนเจน Y ทั้ง 3 เห็นพ้องเป็นเสียงเดียวกัน คนทำงานภาคสังคมในรุ่นเก่าอาจจะถึงเวลาที่ต้องเปิดมุมมองที่มีต่อโลกให้กว้างขึ้น และเปิดใจรับฟังความคิดเห็นจากคนทำงานในรุ่นใหม่ในขณะเดียวกัน คนเจน Y เองก็อาจจะต้องเปิดโอกาสให้ตัวเองได้ทดลอง และค้นหาให้เจอว่าอะไรคือเป้าหมายในการทำงานภาคนี้ หากเส้นทางนั้นมีคนทำมาก่อนแล้ว คนรุ่นเก่าจะเป็นแหล่งเรียนรู้ที่ดีที่จะทำให้เราเห็นตัวอย่างของคนทำงานที่เอาจริงเอาจัง และรับเอาสิ่งนั้นมาเป็นส่วนหนึ่งที่ปรับใช้ในการทำงาน ให้คนทั้งสองรุ่นสามารถทำงานพัฒนาไปในเป้าเดียวกันได้

“อุดมการณ์ของคน เจน X เราศรัทธาไว้เป็นเป้า แต่เราไม่สามารถเดินทางที่พี่เคยเดินต่อไปได้อีกแล้ว เราจะต้องสร้างทางของเราเองแม้มันจะอ้อมก็ตาม” บึงกล่าว

ในความเห็นของสปีคเกอร์ทั้ง 3 งานภาคสังคมเป็นอะไรมากกว่าการทำให้สังคมดีขึ้น แต่มันคือการค้นหาและเติมเต็มความหมายบางอย่างในชีวิตที่การพัฒนากระแสหลักไม่สามารถให้ได้ แต่การพาเจน Y เข้ามาสู่งานในภาคนี้ อาจต้องอาศัยการเริ่มต้นที่ใกล้ตัวก่อน

“สักครั้งหนึ่งในชีวิตเราควรจะลุกขึ้นมาทำอะไรที่เป็นอาสา ไม่งั้นมันไม่ถึงรสชาติชีวิต เราลองอะไรก็ได้ที่เรารู้สึกว่าอยากทำเพื่อคนอื่น ไม่จำเป็นต้องทำตลอดไป แค่ลองก่อนสักครั้งหนึ่ง แล้วถ้าติดใจค่อยมาว่ากันอีกที ถ้ามันชอบเดี๋ยวมันก็จะเกิดคนกลุ่มนี้ขึ้นมาเรื่อยๆ เอง แต่ถ้าเราแค่อยากแล้วไม่ลอง มันก็ได้แค่อยากอยู่อย่างนั้น” บ๊วยกล่าว

“เริ่มจากหามันให้เจอว่าเราอยากทำอะไรเพื่อสังคม ทำมันให้ชัด เมื่อ passion ชัด เส้นทางชัด คนอื่นจะมองเห็น แล้วเงินจะตามมาเอง” ไผเสริมต่อ

“ในโลกทุนนิยมพอเราไปถึงยอดของมัน ชีวิตมันเคว้งคว้าง และหาคำตอบไม่ได้ว่าคุณค่าจริงๆ ในชีวิตคืออะไร สังคมตอนนี้เราเลยต้องกลับมาตอบคำถามว่า เราเกิดมาทำไม แล้วพอเราตายไปเราได้ทำอะไรบางอย่างที่มันรู้สึกว่าเรานอนตายตาหลับได้” บึงปิดท้าย

การเสวนาจบลงที่การสรุปจากคุณนุ้ย พรจรรย์ ไกรวัตนุสสรณ์ รองผู้อำนวยการมูลนิธิอโชก้า ประเทศไทย ผู้ดำเนินงานเสวนา เล่าถึงผลการสำรวจที่ว่า คนรุ่นใหม่ 97% อยากทำงานเพื่อสังคม แต่ยังไม่มีโอกาสได้ลงมือทำจริง โดยมี 3 สาเหตุหลัก คือ ไม่รู้จะเริ่มต้นยังไง ไม่รู้ว่าต้องทำยังไง และไม่ได้รับการสนับสนุน ซึ่งแสดงให้เห็นว่าที่จริงสังคมมีความต้องการในงานภาคสังคม แต่ระบบและปัจจัยสนับสนุนยังไม่พร้อม ดังนั้นในวันนี้โจทย์สำคัญที่เราทุกคนทั้งคนรุ่นเก่า และรุ่นใหม่ต้องคิดร่วมกันคือ คือ จะทำอย่างไรที่จะเพิ่มการมีส่วนร่วมในการทำงานภาคสังคม เพื่อขยายทั้งผลกระทบของการทำงาน และเพิ่มโอกาสสำหรับคนเจเนอเรชั่นใหม่ที่จะเข้ามามีส่วนร่วมมากยิ่งขึ้น


สรุปความท้าทายของการทำงานในภาคสังคมของคน Gen-Y 

  • การค้นหางานและเลือกทำงานที่ตอบโจทย์กับเป้าหมายชีวิตตัวเรา : คนรุ่นใหม่ไม่ได้ทำงานเพื่อเงินอย่างเดียว แต่ทำงานเพื่อตอบโจทย์บางอย่างในชีวิต ก่อนอื่นต้องลองทำงานหลายๆ อย่างเพื่อหาให้เจอว่าอยากทำอะไร อยากใช้ชีวิตอยู่กับงานแบบไหน
  • การทำความเข้าใจ และปรับสไตล์การทำงานแบบคนทำงานรุ่นเก่า กับ คนทำงานรุ่นใหม่  :

    • คนทำงานเพื่อสังคมรุ่นเก่ามักจะทำงานหนัก และคิดเรื่องงานอยู่ตลอดเวลา 24 ชั่วโมง 7 วัน แต่คนทำงานรุ่นใหม่ แม้จะมีความตั้งใจและทุ่มเทไม่แพ้กัน แต่ก็ยังต้องการพื้นที่ส่วนตัวและเวลาสำหรับเรื่องอื่นๆ ในชีวิตด้วย เช่น ครอบครัว และเพื่อน
    • งานหลายอย่างยังต้องการทักษะความสามารถของคน Gen-X อยู่ ซึ่งเป็นงานที่คน Gen-Y ไม่มีทางทำได้ดีเท่า ดังนั้นเพื่อการขับเคลื่อนองค์กรไปข้างหน้า เรายังต้องการการทำงานที่สอดประสานกันระหว่างคนทั้งสองรุ่น

  • ความท้าทายของการนำพาองค์กรภาคสังคมให้อยู่รอดในสถานการณ์สังคมและเศรษฐกิจยุคใหม่ : เพราะโลกหมุนเร็วจนต้องยอมรับว่าคน Gen-Y จะสามารถเรียนรู้ ปรับตัว และประยุกต์ใช้แนวคิด เครื่องมือ และเทคโนโลยีใหม่ๆ มาใช้กับงานได้ดีกว่าคน Gen-X แต่สิ่งที่สำคัญไม่แพ้การก้าวให้ทันโลกอนาคตคือ การเรียนรู้ประสบการณ์ในอดีตจากคนที่ทำงานมาก่อน เพื่อไม่ให้ก้าวพลาดจากการทำงานที่รวดเร็วเกินไป เพราะการทำงานในประเด็นสังคมเป็นเรื่องละเอียดอ่อน ต้องอาศัยชั่วโมงบินสูง

0

ใส่ความเห็น

เข้าสู่ระบบ

Or fill the form below