knowledge

2 นวัตกรรมทางการเงิน ที่ทำให้เงินบริจาคของคุณสามารถแก้ปัญหาสังคมได้จริง

12 กรกฎาคม 2017


รู้หรือไม่ว่า ในแต่ละปี คนไทยบริจาคเงินกันสูงถึงปีละ 7 หมื่นกว่าล้านบาท (ข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติ, 2557) ซึ่งสูงกว่างบประมาณทั้งปีของกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) เสียด้วยซ้ำ ยังไม่รวมงบประมาณกิจกรรม CSR ของบริษัทเอกชนอีกปีละกว่าหนึ่งหมื่นล้านบาท ซึ่งส่วนใหญ่มักจะนำไปมอบเป็นทุนการศึกษาให้กับเด็กๆ นำไปช่วยเหลือหรือสงเคราะห์แก่ผู้ยากไร้ และไปทำกิจกรรม “สร้าง ซ่อม ปลูก” ที่เราเห็นตามหน้าข่าวประชาสัมพันธ์ในทุกๆปี   

หลายท่านคงเกิดคำถามขึ้นในใจว่า เงินบริจาคจำนวนมหาศาลนี้สามารถแก้ปัญหาสังคมได้จริงหรือไม่ หากเงินจำนวนนี้ถูกนำไปใช้แก้ปัญหาจริงๆ แต่ทำไมเรายังคงเห็นจากหน้าข่าวทุกๆวันว่า ยังมีเด็กจำนวนมากไม่ได้เข้าเรียนหรือต้องออกกลางคัน ทำไมคุณภาพการศึกษายังตกต่ำลงจนประเทศเพื่อนบ้านเหมือนจะแซงหน้าเราไปหมด ทำไมยังมีผู้สูงอายุ ผู้พิการและผู้ป่วยอีกจำนวนมากที่ต้องการความช่วยเหลือ และทำไมประชากรส่วนใหญ่ของประเทศโดยเฉพาะเกษตรกรยังประสบปัญหาความยากจน ซึ่งสอดคล้องกับผลการศึกษาของ TDRI ที่พบว่า แม้ว่าคนไทยจะนิยมบริจาคเงินมากเป็นอันดับ 2 ของโลก แต่ยังแก้ปัญหาสังคมได้ไม่ถูกจุด

เมื่อการบริจาคเงินแบบเดิมไม่สามารถแก้ไขปัญหาสังคมในระยะยาวได้ ทีมงาน Scaling Impact จึงขอนำเสนอตัวอย่างนวัตกรรมการเงินเพื่อสังคมรูปแบบใหม่ ที่ทำให้เงินบริจาคไม่เป็นเพียงการทำบุญ แต่สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงให้สังคมเราได้อย่างแท้จริง 


1. The Development Impact Bond (DIB)

โดยทั่วไป การระดมทุนมักจะเกิดขึ้นจากการเขียนโครงการขอทุนกับแหล่งเงินทุน แต่การลงทุนรูปแบบใหม่ The Development Impact Bond (DIB) นี้ได้เปลี่ยนแนวทางการลงทุนให้นักลงทุนมีส่วนร่วมในการกำหนดผลลัพธ์ทางสังคมที่จะเกิดขึ้นร่วมกับองค์กรตั้งแต่ต้น และนักลงทุนจะเป็นผู้ให้เงินตามผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น (Payment by Results) นอกจากนี้ หากองค์กรสามารถสร้างผลลัพธ์ทางสังคมที่ตั้งไว้ DIB จะคืนลงทุนให้กับนักลงทุนพร้อมกับดอกเบี้ยอีกด้วย ยกตัวอย่างเช่น

Educate Girls ก่อตั้งเมื่อปี 2550 เพื่อพัฒนาการศึกษาของเด็กผู้หญิงในพื้นที่ชนบทของประเทศอินเดีย โดยให้อาสาสมัครลงพื้นที่ไปตามบ้านเพื่อพบปะพูดคุยกับผู้ปกครอง กระตุ้นให้เห็นความสำคัญของการศึกษาและส่งเด็กๆเข้าเรียนในโรงเรียน นอกจากนี้ ยังฝึกให้อาสาสมัครเข้าไปสอนในโรงเรียนชนบทในพื้นที่ห่างไกลอีกด้วย โดยปี 2558 ที่ผ่านมา Educate Girls ประสบความสำเร็จในการผลักดันให้เด็กๆเข้าเรียนในโรงเรียนแล้วกว่า 8,000 หมู่บ้าน

ทั้งนี้ ยังมีงานวิจัยยืนยันว่า เมื่อเด็กผู้หญิงเข้าเรียนในโรงเรียน เมื่อเรียนจบแล้ว เธอจะสามารถหารายได้เพิ่มขึ้นอย่างน้อยปีละ 10% และพวกเธอจะเลี้ยงดูลูกหลานให้ได้รับการศึกษาอย่างเหมาะสมและมีอาชีพการงานที่ดี อีกทั้งยังช่วยลดปัญหาการแต่งงานก่อนวัยอันควรอีกด้วย ดังนั้น ยิ่งเด็กผู้หญิงเข้าเรียนในโรงเรียนเพิ่มขึ้นเท่าไหร่ จะยิ่งสามารถพัฒนาเศรษฐกิจระดับชุมชน ซึ่งในระยะยาวจะสามารถทำลายวงจรความยากจนได้ในที่สุด แต่อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันยังมีเด็กผู้หญิงอายุระหว่าง 6-13 ปี อีกกว่าสี่ล้านคนในประเทศอินเดีย ที่ไม่ได้เข้าเรียนในโรงเรียน 

ดังนั้น ผลลัพธ์ทางสังคมสำหรับการแก้ปัญหาความยากจนในชนบทของประเทศอินเดียที่นักลงทุนกำหนดขึ้นร่วมกับ Educate Girls คือ จำนวนเด็กผู้หญิงที่ได้เข้าเรียนในโรงเรียน โดยตั้งเป็นกองทุน Children’s Investment Fund (‘CIFF’) ขึ้นร่วมกับ UBS Optimus Foundation ด้วยเงินลงทุนเริ่มต้น 267,000 เหรียญดอลล่าสหรัฐ หรือประมาณ 10 ล้านบาท โดยมี IDinsight เป็นผู้ตรวจสอบและประเมินผลอย่างใกล้ชิดตลอดระยะเวลา 3 ปี และมี Instiglio ผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุนทางสังคมเป็นผู้บริหารจัดการกองทุน เพื่อนำเงินไปสนับสนุนให้ Educate Girls ผลักดันให้เด็กเข้าเรียนในโรงเรียน จำนวน 18,000 คน ตลอดจนพัฒนาทักษะของเด็กๆ ทั้งด้านภาษาฮินดี ภาษาอังกฤษและคณิตศาสตร์ หาก Educate Girls สามารถส่งมอบผลลัพธ์ทางสังคมดังกล่าวได้ตามเป้าหมายในระยะเวลา 3 ปีแล้ว กองทุน CIFF จะจ่ายเงินคืนให้แก่นักลงทุนพร้อมดอกเบี้ยอีก 15% หาก Educate Girls สามารถสร้างผลลัพธ์ทางสังคมได้เพียงบางส่วน กองทุนก็จะลดหลั่นเงินคืนลงไป

instiglio.org

instiglio.org

แต่เวลาผ่านไปเพียงปีเดียว Educate Girls ก็สามารถบรรลุเป้าหมายในการผลักดันให้เด็กเข้าเรียนในโรงเรียนแล้วถึง 44% และเด็กๆมีผลการเรียนภาษาฮินดี ภาษาอังกฤษและคณิตศาสตร์เพิ่มขึ้นถึง 23% ดังนั้น The UBS Optimus Foundation จึงเตรียมคืนเงินให้กับนักลงทุนแล้วกว่า 40% ของเงินลงทุน ภายในระยะเวลาเพียงปีเดียว

กระบวนการลงทุนและจ่ายเงินตามผลลัพธ์  (Payment by Results) นี้ ทำให้นักลงทุนมีส่วนร่วม ตั้งแต่การกำหนดผลลัพธ์ทางสังคมที่คาดหวัง เห็นว่าเงินของตนเองสามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงได้อย่างไรบ้าง และยังได้รับเงินคืนเมื่อองค์กรสามารถสร้างผลลัพธ์ทางสังคมนั้นอีกด้วย นอกจากนี้ ยังทำให้องค์กรภาคสังคมตระหนักถึงต้นทุนที่แท้จริงที่ใช้ในสำหรับการสร้างผลลัพธ์ทางสังคมต่อหน่วย เช่น ต่อเด็กหนึ่งคน ต่อผู้พิการหนึ่งคน หรือต่อพื้นที่ป่าหนึ่งไร่ ต้องใช้เงินเท่าไหร่ ซึ่งสามารถนำไปสื่อสารกับสังคมเพื่อระดมทุนต่อไปได้ในอนาคตแทนที่จะต้องเขียนโครงการเพื่อขอทุนในทุกๆปี


2. The Donor Advised Fund (DAF)

หลายปีที่ผ่านมา ทั้งภาครัฐและภาคเอกชนเริ่มหันมาให้ความสำคัญกับกิจการเพื่อสังคม (Social Enterprise) มากขึ้น ซึ่งเป็นธุรกิจที่จะสามารถแก้ปัญหาสังคมหรือผลตอบแทนทางสังคม (Social Return) ไปพร้อมๆ กับการสร้างผลตอบแทนทางการเงิน (Financial Return) แต่ปัจจุบัน กิจการเพื่อสังคมในประเทศไทยยังคงประสบปัญหาขาดเงินลงทุนตั้งต้นที่จะนำมาทำกิจกรรมในการสร้างการเปลี่ยนแปลงและสร้างผลกำไร ซึ่งการลงทุนแบบ The Donor Advised Fund (DAF) เป็นทางเลือกที่สามารถต่อยอดการบริจาคเงินแบบเดิมๆ ให้นำเงินมาลงทุนเพื่อหวังผลตอบแทนได้ ซึ่งเป็นการลงทุนที่สนับสนุนให้กิจการเพื่อสังคมสามารถเติบโตขึ้นเพื่อสร้างทั้งผลตอบแทนทางสังคม และผลตอบแทนจากการลงทุนได้อย่างแท้จริง อีกทั้งยังสามารถนำเงินกลับมาลงทุนเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงต่อไปได้อีกเรื่อยๆ 

growyourgiving.org

growyourgiving.org

The Donor Advised Fund (DAF) ได้ผสมผสานการบริจาค (Philantrophy) และการลงทุน (Impact Investment) เข้าด้วยกัน โดยเริ่มต้นจากนักลงทุนร่วมกันบริจาคเงินให้แก่องค์กรสาธารณประโยชน์ เพื่อเป็น pool ของเงินทุน โดยนักลงทุนจะสามารถหักภาษีจากเงินบริจาค ซึ่งเป็นผลประโยชน์ขั้นแรก หลังจากนั้น ผู้จัดการกองทุนจะทำการค้นหาและคัดเลือกกิจการเพื่อสังคมที่น่าลงทุนทั้งในแง่ความสามารถในการสร้างผลลัพธ์ทางสังคมและสร้างกำไร และนำ portfolio ของแต่ละกิจการมาให้นักลงทุนเป็นผู้ตัดสินใจ ก่อนจะนำเงินทุนไปลงทุนในกิจการเพื่อสังคมหรือนำเงินไปให้กับองค์กรไม่แสดงผลกำไรเพื่อสร้างผลลัพธ์ทางสังคม ดังนั้น กองทุน DAF จึงสามารถลงทุนทั้งในรูปแบบ Philanthropy และ Impact Investment ซึ่งทำให้กองทุน DAF แตกต่างจากกองทุนเพื่อสังคมอื่นๆ 

แม้ว่าการลงทุนในกิจการเพื่อสังคมไม่สามารถดึงดูดให้นักลงทุนทั่วไปสนใจมาลงทุนได้ เนื่องจากมีดอกเบี้ยต่ำและมีความเสี่ยงค่อนข้างสูง แต่กองทุน DAF สามารถช่วยเหลือกิจการเพื่อสังคมที่ขาดเงินทุนและแบกรับความเสี่ยงเหล่านั้นได้ โดยหากกิจการเพื่อสังคมไม่สามารถสร้างผลตอบแทนทางการเงิน (Financial Return) ได้ เงินทุนเหล่านั้นก็ถือว่าเป็นเงินบริจาคที่กิจการสามารถนำไปใช้สร้างการเปลี่ยนแปลงทางสังคม ซึ่งเป็นผลตอบแทนทางสังคม (Social Return) ได้ แต่หากกิจการเพื่อสังคมสามารถสร้างผลตอบแทนทางการเงินได้ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ เงินเหล่านั้นจะสามารถนำกลับมาเป็นเงินลงทุนในการลงทุนกับองค์กรเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงต่อไปอีกในอนาคต

ยกตัวอย่าง 3 กองทุน DAF ที่มีอยู่ในปัจจุบัน;

  1. CAF Venturesome เป็นกองทุนที่บริหารจัดการโดย The UK’s Charities Aid Foundation ลงทุนในองค์กรภาคสังคมไปแล้วมากกว่า 500 องค์กร ด้วยเงินทุนรวมกว่า 52 ล้านเหรียญสหรัฐ โดย CAF Venturesome จะค้นหาและคัดเลือกองค์กรภาคสังคมที่อยู่ในระยะตั้งต้นและมีโอกาสเติบโตสูง ซึ่งจะช่วยองค์กรเหล่านั้นให้สามารถก้าวขึ้นเป็นองค์กรชั้นนำได้  

  1. ImpactAssets เป็นองค์กรจากประเทศสหรัฐอเมริกาที่สามารถขยายการลงทุนเพื่อสังคมผ่านกองทุน DAF ให้เติบโตขึ้นถึง 35% จนมีขนาดกองทุน 269 ล้านเหรียญสหรัฐ  ภายในระยะเวลาเพียง 4 ปี (ปี 2554 – 2558) โดยมีเงินลงทุนในกิจการเพื่อสังคมสูงถึง 88 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 3 พันกว่าล้านบาท

  1. SharedImpact มีฐานอยู่ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา ฮ่องกงและสหราชอาณาจักร ซึ่งช่วยยกระดับการลงทุนเพื่อสังคมให้ก้าวข้ามข้อจำกัดด้านเขตแดน โดยนักลงทุนสามารถบริจาคให้กับองค์กรใดก็ได้ในโลก แต่ยังคงได้รับประโยชน์ทางภาษีที่ประเทศของตนเอง ซึ่งเป็นการเปิดประตูให้เงินทุนจากประเทศพัฒนาแล้วไปถึงประเทศอื่นๆได้ทั่วโลก

ขอบคุณข้อมูลจาก

  1. TDRI – นักวิจัยทีดีอาร์ไอ หนุนลงทุน “กิจการเพื่อสังคม” ช่วยแก้ไขปัญหาสังคมอย่างคุ้มค่าและตรงจุด
  2. Forbes – Funding for Impact: How ‘Payment by Results’ Could Revolutionize Development Funding
  3. Forbes – Wish You Could Be a Philanthropist AND Impact Investor? A New Fund Lets You Do Both

0

ใส่ความเห็น

เข้าสู่ระบบ

Or fill the form below