knowledge

กลุ่มออมทรัพย์และครัวใบโหนด ต้นแบบการแก้ปัญหาความยากจนของชุมชน

12 กรกฎาคม 2017


ปัญหาความยากจน เป็นปัญหาที่ฝังรากลึกในสังคมไทย และยังไม่มีแนวโน้มว่าจะดีขึ้น โดยเฉพาะคนที่อาศัยอยู่ในชนบท สาเหตุหนึ่งเกิดจากนโยบายต่างๆของรัฐ ซึ่งมักเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ โดยไม่คำนึงถึงวิถีชีวิตของผู้คนในชนบท รวมถึงบริบทอื่นๆ ทั้งสภาพทางกายภาพ-สภาพอากาศที่เหมาะสมต่อการเพาะปลูก หรือการทำอาชีพต่างๆ เช่น รัฐสนับสนุนให้ชาวบ้านทำเกษตรเชิงเดี่ยว เพื่อประโยชน์ทางเศรษฐกิจ แต่ผลที่ตามมากลับเป็นความหลากหลายทางทรัพยากรที่ลดลง เกษตรกรมีหนี้สินเพิ่มขึ้น และเกิดการผูกขาดทางการค้า ทำให้สุดท้ายแล้วชาวบ้านไม่สามารถพึ่งพาตนเองได้

โดยเฉพาะภาคใต้ที่ทำเกษตรเชิงเดี่ยวในพื้นที่ส่วนใหญ่ ด้วยการปลูกยางพารา และปาล์มน้ำมัน ทำให้มีอัตราการพึ่งตนเองด้านอาหารเพียง 6% ซึ่งถือว่าน้อยที่สุดเมื่อเทียบกับภาคอื่นๆ ของไทย ชุมชนจึงขาดความมั่นคงทางอาหาร รายได้ไม่เพียงพอ และหวังแต่จะรอความช่วยเหลือจากรัฐหรือบริษัทเอกชนขนาดใหญ่เท่านั้น

    

“คาบสมุทรสทิงพระ”  เป็นพื้นที่ทางฝั่งตะวันออกของทะเลสาบสงขลา ซึ่งอยู่ระหว่างทะเลสาบสงขลา กับ อ่าวไทย มีพื้นที่ครอบคลุม 4 อำเภอ ในจังหวัดสงขลา คือ อำเภอสิงหนคร สทิงพระ ระโนด และกระแสสินธุ์ ในอดีตชาวบ้านในแถบนี้ประกอบอาชีพทำนา ทำสวน ทำน้ำตาลโตนด และทำประมง หรือเรียกว่า วิถีชีวิตแบบ “โหนด นา เล”

ปัจจุบัน ชุมชนคาบสมุทรสทิงพระก็ได้รับผลกระทบจากการขยายตัวของอุตสาหกรรมที่รุกล้ำพื้นที่ผลิตอาหารและทำลายความหลากหลายทางชีวภาพเช่นเดียวกับชุมชนอื่นๆ ในประเทศไทย ทำให้ความมั่นคงทางอาหารอยู่ในขั้นวิกฤต บวกกับปัญหาด้านสุขภาพของเกษตรกร ที่เกิดจากการใช้สารเคมี ตั้งแต่การผลิต การแปรรูป และการเก็บรักษา จึงมีสารเคมีตกค้างในร่างกายสูงมาก

ดังนั้น เพื่อทำให้ชุมชนสามารถลุกขึ้น และพึ่งพาตนเองได้ คุณสามารถ สะกวี ผู้นำชุมชน จึงผลักดันให้เกิดการตั้งกลุ่มออมทรัพย์ในชุมชนคาบสมุทรสทิงพระขึ้น เริ่มก่อตั้งกลุ่มออมทรัพย์บ้านบ่อกุลและกลุ่มออมทรัพย์บ้านหัวเปรียว ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2533 เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจในระดับชุมชน ด้วยการสร้างรายได้ที่ตอบสนองความต้องการพื้นฐานของชุมชน และยังจัดสรรเงินปันผลไปสนับสนุนกลุ่มผู้หญิงให้ทำธุรกิจจากผลผลิตการเกษตร และสร้างระบบตลาดเพื่อการกระจายอาหารแบบใหม่ที่ผู้ผลิตและผู้บริโภคมีความสัมพันธ์กันอย่างเท่าเทียม และเกิดการค้าที่เป็นธรรม จนปัจจุบัน กลุ่มออมทรัพย์ทั้ง 2 กลุ่ม มีจำนวนสมาชิกเพิ่มมากขึ้นถึงกลุ่มละ 2,000 กว่าคน และเกิดกลุ่มออมทรัพย์เพิ่มขึ้นเป็น 7 กลุ่ม

การบริหารจัดการกลุ่มออมทรัพย์

กลุ่มออมทรัพย์ในคาบสมุทรสทิงพระมีการบริหารจัดการที่แตกต่างจากกลุ่มออมทรัพย์อื่นๆ ในประเทศไทย ที่ส่วนใหญ่มักจะล้มเหลวจากความไม่โปร่งใส ขาดการตรวจสอบ เกิดการผูกขาดอำนาจการตัดสินใจโดยคนบางกลุ่ม และการไม่ให้สมาชิกเข้ามามีส่วนร่วมในการบริหารจัดการ จึงไม่สามารถใช้เป็นเครื่องมือในการพัฒนาหรือแก้ไขปัญหาของชุมชนได้

แต่สำหรับที่นี่ กลุ่มออมทรัพย์มีคณะกรรมการจำนวน 9 คน เป็นผู้หญิงทั้งหมด มาจากการเลือกตั้งโดยสมาชิกผู้ถือหุ้น กรรมการมีวาระดำรงตำแหน่งคนละ 3 ปี เมื่อหมดวาระก็จะทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาของกลุ่มฯ โดยคณะกรรมการจะทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด มีการสรุปผลการทำงานเป็นรายสัปดาห์ มีการฝึกอบรมเพื่อพัฒนาศักยภาพและทักษะของผู้นำสตรีในด้านต่างๆ ทั้งด้านการทำบัญชี  การบริหารและการตลาด และมีการหมุนเวียนหน้าที่กันทุกเดือน เพื่อให้คณะกรรมการมีโอกาสพัฒนาทักษะที่หลากหลายและยังเป็นการป้องกันการทุจริตไปด้วยในตัว

นอกจากนี้ กลุ่มออมทรัพย์ยังวางรากฐานการบริหารจัดการการเงินอย่างชัดเจน โดยสมาชิกสามารถออมเงินได้สูงสุดคนละ 10 หุ้น หุ้นละ 10 บาท หรือเดือนละไม่เกิน 100 บาทเท่ากันหมดทุกคน จากนั้นจะจัดสรรเงินปันผล โดยแบ่งสัดส่วนเพื่อประโยชน์สูงสุดของชุมชน คือจะปันผลคืนสมาชิก 50% ส่วนอีก 50% นำไปจัดสรรเป็นกองทุนต่างๆ ดังที่แสดงในแผนภาพ ประกอบด้วย

  • เงินทุนสำหรับพัฒนาธุรกิจชุมชน 30%
  • กองทุนสวัสดิการชุมชน 10% เช่น เงินประกันสุขภาพสำหรับสมาชิก กองทุนการศึกษาสำหรับเยาวชน เงินยังชีพสำหรับผู้สูงอายุและเด็กก่อนปฐมวัย กองทุนฌาปนกิจ เป็นต้น
  • กองทุนสำหรับการพัฒนากลุ่มและฝึกอบรม 5%
  • กองทุนสนับสนุนเทศบาลเพื่อสนับสนุนการมีส่วนร่วมระหว่างชุมชนและภาครัฐ 5%

อย่างไรก็ตาม สัดส่วนเงินกองทุนนี้จะเพิ่มขึ้นตามการเติบโตของกลุ่มออมทรัพย์และธุรกิจชุมชน เพื่อส่งเสริมกิจกรรมต่างๆ เช่น การกู้ยืมแบบปลอดดอกเบี้ย เป็นต้น

ปัจจุบัน กลุ่มออมทรัพย์ทั้ง 7 กลุ่มทำงานร่วมกันเป็นเครือข่าย มีจำนวนสมาชิกรวมกันกว่า 6,000 คน มีเงินหมุนเวียนและทรัพย์สินรวมกันแล้วเกือบ 100 ล้านบาท อีกทั้ง การบริหารงานโดยผู้หญิงในชุมชนทั้งหมด ทำให้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางเพศที่เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างในชุมชนลดลงอย่างเห็นได้ชัด ผู้หญิงสามารถทำงานในชุมชนได้อย่างมีความสุข มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาชุมชน มีความเชื่อมั่น ภาคภูมิใจในตนเองและได้รับการยอมรับจากครอบครัวและชุมชนมากขึ้น

‘ครัวใบโหนด’ การต่อยอดธุรกิจชุมชนจากกลุ่มออมทรัพย์

เมื่อชุมชนวางรากฐานกลุ่มออมทรัพย์ได้อย่างมั่นคงแล้ว แต่เกษตรกรรายย่อยยังประสบปัญหาไม่สามารถขายสินค้าจากชุมชนให้แก่ผู้บริโภคในระบบตลาดกระแสหลักได้ เนื่องจากต้องเสียค่าใช้จ่ายสูงมาก ทั้งค่าวางสินค้าในห้างสรรพสินค้า การตลาดและขนส่งสินค้า คุณสามารถจึงเริ่มพัฒนาธุรกิจชุมชน ‘ครัวใบโหนด’ ขึ้น โดยต่อยอดจากกลุ่มออมทรัพย์ตาลโตนด ซึ่งเป็นกลุ่มออมทรัพย์ 1 ใน 7 กลุ่ม

‘ครัวใบโหนด’ ดำเนินการในรูปแบบกิจการเพื่อสังคม (Social Enterprise) เพื่อรับผลผลิตที่ปลูกโดยสมาชิกกลุ่มออมทรัพย์ อาทิ ผักพื้นบ้านและสัตว์น้ำท้องถิ่น มาขายที่ครัวใบโหนด ซึ่งเป็นการเชื่อมต่อผู้ผลิตและผู้บริโภคได้โดยตรง และยังเป็นการอนุรักษ์ผักพื้นบ้านที่มีความหลากหลายทางชีวภาพ รักษาฐานทรัพยากรและวัฒนธรรมอาหารท้องถิ่น ทำให้ชาวบ้านสามารถพึ่งพาตนเองได้และมีความมั่นคงทางอาหาร และยังเป็นศูนย์การเรียนรู้ของทั้งผู้ผลิต ผู้บริโภค ผู้ประกอบการและเจ้าหน้าที่รัฐ เพื่อนำเสนอทางเลือกในการบริโภคอาหารที่ดี มีคุณภาพ ปลอดภัยจากสารเคมี และราคาเป็นธรรมต่อคนทั้ง 3 ฝ่าย คือ ผู้ผลิต ผู้ประกอบการ และผู้บริโภค

 

การต่อยอดกิจกรรมของร้านครัวใบโหนดนำไปสู่การผลักดันนโยบายสาธารณะและนโยบายท้องถิ่น เช่น การส่งเสริมเกษตรยั่งยืนและเกษตรอินทรีย์ผ่านเวทีประชาคมตำบล โดยนายกองค์การบริหารส่วนตำบลได้เชิญวิทยากรจากครัวใบโหนด ไปให้ความรู้เรื่องการทำเกษตรอินทรีย์ข้าวสังข์หยดและสนับสนุนให้นำข้าวอินทรีย์และผักพื้นบ้านไปปรุงเป็นอาหารกลางวันของโรงเรียนบ้านคลองท่าแตง และขยายผลไปยังโรงเรียนอื่นๆ อีก 10 โรงเรียน ซึ่งปัจจุบันเครือข่ายความมั่นคงทางอาหารเตรียมประกาศให้พื้นที่ลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลาเป็นพื้นที่แห่งความมั่นคงทางอาหาร และให้เขตพื้นที่คาบสมุทรสทิงพระเป็นเขตปลอด GMOs อีกด้วย

ความสำเร็จของกลุ่มออมทรัพย์และครัวใบโหนดได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าการส่งเสริมกลไกการเงินของชุมชนและการสร้างธุรกิจของชุมชนสามารถแก้ปัญหาความยากจนได้อย่างแท้จริง อีกทั้ง ยังทำให้พื้นที่ลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลาเป็นพื้นที่แห่งความมั่นคงทางอาหาร และเป็นเขตปลอด GMOs อีกด้วย ดังนั้น เพื่อแก้ปัญหาความยากจนของประเทศไทย เราจึงจำเป็นต้องขยายเขตปกป้องพื้นที่ผลิตอาหาร ปลอดสารเคมี และเขตความมั่นคงทางอาหาร โดยสร้างเครือข่ายชุมชนที่สามารถบริหารกลุ่มออมทรัพย์และธุรกิจชุมชนอย่างเป็นมืออาชีพ ควบคู่ไปกับการผลักดันการเปลี่ยนแปลงระดับนโยบาย ซึ่งจะทำให้กระบวนการพัฒนาความมั่นคงทางอาหาร และการพึ่งพาตนเองเป็นไปได้อย่างยั่งยืน

“ไม่มีการแก้ปัญหาชุมชนใดที่จะยั่งยืนไปกว่า คนในชุมชนลุกขึ้นมาแก้ไขด้วยตัวเอง”

0

ใส่ความเห็น

เข้าสู่ระบบ

Or fill the form below