knowledge

Autism at Work ชูศักยภาพผู้ป่วยออทิสติกให้ได้ทำงาน

13 กรกฎาคม 2017


เกี่ยวกับสถานการณ์ปัญหา

ออทิสติก สเปกตรัม (Autism Spectrum Disorder – ASD) เป็นความพิการซ่อนเร้น ไม่สามารถวินิจฉัยได้โดยง่าย โดยผู้ป่วยจะมีลักษณะความบกพร่องด้านปฏิสัมพันธ์ทางสังคมและทางการสื่อสาร มีพฤติกรรมทำกิจกรรมบางอย่างซ้ำๆ อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยออติสติกส่วนใหญ่มีศักยภาพสูงหลายๆ อย่าง เช่น คิดคำนวณได้อย่างแม่นยำ มีสายตาแหลมคม สามารถไว้วางใจและทำงานที่เป็นกิจวัตรซึ่งต้องทำเป็นประจำได้ดี

เกี่ยวกับผู้ประกอบการสังคม

ในปี 2004 Thorkil Sonne พ่อของลูกชายผู้ป่วยออทิสติกได้จัดตั้ง Specialisterne กิจการเพื่อสังคมในประเทศเดนมาร์กที่หางานให้ผู้ป่วยออทิสติกผ่านนวัตกรรม ความร่วมมือและการแบ่งปันความรู้ ซึ่งต่อมาเขาได้ตั้งมูลนิธิไม่แสวงหากำไร ชื่อว่า Specialisterne Foundation (SPF) และขึ้นทะเบียนเครื่องหมายการค้า (trademark) ให้กับแนวคิด ‘Specialisterne’ โดย SPF มีเป้าหมายที่จะเปลี่ยนทัศนคติของสังคมที่มีต่อความบกพร่องนี้ด้วยการชูศักยภาพการทำงานของผู้ป่วยผ่านการทำงานในตำแหน่งที่เหมาะสม

เกี่ยวกับหุ้นส่วนภาคเอกชน

SAP คือบริษัทซอฟท์แวร์ระหว่างประเทศสัญชาติเยอรมัน ก่อตั้งขึ้นในปี 1972 มีลูกจ้างกว่า 75,600 คนใน 130 ประเทศ มีรายได้ประจำปี 2014 ประมาณ 17.5 พันล้านยูโร ปัจจุบัน SAP เป็นที่รู้จักในฐานะผู้นำตลาด IT ของโลก และได้ให้ความช่วยเหลือบริษัทมากมายตามแนวคิด ‘innovate through simplification’ หรือ สร้างสรรค์ด้วยการทำให้ง่าย

ตั้งแต่ปี 2007 SAP ได้ผันตัวมาทำกิจกรรมเพื่อความยั่งยืน พวกเขาเปลี่ยนวิธีการจัดการ แม้จะมีความเสี่ยงแต่พวกเขาก็ได้พบโอกาสที่จะช่วยเหลือสังคม สิ่งแวดล้อมและเศรษฐกิจให้ดีขึ้น ซึ่งการลงทุนทางสังคมแบบเฉพาะเจาะจงจะทำให้ SAP สามารถทำงานกับผู้คนที่หลากหลายและให้การมีส่วนร่วมของคนกลุ่มพิเศษได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นความหลากหลายทางความคิด เพศสภาพ ความพิการ วัฒนธรรมหรืออัตลักษณ์

ตัวเลขและสถิติ

  • 1% ของประชากรโลกได้รับผลกระทบจากความพิการออทิสติก
  • 15% ของผู้ป่วยออทิสติกในสหราชอาณาจักรมีงานประจำทำ
  • 79% ของผู้ป่วยออทิสติกอยากประกอบอาชีพ
  • ผู้ป่วยออทิสติกมีจุดอ่อนจึงมักจะถูกทำให้อับอาย และถูกแบ่งแยกออกจากสังคม นอกจากนั้น พวกเขายังขาดการเข้าถึงบริการและการสนับสนุนที่เหมาะสมจากภาครัฐอีกด้วย

โมเดล Co-Creation จากความท้าทายสู่การสร้างคุณค่า

screen-shot-2016-10-12-at-10-28-39-am

1. เฟ้นหาผู้สมัครที่ป่วยออทิสติก : SAP ระบุตำแหน่งหน้าที่ที่บริษัทต้องการ เช่น นักทดลอง โปรแกรมเมอร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านคุณภาพข้อมูล และอื่นๆ ในขณะที่ Specialisterne คัดเลือกความสามารถผู้ป่วยออทิสติกให้ตรงกับทักษะที่เปิดรับสมัครเบื้องต้น

2. ประเมินทักษะทางอาชีพของผู้ป่วยออทิสติก : Specialisterne และพาร์ทเนอร์ของ Specialisterne ออกแบบโปรแกรมประเมินผู้สมัครให้สามารถดึงและจับคู่ความสามารถของตัวเองกับตำแหน่งที่เปิดรับ และเพื่อบรรลุความตั้งใจที่จะพาผู้ป่วยกลับเข้ามามีส่วนร่วม Specialisterne จึงจะต้องมีหน้าที่รับรองว่าผู้เข้าทำงานใหม่จะอยู่ในที่ทำงานที่มีสภาพแวดล้อมที่ดี

3. สนับสนุนการให้ผู้ป่วยออทิสติกมีส่วนร่วมกับที่ทำงาน : ทั้ง Specialisterne และ SAP สนับสนุนผู้ป่วยออทิสติกให้มีส่วนร่วมกับที่ทำงานตั้งแต่ต้น โดย Specialisterne จะจัดอบรมพนักงานของ SAP ให้ตระหนักรู้และเตรียมพร้อมที่จะต้อนรับเพื่อนร่วมงานใหม่ นอกจากนี้มีหลายครั้งที่ Specialisterne ยังร่วมงานกับพาร์ทเนอร์ท้องถิ่นเพื่อร่วมกันสนับสนุนการมีส่วนร่วมของผู้ป่วยเพิ่มเติมด้วย


ผลกระทบที่มีต่อสังคม ต่อธุรกิจเพื่อสังคม และต่อธุรกิจ

ตั้งแต่เริ่มโครงการในปี 2012 Austism at Work ได้สร้างผลกระทบดีๆ มากมายให้กับสังคม

screen-shot-2016-10-11-at-4-17-09-pm

  • SAP มี 10 สำนักงานสาขาใน 8 ประเทศที่จ้างผู้ป่วยออทิสติก
  • ตั้งแต่ปี 2013 มีองค์กร 5 หน่วยงานที่เข้ามาร่วมเป็นพาร์ทเนอร์
  • มีเพียง 6 โครงการบนโลกเท่านั้นที่ให้การช่วยเหลือผู้ป่วยออทิสติก
  • ตั้งแต่ปี 2013 มีผู้ป่วยออทิสติก 49 คนที่ได้รับการว่าจ้างที่ SAP ทั่วโลก

ผลกระทบที่มีต่อสังคม

  • โปรเจกต์ Co-Creation นี้ได้เปลี่ยนทัศนคติเกี่ยวกับความพิการออทิสติกให้กับสังคม โดยเปลี่ยนมุมมองของสังคมและตลาดแรงงานให้ไปสนใจสิ่งที่พวกเขาสามารถทำได้  ไม่ใช่สิ่งที่เขาทำไม่ได้
  • ผู้ป่วยออทิสติกที่ได้รับการว่าจ้างนั้นจะได้พัฒนาความเชื่อมั่นในตัวเอง (self-esteem) เพิ่มสวัสดิภาพให้ดีขึ้น และมีส่วนร่วมในสังคมมากขึ้น ในขณะเดียวกัน การว่าจ้างผู้ป่วยออทิสติกก็ได้เพิ่มอัตราการจ้างงาน ศักยภาพทางการเงิน และความสามารถในการพึ่งพาตัวเองในผู้ป่วย
  • โครงการนี้เป็นแรงบันดาลใจให้เกิดโมเดลที่ใกล้เคียงขึ้นทั่วโลก และยังทำให้บริษัททั่วโลกตระหนักถึงความสามารถของผู้ป่วยออทิสติกในการทำงาน ซึ่งหลายบริษัทยักษ์ใหญ่ อย่าง Microsoft กับ Hewlett Packard ก็ได้จ้างผู้ป่วยออทิสติกให้เป็นคณะกรรมการด้วย

ผลกระทบที่มีต่อกิจการเพื่อสังคม

การที่ Specialisterne จับมือกับ SAP ทำให้มีพื้นที่ในตลาดแรงงานอีกมากสำหรับผู้ป่วยออทิสติก ความสำเร็จของโครงการนี้ยังดึงดูดความสนใจจากบริษัททั่วโลกให้เริ่มลงทุนกับโปรเจกต์ประเภทนี้ นอกจากนี้บริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง SAP ก็ดึงดูดสื่อให้เข้ามาทำข่าวและเพิ่มเครดิตให้กับ Specialisterne ทำให้บริษัทเป็นที่รู้จักมากขึ้นอีกด้วย

การร่วมมือครั้งนี้เป็นแรงกระตุ้นให้ Specialisterne ขยายโครงการออกไปยังพื้นที่อื่นและคิดค้นพัฒนาโมเดลใหม่ๆ ทำโครงสร้างของโครงการให้เป็นโมเดลนานาชาติที่สามารถประยุกต์ใช้ตามพื้นที่ ตามแนวคิด ‘global model, local tailoring’ โดยตั้งกลยุทธ์สากลเพื่อใช้ในทุกประเทศ และมีกิจกรรมที่คิดเพื่อตอบรับความต้องการท้องถิ่นตามพื้นที่นั้นๆ

ผลกระทบที่มีต่อธุรกิจ

  • SAP พยายามจะสื่อออกไปว่าผู้ป่วยออทิสติกมีทักษะ มีคุณภาพ เพียงขาดพื้นที่และกระบวนการให้แสดงฝีมือ สร้างนวัตกรรมใหม่ให้ธุรกิจต่างๆ
  • ในงานแถลงข่าวที่จัดขึ้นในเดือนพฤษภาคม ปี 2013 SAP ให้คำมั่นว่าจะจ้างผู้ป่วยออทิสติกให้ได้ 1% ของแรงงานทั้งหมดในบริษัท เพื่อให้จำนวนผู้ป่วยออทิสติกเข้ามาอยู่ในสังคมมากขึ้น ทั้งนี้ การที่โปรเจกต์ชูทักษะความถนัดของผู้ป่วยที่ถูกละเลยในตลาดแรงงานมาตลอดนั้น เป็นการเพิ่มความหลายหลายในตลาดแรงงานและเพิ่มการแข่งขันทางธุรกิจให้สูงขึ้นไปอีก
  • ความสำเร็จนี้ยังถือว่าเป็นเชื้อเพลิงให้กับ SAP ในการคิดค้นนวัตกรรมและบริการที่มีคุณภาพ นอกจากนี้ อัตราการลาออกของผู้ป่วยออทิสติกยังต่ำกว่าอัตราการลาออกของพนักงานทั่วไปมาก จึงทำให้ SAP ประหยัดค่าใช้จ่ายไปได้เยอะอีกด้วย

เส้นทางสู่ Co-Creation

screen-shot-2016-10-11-at-5-28-07-pm

หลังจาก Specialisterne ได้ขึ้นพูดบนเวทีสัมนาที่ SAP เป็นสปอนเซอร์ในบังคาลอร์ SAP ก็เริ่มจ้างผู้ป่วยออทิสติกในอินเดีย หลังจากนั้น ในปี 2012 SAP ได้ติดต่อ Specialisterne เพื่อขอสนับสนุนและเริ่มโปรเจกต์ทดลองในไอร์แลนด์ และได้ขยายโปรเจกต์ออกไปที่เมืองดาโวส์ เมืองเล็กๆ ทางตอนเหนือของสวิตเซอร์แลนด์ในปี 2013 ซึ่งทั้งหมดนี้ทำให้ทั้งสองหน่วยงานสามารถสร้างโมเดลขึ้นมาเพื่อใช้สำหรับขยายโปรเจกต์ไปทำยังพื้นที่อื่นต่อในอนาคต


องค์ประกอบหลักสู่ความสำเร็จ

  • การสนับสนุนจากผู้บริหาร : ซีอีโอของ SAP และผู้บริหารท่านอื่นๆ มีความเชื่อและให้การสนับสนุนโปรเจกต์อย่างจริงจัง ทำให้ SAP มีมาตรฐานในการจับคู่ผู้ป่วยออทิสติกกับตำแหน่งทักษะที่ต้องการในแผนกไอที ตั้งแต่เริ่มโปรเจกต์

  • SAP มีทีมที่มุ่งมั่นตั้งใจ : SAP มีทีมชื่อว่า Diversity and Inclusion (ความหลากหลายและการมีส่วนร่วม) ในการดำเนินงานโปรเจกต์ ซึ่งประกอบไปด้วย 2 ทีมหลักที่รับผิดชอบโครงการระหว่างประเทศ และอีก 1 ทีมย่อยที่ดูแลโครงการในประเทศ

  • การร่วมมือที่มีประสิทธิภาพระหว่างแผนก ‘ความหลากหลาย’ และแผนก HR ของ SAP : ทั้งสองทีมร่วมกันออกแบบโปรแกรมการสนับสนุนผู้ป่วยรายบุคคล และนำโครงการไปสู่การปฎิบัติจริง

  • สื่อมวลชน : Autism at Work ไม่ได้เป็นที่รู้จักแค่ในสหรัฐเท่านั้น พวกเขาเป็นที่รู้จักทั่วโลก จากงานอีเวนท์และสื่อต่างๆ ตั้งแต่วันเปิดตัว

  • การพูดคุยอย่างเปิดอก : โปรเจกต์นี้ดำเนินไปได้ด้วยความเชื่อใจและการเปิดอกคุยกันระหว่าง SAP และ Specialisterne ซึ่งความสัมพันธ์ดีๆ ในการทำงานและการเปิดใจรับวิธีทำงานใหม่ๆ คือหัวใจหลักที่ทำให้ทั้งสองมีภาพสุดท้ายของโครงการเดียวกัน

  • ผู้ป่วยออทิสติกเป็นทั้งผู้ได้รับผลประโยชน์และผู้สร้างประโยชน์ในคราวเดียว : ความสำเร็จของโครงการนี้ขึ้นอยู่กับความสามารถที่จะชูศักยภาพของผู้ป่วยออทิสติกออกมา ช่วยพวกเขาหางานที่มีคุณค่า ทำแล้วมีความหมาย และยังให้โอกาสเขาได้ทำอะไรเพื่อสังคมอีกด้วย

  • ภาพสุดท้ายเดียวกัน : ทั้ง SAP และ Specialisterne ตั้งใจว่าภายในปี 2020 พวกเขาจะไม่ต้องแบ่งแยกกระบวนการการรับพนักงานผู้ป่วยออทิสติกและพนักงานทั่วไปออกจากกันอีก

“ฉันต้องการให้สังคมเห็นว่าผู้ป่วยออทิสติกทำอะไรได้บ้าง ไม่ใช่ไปสนใจแต่ว่าเขาทำอะไรไม่ได้”

– Thorkil Sonne, Specialisterne

“มันไม่ใช่เรื่องการกุศล แต่มันเป็นเรื่องการปรับตัวให้ดำเนินงานตามโมเดลธุรกิจของบริษัท”

– Peter Brabazon ผู้จัดการ Specialisterne Ireland

“โครงการ Co-creation ช่วยเราพัฒนาไปอีกขั้น”

– Stefanie Nennstiel แผนก HR SAP


โมเดลธุรกิจอย่างย่อ

ตั้งแต่โมเดลนี้ถูกนำไปใช้ที่ต่างประเทศ ทั้งสองหน่วยงานจึงพัฒนาโครงสร้างโมเดลตามหลัก “global model, local tailoring” และในส่วนของโปรเจกต์แรกที่ยังดำเนินไปได้ด้วยดี ทั้ง SAP และ Specialisterne ก็ยังคงหาหน่วยงานท้องถิ่นอื่นๆ มารับการอบรมจาก Specialisterne และขยายโปรเจกต์ไปยังพื้นที่อื่นทั่วโลก ซึ่งการทำงานกับหน่วยงานรัฐบาลและองค์กรท้องถิ่นทำให้ Autism at Work เข้าถึงความรู้ระดับท้องถิ่น ได้รับการสนับสนุนเรื่องค่าใช้จ่าย และสุดท้าย ได้เพิ่มความยั่งยืนและความสำเร็จของโครงการ

  • การดำเนินการ

    • ที่มาของรายได้

      • ค่าบริการ

        • Specialisterne ให้บริการการช่วยเหลือ SAP และช่วยกันส่งต่อการบริการนั้นผ่านข้อตกลงที่ใช้กันทั่วโลก (โมเดล B2B)
        • Specialisterne ใช้ทุนในทางที่พวกเขาคาดว่าจะออกมามีประสิทธิภาพมากที่สุด วิธีนี้ทำให้ Specialisterne มีความยืดหยุ่นสูงเพื่อตอบรับความต้องการที่แตกต่างกันของแต่ละประเทศ

      • เงินสนับสนุนจากในพื้นที่

        • ในบางพื้นที่ SAP และ Specialisterne ก็ได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานรัฐและสมาคมท้องถิ่น พวกเขาจึงสามารถลดค่าใช้จ่ายลงได้

    • ค่าใช้จ่าย

      • เพื่อสร้างกระบวนการการหาและคัดเลือกผู้สมัครในขั้นตอนเบื้องต้น
      • เป็นค่าอบรมพนักงานของ SAP
      • เพื่อประเมินการทำงานของผู้ป่วยออทิสติก
      • เพื่อจัดกิจกรรมสำหรับผู้ป่วยออทิสติกที่ได้รับเข้าทำงานใหม่
      • เป็นค่าตอบแทนให้กับพนักงานของ Specialisterne กับ SAP

    • รายได้หลังหักค่าใช้จ่าย

      • นำไปพัฒนาคุณภาพงานและเพิ่มการแข่งขันให้สูงขึ้น
      • กำไรของ Specialisterne จะถูกใช้ในการจัดกิจกรรมและการขยายธุรกิจในพื้นที่อื่นต่อๆไป


แผนต่อไป

เพื่อรองรับความยั่งยืนในโมเดล Co-creation ทาง Specialisterne และ SAP ยังคงพัฒนาและเปิดรับวิธีการสร้างการมีส่วนร่วมใหม่ๆ อย่างไม่หยุดยั้ง ซึ่งพวกเขาตระหนักดีว่าการมีเครือข่าย อย่างเอเจนซี่ มหาลัยและหน่วยงานรัฐ ในพื้นที่ที่โครงการทำนั้นสำคัญมากในการหาผู้สมัครและการดำเนินโครงการเพื่อตอบโจทย์ปัญหาของพื้นที่นั้นๆ ทั้งนี้ SAP และ Specialisterne ยังได้สร้างเครือข่ายในระบบการศึกษาเพื่อเตรียมเด็กออทิสติกให้พร้อมสำหรับการทำงาน และหาพาร์ทเนอร์อื่นที่สนับสนุนการจ้างงานมาเป็นแรงบันดาลใจให้บริษัทอื่นและรัฐบาลได้รู้จักและสนับสนุนโครงการด้วย ถึงแม้พวกเขาจะต้องจ่ายค่าจ้างพนักงานออทิสติกให้เท่ากับค่าจ้างพนักงานทั่วไปหากโครงการดำเนินไปได้ด้วยดี

แผนของปี 2016 คือการขยาย Austism at Work ไปให้ถึง 2 ประเทศใหม่ โดยพื้นที่ใหม่จะต้องเป็นพื้นที่มีแนวโน้มที่จะเติบโตทางเศรษฐกิจและตรงตามกลยุทธ์ของ SAP ที่วางไว้ ซึ่งยังไม่ได้วางไว้ว่าประเทศใดเพราะทาง Austism at Work ต้องการจะพุ่งเป้าไปที่จำนวนผู้ป่วยออทิสติกที่ได้รับการจ้างงานมากกว่า และเมื่อ European Commission คาดว่าในปี 2020 ยุโรปจะขาดพนักงานภาค IT ถึง 825,000 ตำแหน่ง ทำให้ SAP ยิ่งต้องพยายามดึงความสามารถของผู้ป่วยออกมาให้ได้มากที่สุด ซึ่งจะเพิ่มประสิทธิภาพของโครงการขึ้นไปอีก ดังนั้น Specialisterne จะต้องสร้างโมเดลใหม่ที่มีความยืดหยุ่นและสามารถบ่มเพาะผู้ป่วยออทิสติกส่งให้กับบริษัทพาร์ทเนอร์ได้อย่างรวดเร็ว และทำให้โมเดลนี้เป็นโมเดลมาตรฐานจนสามารถจดทะเบียนได้ เพื่อให้โมเดลนี้เป็นการขยายผลกระทบทางสังคมของโปรเจกต์ และตอบโจทย์ภารกิจทางสังคมของธุรกิจนี้ต่อไป

0

ใส่ความเห็น

เข้าสู่ระบบ

Or fill the form below