knowledge

วิธีแก้ปัญหา ‘คนหาย’ ที่ดีที่สุด คือ ทำให้ทุกคนมีส่วนร่วม

12 กรกฎาคม 2017


ทุกวันนี้คงมีน้อยคนนักที่ไม่เคยเห็นสื่อของ ศูนย์ข้อมูลคนหาย เพื่อการต่อต้านการค้ามนุษย์ มูลนิธิกระจกเงา (The Missing Persons Information Center, the Mirror Foundation) จากทั้งสื่อออนไลน์ ป้ายประชาสัมพันธ์ตามถนน สื่อที่ติดข้างรถโดยสารประจำทาง และยังมีสื่อกระแสหลักอย่างโทรทัศน์/วิทยุที่พูดถึงกรณีบุคคลสูญหายและบทบาทของศูนย์ฯ อย่างต่อเนื่อง

บทความนี้จะมาไขข้อสงสัยและถอดบทเรียนว่า “ทำไม ศูนย์ข้อมูลคนหาย เพื่อการต่อต้านการค้ามนุษย์ มูลนิธิกระจกเงา จึงสามารถสื่อสารและสร้างการมีส่วนร่วมของสังคมผ่านช่องทางต่างๆได้มากมายขนาดนี้” และ “การสื่อสารที่มีประสิทธิภาพเหล่านี้ช่วยในการแก้ปัญหาสังคมได้อย่างไร” โดยทีมงานได้ไปสัมภาษณ์ คุณเอกลักษณ์ หลุ่มชมแข หัวหน้าศูนย์ข้อมูลคนหาย เพื่อการต่อต้านการค้ามนุษย์ มูลนิธิกระจกเงา เพื่อหาคำตอบ

ศูนย์ข้อมูลคนหาย มูลนิธิกระจกเงาคือใคร และกำลังทำอะไรอยู่

ที่ผ่านมาการแก้ปัญหาคนหายส่วนใหญ่ในประเทศไทยแก้กันที่ปลายเหตุ พอมีคนหายก็ไปแจ้งความกับตำรวจ ลงบันทึกประจำวัน เก็บข้อมูลเป็นกระดาษ ไม่มีการทำฐานข้อมูลออนไลน์และเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างสถานีต่างๆ เพื่อรองรับการสืบค้นหาบุคคลสูญหาย เช่น เมื่อคนหนึ่งหายตัวไปจากเมือง ก. แต่โทรแจ้งขอความช่วยเหลือที่เมือง ข. ตำรวจของทั้งสองพื้นที่ต่างบอกว่าเป็นความรับผิดชอบในพื้นที่ของอีกฝ่าย ซึ่งตำรวจไทยก็มีภาระความรับผิดชอบมากมาย ตั้งแต่คดีลักขโมย ควบคุมการจราจร ปราบปรามยาเสพติด ไปจนถึงการสืบสวนคดีฆาตกรรม ส่งผลให้ปัญหาบุคคลสูญหาย กลายเป็นปัญหาที่เจ้าหน้าที่ตำรวจให้ความสำคัญน้อยกว่าที่ควรจะเป็น ส่วนมากรายงานเรื่องบุคคลสูญหายจึงมักถูกรายงานในสมุดบันทึกประจำวัน โดยที่เจ้าหน้าที่ตำรวจไม่ได้ออกไปตรวจสถานที่เกิดเหตุหรือสืบสวนต่อ แต่จะส่งโทรสารรูปถ่ายของบุคคลที่สูญหายไปยังสถานีตำรวจท้องที่อื่นที่ใกล้เคียงเท่านั้น ซึ่งรูปภาพที่ไม่ชัดเจนและเลือนลาง จึงทำให้กรณีคนหายจบลงแค่ตรงนั้น 

นอกจากนี้ ยังไม่มีการถอดบทเรียนหรือกรณีศึกษา ทำให้เจ้าหน้าที่ขาดความเข้าใจเกี่ยวกับคดีบุคคลสูญหาย โดยมักเข้าใจว่าเด็กที่สูญหายไปส่วนใหญ่ เป็นเหยื่อของแก็งค์รถตู้ที่ลักพาตัวไปตัดแขนขา และบังคับให้เป็นขอทาน ทั้งที่จริงแล้วเด็กกว่า 80% หายตัวไปด้วยความสมัครใจ ส่วนอีก 20% จึงเป็นเด็กที่หายโดย ‘อาชญากร’ ซึ่งส่วนใหญ่ถูกลักพาตัวโดยบุคคลใกล้ชิด เช่น คนในครอบครัวหรือเพื่อนของสมาชิกในครอบครัวของเด็กเอง และมักถูกกักขังอยู่ใกล้ๆ ที่พักอาศัยนั้นเอง โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อล่วงละเมิดทางเพศ หรือบังคับใช้แรงงาน ดังนั้น ปัญหาบุคคลสูญหายจึงเป็นต้นเหตุเชื่อมโยงกับปัญหาสังคมอื่นๆ เช่น อาชญากรรม การค้ามนุษย์ การล่วงละเมิดทางเพศ การฆาตกรรม และปัญหาร้ายแรงอื่นๆ อีกมากมาย (อ่านเพิ่มเติมได้ ที่นี่)

Screen Shot 2560-01-27 at 9.24.31 PM

ศูนย์ข้อมูลคนหาย ภายใต้มูลนิธิกระจกเงา จึงเป็นองค์กรภาคประชาชนที่มีบทบาทสำคัญในการแก้ปัญหาบุคคลสูญหาย โดยนำความรู้ด้านกฏหมาย การถอดบทเรียนและการถ่ายทอดองค์ความรู้ มาใช้พัฒนาการแก้ปัญหาบุคคลสูญหายในประเทศไทยให้มีมาตรฐาน เปลี่ยนมุมมองการทำงาน แทนที่จะมองว่า NGO ต้องเป็นผู้ลงมือแก้ปัญหาด้วยตนเอง มาเป็นผู้บริหารจัดการปัญหาและสร้างการมีส่วนร่วมให้คนในสังคมช่วยกันแก้ปัญหา โดยอาศัยสื่อสังคมออนไลน์ (Social Media) เป็นเครื่องมือระดมพลังประชาชน สื่อมวลชน และบริษัทเอกชนให้เข้ามามีส่วนร่วมในการค้นหา ติดตาม และแจ้งเบาะแสบุคคลสูญหายได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งการสื่อสารและสร้างกระแสสังคม ให้เกิดการแชร์ข่าวสารและพูดถึงกรณีบุคคลสูญหายกันในวงกว้าง เป็นหนทางเดียวที่จะกดดันให้เจ้าหน้าที่ตำรวจหันมาให้ความสนใจและลงมือสืบสวน และติดตามบุคคลสูญหายให้กลับสู่ครอบครัวอย่างจริงจัง

Screen Shot 2560-01-27 at 9.23.56 PM

ทั้งนี้ ทุกคนสามารถเข้าถึงบริการของศูนย์ได้อย่างง่ายดายได้ เพียงแจ้งเหตุบุคคลสูญหายผ่านสายด่วน 080-775-2673 หรือ 1900-190-199 และให้ข้อมูลแก่เจ้าหน้าที่ ได้แก่ ชื่อคนหาย วันที่หาย ลักษณะเด่นก่อนหาย ภาพถ่ายหน้าตรง ชื่อผู้แจ้งและเบอร์โทรกลับเพื่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม และเมื่อพบผู้สูญหายแล้วข้อมูลทั้งหมดจะถูกลบออกจากสื่อต่างๆ เพื่อรักษาความเป็นส่วนตัวของบุคคลสูญหายและครอบครัว

ในปี 2559 ที่ผ่านมา มูลนิธิกระจกเงา รับแจ้งเด็กหายทั้งสิ้น 424 ราย โดยสามารถช่วยเหลือเด็กกลับคืนสู่ครอบครัวได้กว่า 90 %


ทำอย่างไรจึงจะสามารถสื่อสารผ่านช่องทางต่างๆ และสร้างการมีส่วนร่วมของคนในสังคมได้มากมายขนาดนี้ 

มูลนิธิหรือองค์กรที่ทำงานแก้ปัญหาสังคมมายาวนาน มักจะตกอยู่ในภาวะขาดความคิดสร้างสรรค์และการริเริ่มสิ่งใหม่ บางองค์กรมีเป้าหมายหรือปัญหาที่ต้องการแก้ไขชัดเจน แต่ขาดคนที่มีทักษะและความเป็นมืออาชีพ เช่นเดียวกับองค์กรธุรกิจทั่วไปที่ต้องทำทุกวิถีทางให้ผู้ใช้บริการรู้สึกประทับใจและพึงพอใจเมื่อเข้ามาใช้บริการ เราจึงเปลี่ยนรูปแบบการทำงานขององค์กรภาคประชาชนแบบเดิมที่มุ่งแก้ปัญหาด้วยตัวเอง ภายใต้ทรัพยากรที่มีอยู่จำกัด งานเยอะ เงินน้อย คนก็น้อย เป็นการบริหารจัดการปัญหาเพื่อให้คนในสังคมเข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ไขมากขึ้น เปิดโอกาสให้บุคคล/องค์กรภายนอกนำเทคนิคหรือมุมมองใหม่ๆ เข้ามาทำงานร่วมกับทีมงาน เพื่อให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ พัฒนาทักษะของทีมงาน พัฒนาความเป็นมืออาชีพในการปฏิบัติการ และพัฒนาการสื่อสารผ่านสื่อโซเชียลเน็ตเวิร์คหรือเครือข่ายสังคมออนไลน์ ที่สามารถเข้าถึงประชาชนจำนวนมากภายในระยะเวลาอันรวดเร็ว

ศูนย์ข้อมูลคนหาย มูลนิธิกระจกเงา ใช้เครือข่ายสังคมออนไลน์ช่วยกระจายการรับรู้ของปัญหาไปยังกลุ่มคนต่างๆ (crowdsourcing model) นอกเหนือจากการใช้สื่อพื้นฐานและเครื่องมือการสื่อสารแบบเดิมๆ ในอตีต เช่น การติดประกาศคนหายผ่านโปสเตอร์และวิทยุกระจายเสียง ทำให้ประเด็นบุคคลสูญหายไม่ใช่แค่ปัญหาภายในครอบครัวเท่านั้น แต่เป็นเรื่องที่คนในสังคมทุกภาคส่วนจะต้องตระหนักและร่วมมือกันแก้ไข รูปแบบการสร้างระบบเครือข่ายสนับสนุนหรือ crowdsourcing model นี้ได้เปลี่ยนการติดตามบุคคลสูญหายเป็นรูปแบบใหม่ จากเดิมที่ต้องพึ่งพาหรือรอความช่วยเหลือจากภาครัฐ มาเป็นการตามหาโดยใช้พลังจากคนในสังคม สนับสนุนให้ทุกคนช่วยกันแชร์ ช่วยกันเผยแพร่ข้อมูล ติดตาม และแจ้งเบาะแสของบุคคลสูญหายในกรณีต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการลักพาตัวเด็ก เหยื่อค้ามนุษย์ด้านแรงงาน หรือผู้สูงอายุที่ป่วยเป็นอัลไซเมอร์ 

ทำให้ทุกวันนี้มูลนิธิกระจกเงาเป็นหน่วยงานแรกที่ทุกคนคิดถึง เมื่อครอบครัวประสบเหตุบุคคลสูญหาย หรือเมื่อพบเห็นเด็กๆ/ผู้สูงอายุเดินตามลำพังบนท้องถนน

Screen Shot 2560-01-27 at 9.23.39 PM

นอกจากนี้ ศูนย์ข้อมูลคนหาย ยังได้ถอดบทเรียนจากกรณีศึกษาต่างๆ และเผยแพร่ผ่านสื่อเพื่อให้ผู้ปกครองและครอบครัวช่วยกันเฝ้าระวังไม่ให้เกิดเหตุการณ์บุคคลสูญหายในครอบครัวของตนเอง ซึ่งเป็นการป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาจากต้นเหตุ เช่น เรื่องพ่อแม่รู้ไว้ป้องกันภัยเด็กหายช่วงปิดเทอม เนื่องจากช่วงปิดเทอม เป็นช่วงเวลาที่มีเด็กหายออกจากบ้านมากที่สุด, 10 เรื่องที่ต้องตระหนักเกี่ยวกับการลักพาตัวเด็ก และคู่มือฉบับย่อในการติดตามเด็กที่สมัครใจหนีออกจากบ้าน เป็นต้น อีกทั้ง ศูนย์ข้อมูลคนหายฯ ยังได้รวบรวมฐานข้อมูลของบุคคลสูญหายและทำงานร่วมกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติอีกด้วย

Screen Shot 2560-01-27 at 9.18.15 PM

 

การส่งเสริมให้บุคคลทั่วไปและอาสาสมัครเข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ปัญหา โดยการกระจายข้อมูลข่าวสารผ่านสื่อสังคมออนไลน์และเพจเฟสบุ๊ค www.facebook.com/Thaimissing ที่มีคนติดตามกว่า 400,000 คน ซึ่งสมาชิกจำนวน 50-80% หรือ 20,000 – 32,000 คน มีความแข็งขัน ช่วยกันส่งต่อภาพและเรื่องราวของบุคคลที่สูญหายจากศูนย์ข้อมูลคนหายฯ ในแต่ละวัน ด้วยการกดไลค์ การแชร์ หรือการคอมเม้นท์ในหน้าเฟสบุ๊ค อีกทั้งยังเกิดเครือข่ายกลุ่มอาสาสมัครที่ช่วยนำโปสเตอร์ติดตามคนหายไปเผยแพร่ในสื่อท้องถิ่น ช่วยจัดพิมพ์โปสเตอร์ ใบประกาศ ลงประกาศฟรีในหนังสือพิมพ์ท้องถิ่น ออกอากาศฟรีทางเคเบิ้ลทีวีและป้ายบิลบอร์ด และติดประกาศภาพถ่ายในจุดสำคัญ เช่น ตามร้านอาหารชื่อดัง หรือสี่แยกใหญ่ๆ และบ่อยครั้งข้อมูลเหล่านี้ได้ถูกนำไปเผยแพร่ในสื่อกระแสหลัก เช่น ข่าวทางโทรทัศน์ เป็นต้น และอาสาสมัครเหล่านี้ยังเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในการแจ้งเบาะแสบุคคลสูญหาย ซึ่งช่วยทำให้การติดตามบุคคลสูญหายมีโอกาสประสบความสำเร็จมากยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ ยังมีกลุ่มสมาชิกพิเศษ เช่น ทีมอาสาสมัครฉุกเฉิน (Emergency Response Volunteers) และสถานีวิทยุจราจร (Traffic Radio Station) ในสถานการณ์เร่งด่วน ซึ่งทางศูนย์ฯ จะปรับใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ เช่น เลือกใช้กลุ่มบุคคลที่สามารถเข้าถึงพื้นที่เฉพาะนั้นๆ ได้ในทันที  มีกรณีหนึ่งที่เด็กคิดจะหลบหนีระหว่างถูกลักพาตัว และโทรหาแม่ของเขาจากตู้โทรศัพท์ในห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่ง ทางศูนย์ฯ ก็สามารถประสานไปยังสถานีวิทยุจราจรและสมาชิกที่อยู่ในพื้นที่ ที่รู้จุดที่ตั้งของตู้โทรศัพท์นั้น และเข้าช่วยเหลือเด็กคนนั้นได้อย่างรวดเร็ว 

อีกบทพิสูจน์ที่แสดงให้เห็นถึงความสำเร็จจากการสร้างความร่วมมือของสังคมในการแก้ปัญหาคนหาย คือ องค์กรภาคเอกชนจำนวนมากเสนอตัวเข้ามามีส่วนร่วมโดยไม่ต้องการผลตอบแทนใดๆ ซึ่งแต่ละองค์กรได้ใช้ทักษะต่างๆ ที่มีมาสร้างสรรค์และผลิตสื่อ ให้พื้นที่สื่อประชาสัมพันธ์ ให้ใช้เครื่องมือเทคโนโลยีสารสนเทศและเครื่องมืออื่นๆ เพื่อช่วยให้ศูนย์ฯ สามารถขยายงานเพื่อครอบคลุมพื้นที่ได้กว้างขึ้น ทำให้คนเข้ามามีส่วนร่วม และติดตามบุคคลสูญหายได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ตัวอย่างการสนับสนุนจากองค์กรต่างๆ มีดังนี้

Screen Shot 2560-01-27 at 9.24.44 PM

  • บริษัท PLAN B MEDIA ให้การสนับสนุนด้วยการนำข้อมูลผู้สูญหายเผยแพร่ทางสื่อของบริษัทฯ กระจายข้อมูลไปตามจุดต่างๆ และป้ายโฆษณาบนรถเมล์ที่วิ่งในพื้นที่ทั่วกรุงเทพฯ จำนวน 5 คัน (สาย 79, 73ก, 2, 29 และ 76) ตั้งแต่ต้นเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา
Screen Shot 2560-01-27 at 9.24.54 PM

  • ชูใจ กะ กัลยาณมิตร กลุ่มนักคิดสร้างสรรค์เพื่อสังคม (Creative Agency)  สนับสนุนการนำเสนอข้อมูลบุคคลสูญหายผ่านงานกราฟฟิกรูปแบบใหม่ๆ เช่น การประกาศคนหายโดยดึงรูปแบบเกมส์ Pokemon Go! โดยใช้ชื่อว่า “Rare ยิ่งกว่า Pokemon หายาก: โปเกมอนหายาก ยังมีคนหาเจอ คนหาย เราก็มาช่วยกันหาได้” ดังภาพที่แสดงด้านล่าง ซึ่งสามารถสร้างกระแสในโลกออนไลน์ โดยมีคนแชร์ภาพบุคคลสูญหายออกไปกว่าหมื่นคน
Screen Shot 2560-01-27 at 9.25.27 PM
Screen Shot 2560-01-27 at 9.25.42 PM

  • บริษัทเอเจนซี่โฆษณา บีบีดีโอ กรุงเทพ (BBDO Bangkok) ได้ทำแคมเปญ “คนหายหน้าเหมือน” เพื่อประกาศหาคนหายที่ช่วยให้คนจำหน้าคนหายได้ง่ายขึ้น โดยอาศัยหลักวิทยาศาสตร์ที่สมองคนจะจดจำสิ่งใหม่ได้ดีจากสิ่งที่คุ้นเคย จึงเกิดเป็นแคมเปญให้คนทั่วไปจำภาพคนหายจากใบหน้าของคนที่เขาคุ้นเคย ซึ่งอาจเป็นหน้าเพื่อน หน้าญาติ หรือแม้แต่ดาราดัง โดยแคมเปญดังกล่าวได้รับความร่วมมืออย่างดีจากดาราคนดังมากมาย อาทิ คุณดิลก ทองวัฒนา คุณเอ๋-มณีรัตน์ คำอ้วน คุณอุ่นเรือน ราโชติ คุณพิเชษฐ์ เอี่ยมชาวนา คุณนวลนง จามิกรณ์ คุณนิรันดร์ บุญยรัตพันธุ์ คุณสุภทัต โอภาส และคุณรวิชญ์ เทิดวงส์ ซึ่งแคมเปญนี้มีคนแชร์ภาพและวีดีโอออกไปมากกว่าแสนครั้ง

Screen Shot 2560-01-27 at 9.26.07 PM

 

  • บริษัทผลิตและจำหน่ายน้ำดื่มที่จังหวัดร้อยเอ็ด นำภาพเด็กหายไปติดที่ขวดน้ำเพื่อประชาสัมพันธ์ให้ผู้ซื้อช่วยกันติดตามและแจ้งเบาะแสเมื่อพบบุคคลตามภาพ โดยแคมเปญนี้เกิดมาจากศูนย์ข้อมูลคนหายฯ นำไอเดียจากประเทศจีนมาเผยแพร่ในเพจเฟสบุ๊ค ทำให้ผู้ประกอบการสนใจ และสมัครใจที่จะยอมเสียต้นทุนเพื่อผลิตฉลากใหม่ให้มีรูปคนหายติดไปกับขวดน้ำทุกขวด (ฉลากเดิมมีต้นทุนถูกกว่า เพราะผลิตไว้แล้วเป็นจำนวนมาก) โดยเจ้าของกิจการบอกคุณเอกลักษณ์ว่า ตอนที่สวมแท็กประกาศเด็กหายที่ขวดน้ำ พนักงานทุกคนมาช่วยด้วยความเต็มใจ กระตือรือร้นและอยากตามหาเด็กหายคนนี้ให้เจอ นี่คืออีกหนึ่งการมีส่วนร่วมของการจัดการปัญหาเด็กหายในประเทศไทย
15896033_10206365569897182_2860257084708979110_o

ล่าสุด มีบริษัทน้ำดื่มขนาดใหญ่ ที่จัดจำหน่ายทั่วประเทศ ติดต่อเข้ามาและกำลังผลิตน้ำดื่มที่มีฉลากภาพเด็กหายประชาสัมพันธ์ โดยจะผลิตและจำหน่ายขั้นต่ำหนึ่งล้านขวด


อะไรเป็นอุปสรรคหรือความท้าทายในการสื่อสารและสร้างการมีส่วนร่วมของคนในสังคม

ความท้าทายที่สำคัญ คือการทำให้คนในเครือข่ายเกิดความรู้สึกอยากมีส่วนร่วม และช่วยส่งต่อข้อมูล กระตุ้นให้เกิดความกระตือรือร้น และรักษาระดับความสนใจของคนในสังคมได้อย่างต่อเนื่อง กำจัดความรู้สึกว่ากรณีบุคคลสูญหายเป็นเรื่องปกติและไม่เกี่ยวข้องกับตนเอง คุณเอกลักษณ์ได้เรียนรู้จากบริษัทที่ประสบความสำเร็จด้านการสื่อสาร และพบว่าการนำเสนอเรื่องราว บทเรียน อุทาหรณ์ และวิธีการหรือพฤติกรรมของคนร้าย จากกรณีศึกษาต่างๆ ในเครือข่ายเป็นสิ่งที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการสื่อสารต่อสังคม ทำให้ผู้รับสารเชี่อว่าตนเองสามารถเข้ามามีส่วนร่วมในการช่วยเหลือเด็กที่สูญหายอย่างไม่มีเงื่อนไข และทำให้ผู้อ่านเตรียมตัวรับมือ/เฝ้าระวังคนหายได้ทันท่วงที ยกตัวอย่างเช่น การเล่าเรื่อง พลเมืองดีช่วยเหลือน้องเมฆ ในวันที่ 26 มิถุนายน 2557 ซึ่งมีเนื้อหาดังนี้

เมื่อวานนี้ น้องเมฆ เด็กชายวัย 7 ขวบ ที่ถูกลักพาตัวจากจังหวัดนครราชสีมา ได้รับการช่วยเหลือจากพลเมืองดีท่านหนึ่งที่จังหวัดขอนแก่น

พลเมืองดีท่านนี้ เห็นภาพประกาศน้องเมฆที่เพื่อนๆ ช่วยกันแชร์จากเพจ ศูนย์ข้อมูลคนหาย มูลนิธิกระจกเงา จึงทราบว่ามีเด็กหาย

ระหว่างที่พลเมืองดีท่านนี้ ขี่มอเตอร์ไซค์ อยู่แถวๆ หน้าสถานีรถไฟขอนแก่น เขาพบชายคนหนึ่ง เดินอยู่กับเด็ก โดยจุดที่ทำให้ผิดสังเกต คือ เด็กแต่งตัวมอมแมม เขาจึงขี่รถวนกลับมาดู และเริ่มสงสัยว่า คล้ายกับน้องเมฆที่เรากำลังประกาศตามหา

พลเมืองดีท่านนี้เดินตามผู้ชายและเด็กคู่นั้น และตัดสินใจตะโกนเรียกชื่อ “น้องเมฆ” ปรากฏว่า ทั้งผู้ชายและเด็กคนนั้นหันมา – ชายคนนั้นรีบเอามือมาโอบเด็ก และบอกว่า คนนี้ลูกผม ชื่อ “หมอก” – เพียงแค่ 4 วัน คนร้ายเปลี่ยนชื่อและข้อมูลส่วนตัวของเด็กแล้ว!!!

พลเมืองดีท่านนี้ จึงแกล้งบอกว่า สงสัยทักคนผิด แล้วรีบโทรแจ้ง ตำรวจ 191 หลังจากวางสายไม่ถึง 10 นาที ตำรวจสายตรวจ สภ.เมืองขอนแก่น เดินทางมาถึง และเข้าไปสอบถามข้อมูลกับผู้ชายและเด็กคนนั้น แต่ผู้ชายคนนั้นยังอ้างว่าเด็กเป็นลูก แต่เนื่องจากเด็กหิวข้าว ตำรวจจึงพาเด็กไปกินข้าวก่อน ส่วนพลเมืองดีรีบขี่มอเตอร์ไซค์กลับไปที่บ้าน แล้วเอาโน๊ตบุ๊ตมาเปิดเพจ ศูนย์ข้อมูลคนหาย มูลนิธิกระจกเงา เพื่อให้ตำรวจเทียบใบหน้าเด็กกับภาพในประกาศ

เมื่อตำรวจมั่นใจว่าน่าจะใช่เด็กหายที่เราตามหาจริงๆ จึงนำตัวผู้ชายและเด็กมาที่โรงพัก สุดท้ายพลเมืองดีบอกเด็กว่าจะพากลับไปหาแม่ เด็กถึงกับร้องไห้ดีใจ และยอมบอกว่าตัวเองชื่อ เมฆ

นี่คือพลังของโลกออนไลน์ และพลังของพลเมืองดีที่ช่วยกันมองหาเด็กหาย จนพาน้องกลับบ้านอย่างปลอดภัยครับ

สุดท้ายนี้ต้องขอขอบคุณพลเมืองดีที่พาน้องกลับบ้าน คุณชาติชาย ค่าแพง ไว้ ณ โอกาสนี้ครับ

อย่างไรก็ตาม เราต้องสร้างทัศนคติแก่คนในสังคมบนพื้นฐานความคิดที่ว่า ไม่ว่าคุณจะเป็นใครก็สามารถเข้ามาใช้บริการ เข้าถึงความช่วยเหลือ และเป็นส่วนหนึ่งของการช่วยเหลือนี้ได้ แม้ว่าการเปลี่ยนทัศนคติเป็นเรื่องยาก แต่การสื่อสารกับสังคมอย่างต่อเนื่องจะช่วยให้คนเริ่มตั้งคำถาม ทำความเข้าใจ เปลี่ยนความคิดและพฤติกรรมได้ในที่สุด อีกทั้ง การตื่นตัวของคนในสังคมยังสร้างแรงผลักดันให้ภาครัฐเริ่มเห็นความสำคัญของปัญหาและเข้ามาแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง และพัฒนาการทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจที่มีต่อกรณีของบุคคลสูญหาย ให้เห็นว่าคดีของบุคคลสูญหายนั้น มีคุณค่าต่อการใช้เวลาและทรัพยากรต่างๆ ไม่ต่างจากคดีอื่นๆ

0

ใส่ความเห็น

เข้าสู่ระบบ

Or fill the form below