knowledge

The Doer and The Payer : คำถามที่ต้องตอบเมื่อต้องการขยายงาน

13 กรกฎาคม 2017


บทความนี้จะบอกสิ่งที่คุณควรรู้เมื่อคุณอยากขยายงานของคุณ โดย Kevin Starr และ Laura Hattendorf เป็นผู้เขียนโดยอาศัยประสบการณ์จากการทำงานเป็น Managing Director และ Head of Investments ที่ Mulago Foundation ซึ่งเป็นองค์กรภาคเอกชนที่ค้นหาและลงทุนในองค์กรภาคสังคมที่แก้ปัญหาความยากจนและสามารถขยายผลลัพธ์ทางสังคม (Social Impact) ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ที่ผ่านมา Mulago Foundation หมกมุ่นอยู่กับการค้นหาแนวคิดและวิธีการในการขยายผลลัพธ์ทางสังคมขององค์กรภาคสังคมให้สามารถแก้ปัญหาในวงกว้างได้ แต่หลายครั้งองค์กรภาคสังคมมักจะพูดถึงการเติบโตขององค์กร (Growth) ซะมากกว่า อย่าเพิ่งเข้าใจผิดว่าการเติบโตขององค์กร (Growth) เป็นสิ่งที่ไม่ดี แต่การขยายงาน (Scale) ต่างหากที่จะนำไปสู่การแก้ปัญหาในวงกว้างอย่างแท้จริง องค์กรทุนทั้งหลายจึงมักมองหาแหล่งลงทุนที่มีความสามารถและโอกาสในการขยายงานได้

 

Screen Shot 2559-08-30 at 9.57.38 AM

เมื่อพูดถึงการขยายงาน ไม่ใช่แค่การขยายขนาดขององค์กรให้ใหญ่ขึ้น มีเงินทุน มีเจ้าหน้าที่และอาสาสมัครมากขึ้นเท่านั้น แต่เราจะพูดถึงผลลัพธ์ทางสังคมที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว หากมองเป็นแผนภาพ เราจะเห็นเส้นกราฟของผลลัพธ์ทางสังคม (Social Impact, I) เทียบกับช่วงเวลา (Time, T) แล้วจะเพิ่มสูงชันขึ้นแบบ Exponential ดังที่แสดงในภาพ

อย่างไรก็ตาม เราก็เข้าใจว่าการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวไม่ได้เกิดขึ้นง่ายๆ ต้องใช้เวลา แต่ก็ไม่ใช่ข้ออ้างที่เราจะไม่พยายามหรือเฝ้ารอให้การเปลี่ยนแปลงนั้นเกิดขึ้นได้เอง องค์กรต้องมีแนวคิดและออกแบบวิธีการ Scale ตั้งแต่เริ่มต้นวางแผนโครงการ และเมื่อโมเดลการแก้ปัญหาของคุณได้ถูกพิสูจน์แล้วว่าสามารถแก้ปัญหาได้จริง คุณจะสามารถขยายโมเดลนี้ด้วยการไปทำซ้ำในพื้นที่อื่นๆ เพื่อเพิ่มจำนวนผู้ได้รับประโยชน์ให้มากขึ้น เพื่อให้ปัญหาสังคมที่มีอยู่มากมายถูกแก้ไปในที่สุด ทั้งนี้จุดเริ่มต้นการ Scale ที่ง่ายที่สุดสามารถทำได้โดยองค์กรต้องตอบคำถามและเลือกก่อนว่าอยากให้ใครนำโมเดลไปทำซ้ำ (Doer) และ ใครจะเป็นคนจ่ายเงิน (Payer)

โดยทั่วไป Doer จะมีอยู่ 4 กลุ่ม ได้แก่

  • องค์กรของเราทำเอง ในรูปแบบ NGO องค์กรไม่แสวงผลกำไรหรือกิจการเพื่อสังคม
  • NGOs อื่นๆ นำโมเดลของเราไปขยายผล
  • บริษัทภาคเอกชน นำโมเดลของเราไปขยายผล
  • หน่วยงานรัฐโดยการทำงานผ่านโครงการหรือนโยบายสาธารณะ

การวางแผนงานให้สามารถ Scale ได้จะต้องคำนึงถึงข้อดี/ข้อเสียของ Doer แต่ละกลุ่มด้วย เช่น

องค์กรของเราทำเอง – เราจะสามารถควบคุมกระบวนการทำงานและคุณภาพของของผลลัพธ์ทางสังคมที่เกิดขึ้นจากโมเดลที่นำไปทำซ้ำในพื้นที่อื่นๆ ได้อย่างเต็มที่ แต่คุณคงทราบดีว่าการขยายงานไปพร้อมๆ กับการขยายองค์กรให้มีขนาดใหญ่ขึ้น ต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายต่อเดือนที่สูงขึ้นภายใต้ตลาดที่ขาดแคลนทรัพยากรการเงินนั้นเป็นเรื่องที่ปวดหัวไม่ใช่น้อย

NGOs อื่นๆ – องค์กรภาคประชาชนแต่ละองค์กรมีความแตกต่างหลากหลายกันมาก และมักจะไม่ค่อยประสบความสำเร็จในการนำแนวคิดหรือโมเดลขององค์กรอื่นไปสู่การปฏิบัติจริง อาจเกิดขึ้นจากองค์กรคิดว่ากลุ่มเป้าหมายในพื้นที่ของตนเองมีความต้องการเฉพาะที่แตกต่างจากพื้นที่เดิมจนไม่สามารถนำมาใช้ด้วยกันได้หรือองค์กรเหล่านั้นพยายามนำโมเดลไปใช้ด้วยต้นทุนที่ต่ำที่สุด ทำให้ไม่สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงตามที่คาดหวังได้

บริษัทเอกชน – การขยายงานผ่านองค์กรธุรกิจให้ได้ผลนั้นจะต้องอาศัยโมเดลที่สามารถทำกำไรได้ ยิ่งมีโอกาสสร้างกำไรมากเท่าไหร่ จะมีธุรกิจสนใจนำโมเดลไปขยายผลมากขึ้นเท่านั้น และด้วยเงื่อนไขนี้เองทำให้โมเดลที่แก้ปัญหาสำคัญๆ มากมายถูกละเลย เช่น มองไม่เห็นโอกาสแก้ปัญหาในกลุ่มคนยากจน เป็นต้น นอกจากนี้องค์กรทุนกระแสหลักก็ยังไม่ค่อยสนใจลงทุนในกิจการประเภทนี้ ส่วน Impact Investor ก็ยังไม่กล้าลงทุน เพราะกลัวความเสี่ยง ทำให้ธุรกิจเพื่อสังคมที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่เป็นแบบ one-off หรือเกิดขึ้นครั้งเดียวแล้วจบไป ซึ่งการแก้ปัญหาจะประสบความสำเร็จได้ก็ต่อเมื่อโมเดลถูกนำไปทำซ้ำๆ กันจนเกิดการเปลี่ยนแปลงได้ถึงระดับอุตสาหกรรม

หน่วยงานรัฐ – รัฐมีทรัพยากรจำนวนมากทั้งเงิน ทรัพยากรบุคคลและเครือข่ายที่กระจายอยู่ทุกพื้นที่ ทำให้โมเดลที่แก้ปัญหาที่เกี่ยวข้องกับบริการพื้นฐานต่างๆ ยังต้องอาศัยการทำงานผ่านหน่วยงานรัฐ อย่างไรก็ตามการทำงานของภาครัฐก็ยังไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร ทำเป็นโครงการไม่ต่อเนื่อง และยังมีการคอรัปชั่นอยู่มาก

เมื่อคุณเลือก Doer หรือคนนำโมเดลการแก้ปัญหาไปทำซ้ำแล้ว คุณต้องเลือกว่าใครจะเป็น Payer หรือคนลงทุน/จ่ายเงินให้โมเดลนั้นถูกทำซ้ำ ทั้งนี้ แหล่งเงินทุนทางสังคมสามารถแบ่งได้ง่ายๆ 4 รูปแบบ ซึ่งแต่ละรูปแบบมีความท้าทายแตกต่างกัน ดังนี้

  • รายได้จากลูกค้าที่ซื้อสินค้า/บริการ – ต้องมั่นใจว่าเราจะสามารถขายสินค้า/บริการให้กับลูกค้าได้ในจำนวนที่มากพอ
  • รายได้จากภาษีของประชาชนที่ถูกจัดเก็บโดยรัฐ
  • รายได้จากองค์กรทุนต่างประเทศ – ส่วนใหญ่จะให้ทุนตรงกับรัฐหรือ Doer และให้ทุนด้วยข้อจำกัดมากมาย บางครั้งเราไม่สามารถใช้เงินได้อย่างอิสระตามที่โมเดลถูกออกแบบไว้ และมีงานเอกสารที่ต้องทำมากมายที่องค์กรต้องแบกรับภาระ
  • รายได้จากภาคเอกชนในรูปแบบการให้ (Philanthropy) – เช่น Gates Foundation หรือผู้ให้รายย่อย การหารายได้จากภาคเอกชนนั้นก็เป็นเรื่องที่ยากในช่วงแรก แต่เมื่อไหร่ที่องค์กรเริ่มรับทุน มีความเคลื่อนไหวจากกิจกรรมและการสื่อสารกับสังคมอย่างต่อเนื่องก็จะช่วยให้สามารถหารายได้จากช่องทางนี้ง่ายขึ้น

เมื่อคุณตัดสินใจได้แล้วว่าใครจะเป็นคนนำโมเดลไปทำซ้ำ (Doer) และ ใครจะเป็นคนจ่ายเงินให้ทำ (Payer) ยังมีอีก 3 คำถามที่ช่วยให้คุณทบทวนว่าโมเดลการแก้ปัญหาของคุณมีความพร้อมที่จะนำไปทำซ้ำหรือไม่

  1. การขยายโมเดลต้องใช้ต้นทุนสูงแค่ไหน? คุณต้องออกแบบโมเดลที่ใช้งบประมาณอย่างคุ้มค่าที่สุด โดยพิจารณาจากต้นทุนต่อหน่วยในการสร้างผลลัพธ์ทางสังคม (Social Impact) หรือราคาต่อหน่วยที่ผู้จ่ายยินดีจะจ่าย ยกตัวอย่างเช่น หากคุณต้องการขยายโมเดลให้บริการสุขภาพชุมชน คุณอาจเทียบความคุ้มค่ากับงบประมาณรายจ่ายต่อหัวของกระทรวงสาธารณสุขในการบริการชุมชน หรือหากคุณต้องการขายสินค้า อาจเทียบกับความสามารถในการจ่ายเงินของลูกค้าว่าลูกค้ายินดีจะจ่ายเงินจำนวนเท่าไหร่ และเงินจำนวนนั้นจะทำให้องค์กรมีกำไรเพียงพอต่อการทำงานหรือไม่
  2. โมเดลมีความยุ่งยากซับซ้อนแค่ไหน? Doer มักจะไม่ค่อยถนัดทำงานที่ยุ่งยาก ซับซ้อนหรือเป็นระเบียบแบบแผนมากนัก หากโมเดลของคุณต้องอาศัยทักษะเฉพาะขั้นเทพ คุณอาจจะต้องทำมันเอง
  3. โมเดลสามารถยืดหยุ่นและปรับตัวได้แค่ไหน? หากโมเดลเป็นแบบแผนที่แข็งตัว ไม่ยืดหยุ่นหรือต้องอาศัยปัจจัยหรือสถานการณ์เฉพาะ โมเดลนั้นมักจะไม่สามารถนำไปทำซ้ำได้ โมเดลที่ดีที่สุดคือโมเดลที่มีกระบวนการสร้างความมีส่วนร่วมของชุมชนท้องถิ่นได้อย่างเป็นระบบ ทำให้ชุมชนร่วมกันออกแบบวิธีการแก้ปัญหาตามความต้องการและความเหมาะสมของพื้นที่นั้นๆ

ดังนั้น ถ้าคุณมีโมเดลการทำงานที่พิสูจน์แล้วว่าสร้างการเปลี่ยนได้จริง สามารถนำไปปรับใช้ในพื้นที่อื่นๆได้ ก็ถึงเวลาแล้วที่จะขยายโมเดลการแก้ปัญหานั้นไปสู่ผู้ได้รับประโยชน์จำนวนมากขึ้น บางครั้งแต่ละโมเดลอาจมีมากกว่าหนึ่ง Doer หรือ Payer แต่เราก็ควรเริ่มออกแบบแนวทางการ Scale สำหรับเพียงหนึ่ง Doer และ Payer เพื่อขยายโมเดลพื้นที่ที่สองก่อน จากนั้นก็เลือกอีก Doer และ Payer ที่จะทำแบบเดียวกันในพื้นที่ที่สาม และที่สี่ ที่ห้าไปเรื่อยๆ โดยคุณจะเห็นรูปแบบและลักษณะของการ Scale จนคุณสามารถนำมาวางแผนการ Scale จนทำให้จำนวนผู้ได้รับประโยชน์เพิ่มขึ้นจากหลักสิบหลักร้อยเป็นหลักแสนหลักล้านในที่สุด แต่ก็อย่าลืมว่า Doer และ Payer อาจจะเปลี่ยนตลอดเวลา หรือแม้แต่โมเดลของคุณเองก็จะมีพัฒนาการไปเรื่อยๆ เพื่อให้สามารถตอบสนองต่อสถานการณ์ได้มากที่สุด

การ Scale ไม่ใช่เรื่องง่ายแต่ก็คุ้มค่าที่จะทำ บทความนี้เป็นเพียงกรอบแนวคิดง่ายๆ ที่จะช่วยให้คุณเริ่มต้นการ Scale และทำให้ Impact ขององค์กรคุณโตขึ้นได้

สามารถอ่านบทความเต็มๆได้ที่  Stanford Social Innovation Review ประจำวันที่ 21 สิงหาคม 2558


หากคุณอ่านบทความนี้แล้ว รู้สึกอยาก Scale แต่ไม่รู้จะเริ่มต้นอย่างไร ก็สามารถติดต่อทีมงานโครงการ Scaling impact ได้ทันที เรามีกระบวนการ เครื่องมือและที่ปรึกษาที่พร้อมจะช่วยให้คุณไปถึงจุดนั้นได้

0

ใส่ความเห็น

เข้าสู่ระบบ

Or fill the form below