knowledge

เราพร้อมขยายงานหรือไม่? ค้นหาคำตอบกับ Self Assessment Tools

12 กรกฎาคม 2017


การขยายงานเหมาะกับใคร?

องค์กรภาคสังคมแต่ละแห่งมีพัฒนาการแตกต่างกัน ต้องการการสนับสนุนไม่เท่ากัน ซึ่งการวางแผนเพื่อสร้างความยั่งยืนและการขยายงานก็ไม่ได้เหมาะกับทุกๆองค์กร ถ้าทำในขณะที่องค์กรไม่พร้อมโอกาสสำเร็จก็จะน้อยลง ดังนั้นหากสามารถระบุสถานการณ์ในปัจจุบันขององค์กรได้อย่างชัดเจนก็จะช่วยให้องค์กรเลือกแนวทางที่เหมาะสมกับตนเองได้มากขึ้น

พัฒนาการของนวัตกรรมสังคมและการสร้างการเปลี่ยนแปลงสังคม

การแบ่งกลุ่มพัฒนาการของงานนวัตกรรมหรือการสร้างการเปลี่ยนแปลงสังคม เป็นแนวคิดของ NESTA ประเทศอังกฤษ ที่ได้มาจากการทำการวิจัยกับกลุ่มองค์กรภาคสังคมและผู้ประกอบการทั่วโลก ช่วยอธิบายลำดับพัฒนาการในงานภาคสังคม และคุณลักษณะขององค์กรในแต่ละขั้นอย่างเข้าใจง่าย และเหมาะกับบริบทองค์กรภาคสังคมในประเทศไทยเช่นกัน ดังนั้นก่อนจะทำความรู้จักเครื่องมือประเมินองค์กรจึงจะขอทำความเข้าใจลำดับพัฒนาการและคุณลักษณะของแต่ละขั้นตอนนี้ก่อน

แผนภาพที่ 1 อ้างอิงจาก “Process of Innovation” Open Book of Social Innovation โดย NESTA ประเทศอังกฤษ

จากแผนภาพนี้ NESTA แบ่งลำดับพัฒนาการของนวัตกรรมสังคมเป็น 6 ขั้น ซึ่งในการทำงานจริงนั้นพัฒนาการของนวัตกรรมอาจจะไม่ได้เรียงลำดับ 1-6 ตายตัวเสมอไป พัฒนาการจะเปลี่ยนแปลงตามแต่ละปัญหา และแต่ละองค์กรอาจจะใช้เวลาไม่เท่ากัน ทำซ้ำบางขั้นตอนเพื่อหาคำตอบที่เหมาะสมที่สุด องค์กรที่อยู่ในแต่ละแต่ละขั้นตอนมีคุณลักษณะดังนี้

  1. PROMPTS – Inspiration and diagnoses.

    ในขั้นนี้องค์กรหรือผู้ประกอบการพบเจอกับสถานการณ์การณ์ที่ต้องหาทางแก้ไขด้วยแนวคิดใหม่ วิธีการใหม่ ที่มีประสิทธิภาพมากกว่าเดิม ไม่ว่าจะเป็นวิกฤติปัญหาในสังคม งบประมาณลดลง งานที่ทำอยู่ไม่มีประสิทธิภาพ ฯลฯ โดยในขั้นนี้จะเริ่มต้นทำความเข้าใจปัญหา เพื่อหาต้นเหตุที่แท้จริง (root cause) ให้เจอจะได้แก้ปัญหาตรงจุด ไม่ไปแก้เพียงอาการของปัญหาที่เกิดขึ้นเท่านั้น ซึ่งเราจะทำไปอย่างไม่มีจุดจบ เพราะต้นเหตุที่แท้จริงยังไม่ถูกแก้ไขนั่นเอง

  2. PROPOSALS and ideas – Generating Idea

    ในขั้นนี้องค์กรหรือผู้ประกอบการที่เข้าใจปัญหาชัดเจนมากขึ้นแล้ว จะค้นหาไอเดีย ระดมความคิดหาแนวทางการแก้ปัญหาใหม่ๆ ที่น่าจะเข้าไปแก้ต้นเหตุที่เราเจอได้

  3. PROTOTYPES – Developing and Testing

    ในขั้นนี้องค์กรหรือผู้ประกอบการนำไอเดียที่ได้มาทดลอง เก็บข้อมูล ปรับปรุงให้ดีขึ้น ทำซ้ำๆ จนได้แนวทางแก้ปัญหาที่สร้างการเปลี่ยนแปลงเป็นผลสำเร็จ

  4. SUSTAINING – Making the Case

    ในขั้นนี้องค์กรหรือผู้ประกอบการที่ได้แนวทางการทำงาน และแก้ปัญหาที่เหมาะสมลงตัวมากขึ้นแล้ว จะปรับปรุงวิธีการให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น (ง่ายขึ้น สะดวกขึ้น ฯลฯ) และหาวิธีการสร้างรายได้ให้กับผู้ประกอบการหรือองค์กรเพื่อให้สามารถดำเนินงานแก้ปัญหาไปได้อย่างต่อเนื่อง

  5. SCALING – Delivering and Implementing

    ในขั้นนี้องค์กรหรือผู้ประกอบการสามารถแก้ไขปัญหาในพื้นที่หนึ่งเป็นผลสำเร็จและทำได้อย่างต่อเนื่อง เกิดผลการเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจนแล้วแต่ปัญหานั้นมีขนาดใหญ่กว่าพื้นที่ๆองค์กรทำงานอยู่ ส่วนสำคัญในความสำเร็จของการขยายงาน คือ ต้องมีทั้งแนวทางที่แก้ปัญหาได้จริง พร้อมขยายผล และเป็นปัญหาที่ได้รับความสนใจสูง มีความจำเป็นเร่งด่วนที่ต้องแก้ไข ผู้ประกอบการ/องค์กรจะหาวิธีการขยายผลการทำงานของเราออกไปสู่พื้นที่อื่นๆเพื่อให้แก้ปัญหาในวงกว้างมากขึ้น

  6. SYSTEMIC CHANGE – Growing

    ขั้นนี้เป็นเป้าหมายสูงสุดของการแก้ปัญหาสังคม ในขั้นนี้องค์กรหรือผู้ประกอบการร่วมกันกับหน่วยงาน หรือผู้ประกอบการอื่นๆในสังคม ทั้งภาครัฐ ผู้ผลักดันนโยบาย ภาคเอกชน นักลงทุน และผู้ประกอบการสังคมด้วยกัน เพื่อเปลี่ยนวิธีคิดและวิธีปฏิบัติของสังคมใหม่ทั้งหมด สร้างการเปลี่ยนแปลงของทั้งสังคมให้เกิดผลอย่างยั่งยืน

 

จะรู้ได้อย่างไรว่าเราอยู่ในขั้นไหน?

พัฒนาการแต่ละขั้นองค์กรจะมีคำถามสำคัญที่ต้องค้นหาคำตอบต่างกันไป ทีมงานแนะนำให้ใช้ เครื่องมือ Review การทำงาน (ภาพที่ 2) เป็นคำถามตั้งต้นในการพูดคุยกันภายในองค์กร ซึ่งจะนำคำตอบในแต่ละข้อมาประเมินสถานการณ์ขององค์กรต่อไป

แผนภาพที่ 2

 

 

คำถามตัวอย่าง

คำถามที่ 1. กลุ่มเป้าหมายในการแก้ปัญหาคือใคร?

ตอบได้ว่าองค์กรของเราแก้ปัญหาให้กับใครและระบุให้เฉพาะเจาะจงมากที่สุดเท่าที่จะทำได้

ผู้สูงอายุรายได้น้อย ในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ จำนวนประมาณ 500 คน
คำถามที่ 2.1 สถานการณ์ของปัญหาเป็นอย่างไร?

2.2 ข้อมูลสำคัญของปัญหาคืออะไร?

 
2.1 สถานการณ์ของปัญหา

ได้มาจากการทำความเข้าใจกลุ่มเป้าหมายที่องค์กรเราจะแก้ไขปัญหาให้ และหากระบุปัญหาแล้วกว้างเกินไปเราจะคิดภาพความสำเร็จและวิธีแก้ไขได้ไม่ชัดเจน ควรระบุปัญหาให้เจาะจงมากขึ้น

องค์กรต้องการแก้ไข “ปัญหาความยากจน” การระบุปัญหาแบบนี้กว้างเกินกว่าที่จะสามารถหาวิธีแก้ปัญหาได้อย่างชัดเจน ตัดสินไม่ได้ว่าวิธีการใดจะเหมาะสม ควรระบุให้ชัดเจนขึ้นว่าปัญหาเกิดกับใคร ผลกระทบเป็นอย่างไร ในพื้นที่ใด เช่น “ปัญหาคนสูงอายุรายได้น้อย ที่จำเป็นต้องเข้ารับการรักษาพยาบาล อาศัยในพื้นที่นอกอำเภอเมืองจังหวัดเชียงใหม่” เป็นต้น

จากตัวอย่างเราจะเห็นว่ามีโอกาสแก้ไขปัญหาชัดเจนขึ้น ไม่ว่าจะแก้ปัญหาที่รายได้ผู้สูงอายุ / การบริการรักษาพยาบาล / การดูแลรักษาสุขภาพ / การเดินทาง เป็นต้น ซึ่งจะตัดสินใจว่าวิธีใดเหมาะสม ต้องอาศัยข้อมูลสำคัญของปัญหา (Problem Insight)

2.2 ข้อมูลสำคัญของปัญหา (Problem Insight)

ข้อมูลสำคัญที่ได้จากการวิเคราะห์ข้อมูลและกลุ่มเป้าหมาย เป็นข้อมูลที่ช่วยให้เราคิดวิธีแก้ปัญหาที่มีโอกาสสำเร็จมากขึ้น และที่สำคัญคือจะมีแต่คนทำงานในปัญหานี้เท่านั้นที่จะรู้

ผู้สูงอายุรายได้น้อยที่อาศัยในพื้นที่ห่างไกล และต้องเข้ารับการรักษาพยาบาล คนในครอบครัวทำงานนอกบ้าน อยู่กับเด็กเล็ก ทำงานเล็กๆน้อยๆ เช่น หัตถกรรม ปลูกผักสวนครัว มีรายได้น้อย ปัจจุบันเดินทางด้วยรถสงแถวจากหมู่บ้านมาโรงพยาบาล ในหมู่บ้านมีโครงการสมาชิกอาสาสมัครหมู่บ้านและสถานีอนามัยแต่ยังทำงานได้ไม่เต็มที่ ไม่มีแพทย์ ยารักษาไม่พร้อม เป็นต้น

คำถามที่ 3. ภาพความสำเร็จ /เป้าหมายในการแก้ปัญหา

ระบุภาพความสำเร็จที่อยากเห็น ตั้งเป็นเป้าหมายขององค์กร ควรระบุเป้าได้เฉพาะเจาะจง วัดผลได้ ไม่เกินกำลังที่จะทำได้ เกี่ยวข้องกับปัญหาโดยตรง มีระยะเวลาที่ชัดเจน

ผู้สูงอายุที่อาศัยอยู่นอกเขตอำเภอเมือง จำนวน 500 คน ได้รับการรักษาพยาบาลที่สะดวกมากขึ้น และต่อเนื่อง ช่วยลดรายจ่ายในส่วนการรักษาพยาบาลอย่างน้อย 30% ภายในระยะเวลา 12 เดือน
คำถามที่ 4. วิธีการแก้ปัญหา

ไอเดียหรือวิธีการแก้ปัญหาขององค์กร

นักศึกษาแพทย์อาสาวันหยุด เดินทางไปตรวจในหมู่บ้านตามสถานีอนามัยพร้อมอุปกรณ์ และชุดยาสามัญ เป็นต้น
คำถามที่ 5. ผลลัพธ์ / ผลการเปลี่ยนแปลง

หลังจากนำวิธีการแก้ปัญหาไปทำจริงแล้วได้ผลเป็นอย่างไร? เกิดอะไรขึ้น? และปัญหาได้รับการแก้ไข/เปลี่ยนแปลงไปอย่างไรบ้าง?

ผลลัพธ์จากการทำงานนี้จะทำโครงการจบไปแล้ว หรือกำลังดำเนินการอยู่ก็ได้

ทำโครงการแพทย์นักศึกษาแพทย์อาสาไปแล้ว 3 เดือน มีนักศึกษาชั้นปีที่ 4 จากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เข้าร่วม 20 คน จากวิทยาลัยพยาบาล 15 คน ลงพื้นที่ 16 ครั้ง ครอบคลุมพื้นที่ 4 หมู่บ้าน ตรวจรักษาผู้สูงอายุ ไป 125 คน เด็ก 220 คน พบกรณีเร่งด่วนและส่งต่อให้โรงพยาบาล 3 กรณี มีอาสาสมัครในหมู่บ้านช่วยอำนวยความสะดวกในการนัดหมายคนในหมู่บ้านและจัดคิวการตรวจรักษา

คำถามที่ 6. แหล่งรายได้ / วิธีการหารายได้

เมื่อองค์กรได้วิธีแก้ปัญหาที่ชัดเจน เห็นผลการเปลี่ยนแปลงจริงแล้ว รายได้จะช่วยให้การแก้ปัญหาทำไปได้อย่างต่อเนื่อง องค์กรของเราจะหารายได้มาจากไหน?

 

ใช้งบประมาณไป 30,000 บาท ได้รับการสนับสนุนจากมหาวิทยาลัยและอบต. จำนวน 20,000 บาท และรับบริจาคจากบุคคลทั่วไป 10,000 บาท เฉลี่ยใช้ค่าใช้จ่าย86.95 บาท/คน (ไม่รวมค่าตอบแทนแพทย์และพยาบาล)

ที่มาของรายได้

60 % เงินรับทุนโครงการจากมหาวิทยาลัย และหน่วยงานภายนอก

30 % รับบริจาคจากบุคคลทั่วไป

0% ขายสินค้าหรือบริการ

 

ประเมินสถานการณ์ขององค์กร

เมื่อตอบคำถามทั้ง 6 ข้อเรียบร้อยแล้วก็มาประเมินกันว่าองค์กรของเราอยู่ในขั้นใด

สถานการณ์ขององค์กร/ผู้ประกอบการเราอยู่ในขั้นไหน
ตอบคำถามในข้อ 1-2 กลุ่มเป้าหมาย และสถานการณ์ปัญหา/ข้อมูลสำคัญของปัญหา

ระบุกลุ่มเป้าหมาย เข้าใจสถานการณ์ของปัญหาอย่างชัดเจน และมีข้อมูลสำคัญของปัญหาที่แก้ไขอยู่ (Problem Insights)

ผ่านขั้นที่ 1

PROMPTS

ตอบคำถามข้อที่ 3-4 ภาพความสำเร็จ และวิธีการแก้ปัญหา

มีภาพความสำเร็จหลังจากแก้ปัญหาชัดเจน

และมีไอเดีย / วิธีการแก้ปัญหาที่จะนำไปทดสอบ

ผ่านขั้นที่ 2

PROPOSALS and ideas

ตอบคำถามข้อที่ 5 ผลลัพธ์จาการแก้ปัญหา

นำวิธีการในข้อ 3 ไปทดสอบ ไปทดลองแก้ปัญหาจริง เก็บบันทึกผลการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น จนได้วิธีการที่เหมาะสมที่สุด แก้ปัญหาได้จริง

ผ่านขั้นที่ 3

PROTOTYPES

ตอบคำถมข้อที่ 6 แหล่งรายได้ / วิธีการหารายได้

องค์กร/ผู้ประกอบการ หรือ โครงการ มีแหล่งรายได้อย่างต่อเนื่อง (ขายสินค้า/บริการ, Commission จากภาครัฐ เป็นต้น)

ผ่านขั้นที่ 4

SUSTAIN

 ตัวอย่าง

องค์กรตอบคำถามข้อ 1-5 ได้อย่างชัดเจน มีข้อมูลกลุ่มเป้าหมาย มีความเข้าใจปัญหาและมีข้อมูลสำคัญที่ทำให้เลือกวิธีการแก้ปัญหาที่มีโอกาสสำเร็จได้ หลังจากเก็บผลลัพธ์จากโครงการที่ดำเนินการไประยะหนึ่งแล้ว พบว่ากลุ่มเป้าหมายได้รับประโยชน์และมีแนวโน้มจะทำตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ได้ แต่ในข้อที่ 6 แหล่งรายได้ของโครงการเป็นรายได้ที่ไม่ยั่งยืน นำมาใช้ทดลองไอเดียการแก้ปัญหาและปรับปรุงให้ได้วิธีการที่เหมาะสมที่สุด ดังนั้น โครงการนี้ ผ่านขั้นที่ 3 Prototypes และอยู่ในขั้นที่ 4 SUSTAIN ที่จะต้องหาแหล่งรายได้ที่จะทำให้แก้ปัญหาได้ต่อเนื่อง

ตัวอย่างการสนับสนุน ได้แก่

1. พัฒนากิจกรรมให้เป็นบริการ คิดต้นทุนในการให้บริการ และหาโมเดลธุรกิจที่เหมาะสม

2. หากลุ่มลูกค้าที่มีโอกาสซื้อบริการตรวจรักษาสุขภาพ แทนการขอรับทุนจากแหล่งทุน

ในกรณีตัวอย่างนี้ไม่เหมาะกับการขยายงาน เนื่องจากโครงการมีปัญหาของแหล่งรายได้ที่ไม่แน่นอน หากนำไปขยายผล ผู้ที่รับแนวคิดไปทำก็มีโอกาสที่จะเจอปัญหาเดียวกัน ทำให้การแก้ปัญหาทำได้ไม่ต่อเนื่อง และมีภาระที่ต้องขอทุนมาทำโครงการต่อไปเรื่อยๆ

องค์กรที่พร้อมขยายงาน

สำหรับองค์กรที่ตอบคำถามได้ชัดเจนทั้ง 6 ข้อ และผลประเมินว่าผ่านขั้นที่ 4 Sustain มาแล้ว องค์กรของคุณมีความพร้อมที่จะขยายงานออกไปสร้างการเปลี่ยนแปลงในวงกว้างมากขึ้น แต่โอกาสที่จะขยายงานได้สำเร็จยังมีปัจจัยอื่นๆอีกหลายส่วน หากคุณสนใจการขยายงานสามารถติดตามเครื่องมือวางแผนกลยุทธ์การขยายงานได้ เร็วๆนี้

ไปลองประเมินตนเองกันเลย !

ดาวน์โหลดแบบฟอร์ม Review การทำงาน

อ้างอิง http://youngfoundation.org/publications/the-open-book-of-social-innovation/

0

ใส่ความเห็น

เข้าสู่ระบบ

Or fill the form below