knowledge

เราหย่อนเงินลง ‘กล่องรับบริจาค’ ครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่?

13 กรกฎาคม 2017


กล่องรับบริจาคถือเป็นความคุ้นเคยของคนไทย ในฐานะผู้ให้ เราชินกับการหย่อนเงินใส่กล่องเพื่อทำการกุศลหรือสนับสนุนกิจกรรมสาธารณประโยชน์ต่างๆ เช่นเดียวกับผู้รับที่ส่วนใหญ่เป็นองค์กรภาคสังคมหรือกลุ่มบุคคลที่ต้องการทำกิจกรรมทางสังคม การเปิดกล่องรับบริจาคเงินจึงเป็นธรรมเนียมปฏิบัติที่ทำต่อกันมานาน และยังเป็นไอเดียแรกๆ ที่นึกออกในยามที่ต้องระดมทุนเฉพาะกิจ

จากผลการศึกษาของ Charities Aids Foundation (CAF) ในปี 2558 พบว่า ถ้าแบ่งประเภทของการให้เป็น 3 รูปแบบ คือ ให้เงิน ลงแรงเป็นจิตอาสา และช่วยเหลือคนแปลกหน้า ประเทศไทยมีคะแนนรวมเป็นลำดับที่ 19 ได้คะแนน 48% แต่ถ้าพิจารณาแค่หมวดการบริจาคเงิน ไทยเป็นประเทศลำดับ 2 ของโลก คิดเป็น 87% รองจากพม่าเท่านั้น ซึ่งสอดคล้องกับการสำรวจภาวะเศรษฐกิจและสังคมของครัวเรือน โดยสำนักงานสถิติแห่งชาติ ปี พ.ศ. 2557 พบว่า ครัวเรือนในประเทศไทยบริจาคเงินสูงถึง 75,760 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 0.58 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ซึ่งสูงกว่างบประมาณรายจ่ายของกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ในปีเดียวกัน (10,324 ล้านบาท หรือร้อยละ 0.41 ของ GDP) และแน่นอนว่า ภายใต้ข้อมูลตัวเลขการบริจาคเงินที่สูงมาก ก็มีคำถามที่ตามมาว่า เงินบริจาคเหล่านั้นนำไปสู่ผลลัพธ์ทางสังคมอย่างไร?

อย่างไรก็ตาม จากข้อมูลตัวเลขเงินบริจาคข้างต้นประกอบกับความเห็นขององค์กรภาคสังคมขนาดใหญ่หลายแห่ง พบว่า กล่องรับบริจาคไม่ได้เป็นแนวทางหลักในการรับเงินสนับสนุนขององค์กรภาคสังคมอีกต่อไป (ไม่นับรวมองค์กรทางศาสนา) แม้เราจะคิดว่าเราคุ้นชินกับการเห็นกล่องรับบริจาคเงินมากมายวางอยู่ในสถานที่ที่เราผ่านไปมาในชีวิตประจำวัน เช่น ห้างสรรพสินค้า โรงพยาบาล ร้านกาแฟ ร้านหนังสือ ห้องสมุด ธนาคาร รวมไปถึงสถานีรถไฟฟ้า แต่เอาเข้าจริงแล้ว ปริมาณกล่องที่วางอยู่ตามจุดต่างๆ เทียบไม่ได้กับจำนวนองค์กรการกุศลที่มีอยู่และจดทะเบียนในไทยเลย และในแต่ละจุดที่อนุญาตให้ตั้งกล่องบริจาคได้ ก็มักจะวางเรียงรายหลายกล่องจนไม่แน่ใจว่าจะหย่อนเงินลงกล่องไหนดี จนบางทีเปลี่ยนใจไม่ใส่เงินลงกล่องไหนเลยมี

แล้วเหตุผลในการตัดสินใจเลือกบริจาคเงินลงกล่อง คืออะไร?

s__17637407

  • ความน่าเชื่อถือขององค์กร สำหรับงานในภาคสังคมแล้ว Branding ขององค์กรถือเป็นเรื่องสำคัญ เพราะการเป็นองค์กรที่เป็นที่รู้จัก สร้างผลงานจนคนเข้าใจวัตถุประสงค์ในการทำงานขององค์กร และคนในสังคมเกิดความความมั่นใจจนอยากจะสนับสนุนการดำเนินงาน เป็นหนึ่งในเหตุผลหลักที่ทำให้คนตัดสินใจบริจาคเงินลงกล่อง มากกว่าจะให้เงินกับองค์กรที่ไม่รู้จัก ไม่แน่ใจว่าจะเอาเงินไปใช้เพื่อแก้ไขปัญหาอะไร และอย่างไร
  • สถานที่วางกล่องรับบริจาค  การตั้งกล่องรับบริจาคในที่ที่เหมาะสม มีความน่าเชื่อถือ และตรงกับกลุ่มเป้าหมายหรือสอดคล้องกับพฤติกรรมของคนในพื้นที่นั้นๆ ย่อมทำให้ได้รับเงินบริจาคมากขึ้น เช่น กล่องที่วางในโรงพยาบาลมักจะได้รับความเชื่อถือและผู้คนมักจะอยากบริจาคเพื่อสร้างกำลังใจ หรือกล่องรับบริจาคเพื่อการศึกษาของเด็กก็มีแนวโน้มจะได้รับการบริจาคสูงกว่ากล่องประเภทอื่นในร้านหนังสือ
  • หน้าตาของกล่องรับบริจาค กล่องรับบริจาคที่มีลักษณะแข็งแรง สร้างความเชื่อมั่นว่าเงินจะไม่หายหรือโดนขโมยได้ง่าย และถ้ามีหน้าตาดึงดูดใจให้ผู้พบเห็นอยากอ่านหรือทำความเข้าใจว่าองค์กรจะนำเงินไปใช้ทำอะไร ก็มีมักจะทำให้ได้ผู้บริจาคสนใจในกล่องนั้นๆมากขึ้น
  • ความเร่งด่วนของปัญหา ในบางสถานการณ์ที่เกิดเหตุภัยพิบัติที่มีความเร่งด่วนฉุกเฉิน ผู้คนในสังคมเกิดความเห็นใจต่อผู้ได้รับเคราะห์ร้าย ก็มีแนวโน้มที่กล่องรับบริจาคในงานกิจกรรมต่างๆ จะได้รับการบริจาคมากขึ้นด้วย

กล่องรับบริจาคเงิน จากอดีตถึงปัจจุบันและอนาคต

ในอดีต การตั้งกล่องรับบริจาคเป็นหนึ่งในช่องทางหารายได้เพื่อดำเนินกิจการทางสังคมและยังช่วยสร้างการรับรู้ให้คนรู้จักองค์กรทางสังคมนั้นๆด้วย แต่ต่อมา เมื่อมีกล่องรับบริจาคจำนวนมากขึ้น ผู้บริจาคต้องเลือกตัดสินใจมากขึ้น เงินที่ได้ต่อหนึ่งกล่องรับบริจาคก็ลดลง ทำให้ไม่ค่อยคุ้มค่าต่อการบริหารจัดการขององค์กรที่ต้องวางแผนให้คนเดินสายวางกล่อง-ดูแลคุณภาพกล่อง(ให้สะอาดและแข็งแรง)-เก็บเงินจากกล่อง อีกทั้งมีการสวมรอยของมิจฉาชีพทำให้ผู้บริจาคเกิดความไม่มั่นใจว่าเงินที่หย่อนลงในกล่องจะไปถึงปลายทางตามที่ต้องการ องค์กรทางสังคมหลายแห่งจึงต้องปรับตัวในการสร้างช่องทางการบริจาคเงินที่หลากหลายมากขึ้น ทำให้กล่องรับบริจาคในปัจจุบันมีภาพลักษณ์ที่เชย และไม่เป็นที่นิยมเท่าที่เคยเป็นมา

2016-12-12-02-51-47-1

ปัจจุบัน องค์กรภาคสังคมมีช่องทางการระดมทุนผ่านการขอรับบริจาคหลายช่องทาง ทั้งกลวิธีเชิงรุก เช่น การส่งจดหมายหรือโทรศัพท์หาบริษัทที่ต้องการทำ CSR หรือผู้บริจาครายย่อยและผู้แสดงความสนใจที่อยู่ในฐานข้อมูล การใช้ตัวแทนระดมทุนชวนคนทั่วไปให้มาสนใจและร่วมบริจาค และกลวิธีเชิงรับ เช่น สร้างระบบในอินเตอร์เน็ตที่สะดวกต่อการโอนเงิน หรือข้อมูลให้โอนเงินเข้าบัญชีองค์กรโดยตรง พร้อมทั้งอำนวยความสะดวกต่อการนำหลักฐานไปใช้ลดหย่อนภาษี ซึ่งช่องทางเหล่านี้ ก็ช่วยลดความไม่มั่นใจของผู้บริจาคเงินในประเด็นความโปร่งใสและความน่าเชื่อถือขององค์กรลงได้ อีกทั้งแนวโน้มของการบริจาคเงินที่เกิดขึ้นมักเป็นแบบมีข้อผูกพัน (commitment) เช่น บริจาคด้วยจำนวนเงินคงที่เป็นรายเดือน ซึ่งก็ส่งผลดีต่อการวางแผนการเงินขององค์กรภาคสังคมนั้นๆ ด้วย

นอกจากนี้ จากพฤติกรรมในการใช้จ่ายที่เปลี่ยนไปของคนในปัจจุบันที่หันมาใช้ mobile/internet banking กันมากขึ้น ย่อมส่งผลต่อรูปแบบการบริจาคเงินของคนด้วยเช่นกัน โดยจะเห็นได้ว่าปัจจุบันรูปแบบการรับบริจาคที่กำลังเป็นเทรนด์ คือ การบริจาคเงินผ่าน digital platform โดยเฉพาะที่เป็นการระดมทุนมวลชน (crowdfunding) ซึ่งเปิดโอกาสให้ผู้บริจาคได้พิจารณาประเด็นปัญหาทางสังคมที่หลากหลาย สามารถตัดสินใจเลือกลงเงินกับปัญหาที่อยากช่วยโดยเข้าใจชัดเจนว่าเงินที่ลงถูกนำไปใช้ทำอะไร และติดตามผลได้ว่าเกิดผลลัพธ์อย่างไรขึ้น ตัวอย่างของ crowdfunding ในประเทศไทย เช่น taejai.com หรือ socialgiver.com เป็นต้น

screen-shot-2016-11-17-at-11-13-51-am

อย่างไรก็ตาม แม้กล่องรับบริจาคเงินจะมีข้อจำกัดและดูเชยในสายตาใครหลายคน แต่ใช่ว่าโลก digital เท่านั้นที่จะเป็นทางเลือกในอนาคต ยังมีคนที่ยังชอบความเป็น analog ที่จับต้องได้ และพัฒนาโมเดลของกล่องรับบริจาคเงินที่น่าสนใจที่ชื่อว่า Coin-Back ออกมา แน่นอนว่าตอบโจทย์ทุกข้อ! โดยมีความผสมผสานระหว่างรูปแบบกล่องรับบริจาคเงินแบบเดิมและใช้หน้าจอแสดงผลที่ใช้เทคโนโลยีมาประกอบ ทำให้ได้กล่องที่มีลักษณะสวยงามแข็งแรง มีหน้าจอแสดงความน่าเชื่อถือขององค์กรที่จะได้รับเงินบริจาคพร้อมทั้งแสดงผลกระทบทางสังคมที่จะเกิดขึ้นจากการร่วมบริจาค และยังมีแผนจะวางในสนามบินด้วยหลักคิดที่ว่า นักท่องเที่ยวที่ต้องการทิ้งเศษเหรียญก่อนกลับประเทศย่อมพร้อมจะบริจาคลงกล่องที่ดึงความสนใจได้มากกว่าจะทิ้งเหรียญไปซะเฉยๆ

จะเห็นได้ว่า แม้จะมีช่องทางการรับบริจาคเงินที่หลากหลายขึ้นเพื่อตอบสนองกับพฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงของผู้บริจาค แต่จากข้อมูลการบริจาคเงินของคนไทย สะท้อนให้เห็นว่า คนไทยยังนิยมบริจาคเงิน และยังมีศักยภาพและความตื่นตัวต่อการลงทุนทางสังคมค่อนข้างสูง ดังนั้น โจทย์การหาช่องทางการบริจาคที่เหมาะสมกับขนาดและรูปแบบการทำงานของแต่ละองค์กรจึงถือเป็นความท้าทายสำคัญ ซึ่งในเมื่อโอกาสมีมาก สิ่งที่ต้องทำก็ คือ ทดลองหาวิธีการใหม่ๆ มาดึงดูดใจให้คนอยากสนับสนุนเรามากขึ้น

ที่มา:


ใส่ความเห็น

เข้าสู่ระบบ

Or fill the form below