knowledge

3 รูปแบบรายได้ของกิจการเพื่อสังคม

13 กรกฎาคม 2017


ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ‘กิจการเพื่อสังคม’ เป็นคำในกระแสที่มีคนพูดถึงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ไม่ใช่แค่ในองค์กรภาคสังคม ภาคธุรกิจหรือภาครัฐเองก็ให้ความสนใจกับการทำกิจการหรือธุรกิจที่สร้างผลกระทบทางบวกกับสังคมเพราะเห็นแนวโน้มของความยั่งยืนที่มากกว่า

ทีมงาน Scaling Impact ได้ลองศึกษา รวบรวม และสรุปแนวทางการหารายได้ของกิจการเพื่อสังคม ไว้ 3 รูปแบบ ได้แก่

1. รายได้ที่มาจากเงินบริจาคและเงินสนับสนุน

จากข้อมูลของ Ashoka และ Unltd พบว่า แม้จะมีผู้ประกอบการสังคมบางกลุ่มที่สามารถหารายได้เองเพื่อมาใช้ในการทำงาน แต่โดยมากแล้ว ก็ยังมีรายรับบางส่วน(หรือรายได้หลัก) มาจากเงินบริจาคและเงินสนับสนุน เงินบริจาคอาจมาจากคนทั่วไปหรือเป็นเงินสนับสนุนจากองค์กรการกุศล อย่างไรก็ตาม ด้วยรูปแบบขององค์กร ทำให้กิจการเพื่อสังคมต้องเผชิญกับความท้าทายสำคัญ คือ การที่ผู้บริจาคไม่สามารถนำเงินบริจาคหรือเงินช่วยเหลือไปหักลดหย่อนภาษีได้ ซึ่งอาจส่งผลให้คนอยากสนับสนุนกิจการเพื่อสังคมน้อยลง นอกจากนี้ถ้ากิจการมีแผนที่จะปันผลกลับไปให้ผู้ถือหุ้น ก็ยิ่งจะทำให้คนอยากสนับสนุนน้อยลงอีก แต่กิจการเพื่อสังคมสามารถทำงานร่วมกับองค์กรไม่แสวงหาผลกำไรที่ได้รับการยกเว้นเรื่องภาษี และใช้เงินที่ได้จากการบริจาคมาซื้อสินค้าหรือบริการจากกิจการเพื่อสังคมได้

2. รายได้ที่มาจากลูกค้า

นอกจากเงินบริจาคและเงินสนับสนุน กิจการเพื่อสังคมหลายแห่งหารายได้จากการขายสินค้าและบริการ กำไรที่ได้จากการขายนี้ก็จะถูกนำมาใช้ในการทำงานเพื่อให้องค์กรสามารถบรรลุเป้าหมายทางสังคมที่ตั้งไว้ได้ แต่วิธีการหารายได้อาจจะเกี่ยวกับเป้าหมายทางสังคม (Social mission) ที่ตั้งไว้หรืออาจจะไม่เกี่ยวเลยก็ได้ ตัวอย่างการหารายได้ที่ไม่เกี่ยวกับเป้าหมายทางสังคมขององค์กร เช่น การที่ลูกเสือและเนตรนารีขายคุกกี้เพื่อหารายได้ไปทำกิจกรรมของลูกเสือ ในประเทศอเมริกา สภาลูกเสือมักจะเก็บเงิน 70% จากรายได้หลังหักค่าใช้จ่ายไว้และนำไปใช้ในการจัดกิจกรรมหรืองานของกลุ่มลูกเสือ จะเห็นได้ว่า วิธีการหารายได้นี้ทำโดยคนทำเบเกอรี่มืออาชีพ และไม่ได้เกี่ยวกับกลุ่มผู้ได้รับผลประโยชน์ (Beneficiaries) หรือเป้าหมายทางสังคมของสภาลูกเสือเลย

lco10scoutssap030712

ส่วนอีกตัวอย่าง คือ TOMS บริษัทขายแว่นและรองเท้าของสหรัฐอเมริกา เมื่อมีการซื้อรองเท้า 1 คู่ TOMS จะบริจาครองเท้าอีก 1 คู่ให้เด็กยากจนที่ลำบาก และสำหรับการซื้อแว่นตา ก็จะมีการจ่ายเงินเพื่อช่วยป้องกันหรือรักษาสายตาของคนที่อยู่ในประเทศที่กำลังพัฒนา

 

toms-shoes-san-diego-south-coast-surf-shop

TOMS หรือกลุ่มลูกเสือเป็นตัวอย่างที่เห็นได้ชัดของการทำแคมเปญการตลาดแบบดั้งเดิม อย่างไรก็ตาม การหารายได้ที่มีความเกี่ยวข้องกับเป้าหมายทางสังคมที่ตั้งไว้ ไม่ได้ช่วยเพียงแค่หาเงินให้กับกลุ่มผู้รับผลประโยชน์เท่านั้น แต่ผลกระทบทางสังคมเกิดขึ้นภายในกระบวนการสร้างรายได้ด้วย การที่บริษัท Specialisterne ที่จ้างงานคนที่มีอาการออทิสติกให้มาทำงานตรวจสอบ software คิดค่าบริการจากบริษัทที่เป็นลูกค้า ก็ไม่ได้มีเป้าหมายเพียงแค่การสร้างกำไรเพื่อให้บรรลุเป้าหมายทางสังคมที่ตั้งไว้ แต่ผลกระทบทางสังคมเกิดตั้งแต่ที่องค์กรจ้างงานที่ที่เป็นออทิสติกแล้ว ในกิจการเพื่อสังคมที่ใช้รูปแบบการจ้างงานแบบ Specialisterne การสร้างรายได้ถือเป็นส่วนสำคัญของการสร้างคุณค่าทางสังคม ส่วนกำไรจะเป็นเรื่องรองลงมา

1473707235786

3. รายได้ที่มาจากกลุ่มเป้าหมายที่ทำงานด้วย

การหารายได้ด้วยวิธีนี้แตกต่างจากสองวิธีแรกอย่างมาก เพราะรายได้จะมาจากการที่ผู้ได้รับผลประโยชน์เป็นคนจ่ายเงินเพื่อซื้อสินค้าหรือบริการของกิจการนั้นๆ กิจการเพื่อสังคมที่มักจะใช้กลยุทธ์นี้คือ กิจการที่ใช้โมเดลฐานของพีระมิด (Base of the pyramid)ในการทำงาน หรือกิจการท่ีทำงานกับกลุ่มคนยากจน ผู้ด้อยโอกาส หรือคนชายขอบที่อยู่ด้านล่างฐานพีระมิดในสังคม โดย Prahalad ได้ตั้งสมมติฐานว่า จากการพิจารณาความต้องการที่ยังไม่ได้รับการเติมเต็มของประชากรที่มีรายได้น้อยนี้ กิจการเพื่อสังคมจะสามารถสร้างตลาดที่มีกำไรไปพร้อมกับการระบุความต้องการที่จำเป็นเร่งด่วนของกลุ่มผู้ได้รับผลประโยชน์ที่ยากจนได้

และจากอีกสมมติฐานของ Strelitz and Kober ที่ว่า ตลาดของคนที่อยู่ในชั้นฐานล่างของพีระมิดหรือกลุ่มคนยากจน มีแนวโน้มที่จะจ่ายเงินแบบ Poverty premium หรือจ่ายแพงกว่าคนชนชั้นกลางหรือสูง (ทั้งจากการติดต่อซื้อขาย และราคาจริงของสินค้าด้วย) สำหรับสินค้าหรือบริการที่จำเป็น เช่น อาหาร น้ำ ยา การกู้เงิน การสื่อสารโทรคมนาคม แต่ได้รับคุณภาพสินค้าและบริการที่แย่กว่า นอกจากนี้ Strelitz and Kober ได้กล่าวไว้ว่า ครอบครัวที่ยากจนต้องจ่ายแพงขึ้นอีก 150% สำหรับสินค้าทั่วไปด้วยเงินเชื่อ และแพงขึ้นอีก 10% สำหรับค่าแก๊ส กิจการเพื่อสังคมที่สร้างรายได้จากผู้รับผลประโยชน์จึงมีเป้าหมายที่จะตอบสนองความต้องการของคนในฐานล่างของพีระมิดด้วยสินค้าที่มีคุณภาพและเป็นราคาที่เข้าถึงได้ ตัวอย่างเช่น Grameen ในบังคลาเทศ ที่แสดงให้เห็นผ่านผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายว่าธุรกิจเพื่อสังคมสามารถสร้างผลกระทบทางสังคมได้จริง Grameenphone ให้บริการสำหรับโทรศัพท์มือถือ Grameen Danone ขายโยเกิร์ตราคาที่เข้าถึงได้ให้เด็กๆ ในบังคลาเทศที่มักจะขาดสารอาหาร

gdflf7c9e388-a28b-47a3-b3ed-b419afc82e14

อย่างไรก็ตาม การคิดค่าสินค้าและบริการจากผู้รับผลประโยชน์ก็ทำให้เกิดคำถามตามมาเกี่ยวกับรายได้หลังหักค่าใช้จ่ายและวิธีการสร้างรายได้ ซึ่งโมฮัมหมัด ยูนุส (Mohammad Yunus) ได้หาคำตอบและทดลองโมเดลที่เหมาะสมกับ Grameenphone เนื่องจากการลงทุนในบังคลาเทศเป็นหนึ่งในตลาดที่สร้างกำไรให้ Telenor ได้มากที่สุด และ Telenor ถือหุ้น 55.8% ของ Grameenphone ทั้งหมด โมฮัมหมัด ยูนุสจึงได้หาข้อตกลงร่วมกับ Telenor ให้สละกำไรที่ได้จากพื้นที่ชนบทของบังคลาเทศ และสุดท้ายจึงตกลงร่วมกันเกิดเป็นโมเดลไม่ปันผล (no loss/no divided) ที่นักลงทุนสามารถเอาเงินต้นคืนได้แต่จะไม่มีการให้เงินปันผล

grameen_mobile-phone_2007-visit2014_04_05_5_12_b

 

ที่มาข้อมูล: Coursera : Identifying Social Entrepreneurship Opportunities by Copenhagen Business School

0

ใส่ความเห็น

เข้าสู่ระบบ

Or fill the form below