knowledge

KaBoom – เรื่อง ‘เล่น’ ที่ไม่ใช่เล่นๆ !

12 กรกฎาคม 2017


KaBOOM! เกิดจากความเชื่อที่ว่า สังคมที่อยู่ดีมีสุขเริ่มจากเด็กๆที่มีความเป็นอยู่ที่ดี เด็กทุกคนควรมีช่วงเวลาวัยเด็กที่ได้เล่นสนุก เพราะ ‘การเล่น’ (Play) จะช่วยให้เด็กเติบโต มีพัฒนาการที่ดีและสมดุลทั้งด้านร่างกาย จิตใจ และการเข้าสังคมอยู่ร่วมกับผู้อื่น ดังนั้น เด็กๆทุกคนควรจะได้เล่น!

มีข้อมูลจำนวนมากที่แสดงให้เห็นว่า เด็กอเมริกันในยุคปัจจุบันเล่นน้อยลงกว่าคนในยุคก่อน จากการเปรียบเทียบระหว่างแม่และเด็กพบว่า ในวัยเด็ก คุณแม่กว่าร้อยละ 70 ออกไปเล่นนอกบ้านทุกวัน ในขณะที่ลูกๆที่ทำแบบเดียวกันมีเพียงร้อยละ 31 และคุณแม่กว่าครึ่งที่ใช้เวลาเล่นราว 2-3 ชั่วโมง/ครั้ง แต่มีลูกเพียงร้อยละ 22 เท่านั้นที่ใช้เวลาเล่นในเวลาที่เท่ากัน นอกจากนี้ คุณแม่กว่าร้อยละ 85 บอกอย่างชัดเจนว่าเด็กๆออกไปเล่นนอกบ้านน้อยลงในช่วง 2-3 ปีหลังนี้ และใช้เวลาส่วนใหญ่ดูทีวี เล่นเกมคอมพิวเตอร์หรือวีดีโอเกม แม้แต่ในครอบครัวหัวโบราณสุดๆ เด็กที่อายุต่ำกว่า 8 ปี ก็ยังใช้เวลาดูทีวีวันละ 2 ชั่วโมง นี่แสดงให้เห็นว่าเด็กๆในบ้านเล่นกันลดลง

ไม่ใช่แค่ที่บ้าน แต่ที่โรงเรียนและชุมชน เด็กๆก็เล่นกันลดลง ตั้งแต่ปี 2009 มีโรงเรียนทั่วประเทศกว่าร้อยละ 30 ที่ลดเวลาช่วงพักลง จนถึงยกเลิกการพักระหว่างเรียนออกไป และพบว่าในโรงเรียนที่ไม่มีช่วงพัก เด็กจะมีปัญหาเรื่องพฤติกรรมในห้องเรียน ส่วนในชุมชน การเล่นเป็นโอกาสที่จะทำให้เด็กได้เรียนรู้ในการช่วยเหลือและอยู่ร่วมกับผู้อื่น แต่ปัจจัยสำคัญที่ส่งเสริมให้เด็กออกมาเล่น คือ การมีพื้นที่ปลอดภัยเพื่อเล่นในระยะที่เดินถึงได้ อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่เด็กทุกคนที่เข้าถึงพื้นที่แบบนั้นได้ โดยเฉพาะกลุ่มเด็กยากจนที่มีกว่า 16 ล้านคนทั่วอเมริกา

ปัญหาที่เกิดจากการที่เด็กในยุคปัจจุบันได้เล่นน้อยลง คือ เด็กไม่มีความสุข และมีสุขภาพที่ไม่แข็งแรง เด็ก 1 ใน 3 คน เป็นโรคอ้วนหรือมีน้ำหนักเกินมาตรฐาน และ 1 ใน 5 คนมีปัญหาทางจิตใจ นอกจากนี้ เด็กๆไม่ได้พัฒนาทักษะสำคัญในการดำรงชีวิตของศตวรรษที่ 21 เช่น ความร่วมมือกับผู้อื่น ความคิดสร้างสรรค์ ความสามารถในการแก้ปัญหาและปรับตัวต่อสถานการณ์ต่างๆ รวมถึงความเข้าอกเข้าใจผู้อื่น ซึ่งล้วนเป็นทักษะที่ต้องการในการดำรงชีวิตและประสบความสำเร็จเมื่อเติบโตขึ้นในเศรษฐกิจโลกปัจจุบัน นอกจากนี้ ยังมีอุปสรรคสำคัญต่อพัฒนาการที่เหมาะสมของเด็ก คือ ความเครียดเป็นพิษ (Toxic Stress) ซึ่งเกิดขึ้นในเด็ก 16 ล้านคนที่อยู่ในสภาวะยากจน

จากปัญหาเหล่านี้ KaBOOM! จึงเริ่มช่วงแรกของการทำงานด้วยการสร้างพื้นที่สำหรับการเล่น หาวิธีที่ทำให้เกิดสนามเด็กเล่นขึ้น และใน 10 ปีแรก (Brick years) ก็สร้างสนามเด็กเล่นได้กว่า 750 แห่ง แต่ก็เกิดคำถามขึ้นเช่นกันว่า จำนวนพื้นที่ที่เกิดจากการทำงานที่ผ่านมา สามารถตอบสนองต่อปัญหาของกลุ่มเป้าหมายหลักที่เป็นเด็กยากจนทั้ง 16 ล้านคนได้เพียงพอและทันไหม?

22032217181_5dc89efafd

 

18207686639_f8447ebd61

การปรับกลยุทธ์เพื่อขยายผลกระทบทางสังคม

ในช่วง 3 ปีต่อมา (Click years) KaBOOM! จึงได้ทบทวนและเปลี่ยนกลวิธีในการทำงานเพื่อหาทางขยายผลกระทบของงานที่ทำอยู่เดิม โดยใช้วิธีการ Scale out หรือหาคนมาช่วยเพิ่มจำนวนแทนการทำเองคนเดียว ด้วยแนวทางที่เปลี่ยนไป สิ่งที่ KaBOOM! ทำจึงแตกต่างจากช่วงแรกโดยสิ้นเชิง ชุดความรู้ เครื่องมือ และความสัมพันธ์ (Connections) ทั้งหมดที่เกิดขึ้นจากการทำงานในระยะ 10 ปีแรก ไม่ว่าจะเป็นการระดมทุน การสร้างเครือข่ายกับอาสาสมัคร วัสดุและแบบที่เหมาะสมในการทำพื้นที่เพื่อเล่นในชุมชนต่างๆ ถูกนำมาเผยแพร่ในเว็บไซต์ และ KaBOOM! ก็เปลี่ยนบทบาทจากการทำงานหาเงินเอง สร้างเอง (Direct service) มาเป็นการหาวิธีให้คนเข้ามาใช้เครื่องมือเหล่านี้ ทั้งจากการจัดประกวด ให้เงินทุนตั้งต้น เพื่อดึงดูดให้คนอื่นหรือชุมชนลงมือทำพื้นที่สนามเด็กเล่นเอง ผลที่เกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงนี้ คือ ภายในระยะ 3 ปี มีการสร้างพื้นที่ให้เด็กเล่นกว่า 4,000 แห่ง! และ KaBOOM! ก็ขยับมาทำงานเป็นผู้สนับสนุนคนทำงานแทน หันมาออกแบบ framework sheet และทำ mapping ว่ามีสนามเกิดขึ้นที่ไหนบ้างแล้ว

map

สิ่งที่น่าสนใจ คือ แม้ KaBOOM! จะให้ความสำคัญกับเรื่องสนามเด็กเล่นและพุ่งเป้าทำแต่เรื่องนี้เป็นหลัก แต่สนามเด็กเล่นไม่ได้เป็นแค่เพียงพื้นที่เล่นเท่านั้น แต่กลายเป็นจุดเริ่มต้นในการผลักดันและแก้ปัญหามิติอื่นทางสังคมด้วย เช่น การสร้างความเข้มแข็งของชุมชน จึงถือเป็นการโฟกัสที่เรื่องเดียวแต่ขยายผลและเขย่าวงการได้อย่างกว้างขวาง

18205996728_53b4a87b53

21994491666_e35d7c538d

21787955578_e33a56f5ba

 

 

 

0

ใส่ความเห็น

เข้าสู่ระบบ

Or fill the form below