knowledge

สรุปกิจกรรมพัฒนาการวัดผลลัพธ์ทางสังคม (SIA Workshop)

13 กรกฎาคม 2017


เมื่อพูดถึงการวัดผลลัพธ์ทางสังคม (Social Impact Assessment) อาจฟังดูเป็นเรื่องยาก หลายคนยังไม่เข้าใจว่าผลลัพธ์ทางสังคม (Social Impact) คืออะไร? ทำไมต้องลงทุนลงแรงและเสียเวลาไปวัดด้วย? บางคนอยากวัดก็ไม่รู้ว่าจะวัดอย่างไร? ต้องวัดละเอียดแค่ไหน? มีตัวอย่างหรือข้อควรระวังอะไรบ้าง? บทความนี้จะตอบทุกข้อสงสัยเกี่ยวกับการวัดผลลัพธ์ทางสังคมและอยากสนับสนุนให้ทุกองค์กรลุกขึ้นมาเริ่มวัดและบอกเล่าผลลัพธ์ที่องค์กรสร้างขึ้นให้ทุกคนรับรู้เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงร่วมกัน


วัดผลลัพธ์ทางสังคม (SIA) เพื่ออะไร

ผลลัพธ์ทางสังคมก็เปรียบเสมือนคุณค่า (Value) ขององค์กรที่เราอยากสร้างขึ้นเพื่อให้คนจดจำและเข้ามาสนับสนุน ยกตัวอย่างเช่น หากเราตัดสินใจซื้อกระเป๋าระหว่างใบที่หนึ่งเป็นกระเป๋าหนัง แบรนด์เนมชื่อดัง ราคาแพง ใช้แล้วเสริมบุคลิกภาพและภาพลักษณ์ที่ดี กับกระเป๋าใบที่สองเป็นกระเป๋า ยี่ห้อ RIIR (Rags to Rishes) ที่ดูผิวเผินแล้วก็เป็นกระเป๋าผ้าธรรมดา นอกจากราคาที่ถูกกว่าแล้วก็อาจจะเทียบอะไรไม่ได้เลยกับกระเป๋าใบแรก ซึ่งคนส่วนใหญ่อาจจะให้คุณค่ากับกระเป๋าใบที่หนึ่งมากกว่า หาก RIIR ไม่สื่อสารว่านอกจากกระเป๋ามีคุณค่าที่ความสวยงามแล้ว ก็ยังมีคุณค่าทางสังคมอยู่ด้วย

“จากแม่บ้านเพียง 3 รายในช่วงแรก ปัจจุบัน RIIR ได้ทํางานร่วมกับแม่บ้านกว่า 900 ราย จากชุมชนแออัดหลายแห่งของประเทศ แม่บ้านที่เข้าร่วมโครงการด้วยมีรายได้เพิ่มขึ้นอย่างน้อย 200% มีฐานะความเป็นอยู่ดี ขึ้น หลายครอบครัวสามารถส่งบุตรหลานเข้าเรียนจนถึงระดับอุดมศึกษา สุขภาพก็ดีขึ้นเพราะมีเงินพอที่จะซื้ออาหารดีๆ และไม่ต้องไปคุ้ยหาอาหาร จากกองขยะใกล้บ้านอีกต่อไป”

Screen Shot 2559-08-08 at 3.26.01 PM

rags2riches.ph

Screen Shot 2559-08-08 at 3.42.00 PM

betterworldbooks.com

เช่นเดียวกับการซื้อหนังสือมือสองระหว่างร้านหนังสือออนไลน์ทั่วไปเทียบกับร้าน BetterWorldBooks.com ที่เป็นหนังสือปกเดียวกัน คนก็คงจะเลือกซื้อหนังสือที่ราคาถูกที่สุดที่หาได้ แต่ถ้าลูกค้าได้รู้ว่าการซื้อหนังสือกับ BetterWorldBooks เป็นการสนับสนุนให้หนังสือถูกนำกลับมา reuse หรือ recycle ไปแล้วกว่า 237 ล้านเล่ม หนังสือถูกบริจาคไปให้คนที่ต้องการกว่า 20 ล้านเล่ม และรายได้ยังถูกไปบริจาคให้กับห้องสมุดในการสร้างองค์ความรู้ไปแล้วกว่า 23 ล้านเหรียญสหรัฐหรือกว่า 800 ล้านบาท จำนวนเงินที่ลูกค้าจ่ายมากกว่าเพียงเล็กน้อยกลับมีคุณค่าอย่างมากมายมหาศาล ซึ่ง BetterWorldBooks ยังรายงานผลลัพธ์ทางสังคมที่องค์กรได้สร้างขึ้นทางเว็บไซต์เป็นระยะอย่างต่อเนื่อง สามารถเข้าไปดูได้ ที่นี่

จากตัวอย่างข้างต้นแสดงให้เห็นว่า แต่ละคนจะให้คุณค่ากับสินค้าและสิ่งของแตกต่างกันตามความเชื่อของตนเอง เราจึงต้องตั้งคำถามและหาคำตอบให้ได้ว่าคุณค่าที่องค์กรเราสร้างขึ้นคืออะไร ถ้าไม่มีโครงการหรือองค์กรของเราแล้วสิ่งใดจะไม่เกิดขึ้น จะไม่เกิดการเปลี่ยนแปลงอะไร ดังนั้นคุณค่าทางสังคมที่องค์กรสร้างขึ้นจากการดำเนินกิจกรรมหรือโครงการต่างๆ นั้นคือผลลัพธ์ทางสังคม (Social Impact) นั่นเอง และการวัดผลลัพธ์ทางสังคม (Social Impact Assessment, SIA) ก็เป็นเครื่องมือและกระบวนการที่ช่วยให้องค์กรสามารถวัดระดับคุณค่าทางสังคมหรือผลลัพธ์ให้เป็นรูปธรรมเพื่อสื่อสารให้คนภายนอกรับรู้ถึงคุณค่าที่องค์กรได้ นอกจากนี้การวัดผลลัพธ์ทางสังคมยังมีประโยชน์อีกหลายอย่าง ได้แก่

  1. เพื่อการคาดการณ์ผลลัพธ์ทางสังคมที่จะเกิดขึ้น (มองไปข้างหน้า) หรือประเมินผลลัพธ์ทางสังคมจากกิจกรรมที่ดำเนินการไปแล้ว (มองย้อนกลับหลัง)
  2. ใช้ประเมินความคุ้มค่าของโครงการ ซึ่งทำให้เราบริหารทรัพยากรได้อย่างเหมาะสม เช่น การตัดสินใจลงทุนในโครงการต่างๆ โดยดูว่าแต่ละโครงการจะสร้างคุณค่าทางสังคมได้มากน้อยเท่าใด
  3. ใช้เป็นเครื่องมือเชิงบริหารในการวางแผนและปรับปรุงผลการปฏิบัติงานขององค์กร
  4. ใช้สร้างกลไกการมีส่วนร่วมกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่เกี่ยวข้องกับโครงการ และการลงไปสำรวจ/สัมภาษณ์กลุ่มเป้าหมายในพื้นที่ยังช่วยให้เราเข้าใจมากขึ้นว่าสิ่งที่กลุ่มเป้าหมายต้องการจริงๆ คืออะไร ซึ่งอาจจะไม่ตรงกับที่เราคิดก็ได้
  5. ช่วยจัดการกับผลลัพธ์ที่ไม่ได้คาดหวัง ทั้งทางบวกและทางลบ เช่น ระงับหรือลดการสนับสนุนโครงการที่สร้างผลลัพธ์ทางลบมากกว่าทางบวก เป็นต้น
  6. ช่วยแสดงความสําคัญของการจับมือร่วมกับองค์กรอื่นๆ ที่พยายามสร้างความเปลี่ยนแปลงในประเด็นเดียวกัน
  7. ช่วยให้การสื่อสารผลลัพธ์ทางสังคมมีความชัดเจนขึ้น ให้ลูกค้าและพันธมิตรเข้าใจเป้าหมายและผลลัพธ์ทางสังคมที่องค์กรสร้างขึ้น และนำข้อมูลนั้นไปพิจารณาซื้อสินค้าหรือร่วมมือกันทํางาน

หากไม่วัดผลลัพธ์ทางสังคมแล้ว เราคงไม่มีทางรู้ว่างานที่เราทําไปนั้นบรรลุพันธกิจมากน้อยเพียงใด ตรงกับความต้องการของกลุ่มเป้าหมายจริงๆหรือเปล่า และได้สร้างผลเชิงลบหรือบวกอะไรที่คาดไม่ถึงหรือไม่ เราจะสามารถปรับปรุงแก้ไขอย่างไรได้บ้างเพื่อสร้างประโยชน์มากกว่าเดิมในอนาคตหรือลดผลลบข้างเคียงที่ไม่ตั้งใจ


วัดผลลัพธ์ทางสังคม (SIA) เพื่อใคร

ก่อนดำเนินการการวัดผลลัพธ์ทางสังคมจะต้องคำนึงว่าใครจะเป็นผู้ที่จะนำผลการวัดนี้ไปใช้และใช้เพื่ออะไร เนื่องจากผู้ใช้งานแต่ละกลุ่มมีความต้องการข้อมูลและความคาดหวังแตกต่างกัน ดังที่แสดงในภาพ ผู้ให้ทุนหรือนักลงทุนต้องการรายงานในเชิงปริมาณที่เป็นตัวเลขมากกว่ากลุ่มอื่นๆ เพื่อคำนวณความคุ้มค่าของเงินทุน เช่น เงินที่ลงทุนไปสามารถช่วยเหลือคนหรือมีคนได้รับประโยชน์จากโครงการกี่คน หรืออย่างกลุ่มชาวบ้านในชุมชน ก็จะต้องการข้อมูลเป็นคำอธิบายว่าจะเกิดการเปลี่ยนแปลงอะไรขึ้นบ้างและจะเกิดขึ้นอย่างไร ส่วนตัวองค์กรเองก็ลงทุนลงแรงไปเพื่อวัดและเก็บข้อมูลทุกอย่าง เพื่อย้อนกลับมาดูว่าข้อมูลใดที่จำเป็นต่อผู้ใช้งานแต่ละกลุ่ม

Screen Shot 2559-08-07 at 10.21.21 AM

ทั้งนี้ องค์กรควรวิเคราะห์ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่เกี่ยวข้องกับองค์กรหรือโครงการก่อนว่า กลุ่มบุคคลหรือองค์กรใดที่ได้รับผลกระทบหรือมีส่วนเกี่ยวข้องในการสร้างผลกระทบจากกิจกรรมที่ดำเนินการบ้าง ไม่ว่าจะทั้งทางตรงหรือทางอ้อม ยกตัวอย่างเช่น ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียของ RIIR ที่แสดงในภาพ ประกอบด้วย กลุ่มแม่บ้าน ร้านค้าปลีกและร้านค้าออนไลน์ อาจจะแบ่งเป็นกลุ่มแม่บ้านเป็นกลุ่มในเมืองและในชนบท เนื่องจากกลุ่มเป้าหมายที่ต่างกันจะมีลักษณะสภาพปัญหา ความต้องการและการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นแตกต่างกันด้วย ดังนั้น การแบ่งกลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสียจึงควรคำนึงถึงพฤติกรรม ความต้องการ กิจกรรมที่ดำเนินการและผลลัพธ์ทางสังคมที่องค์กรคาดว่าจะเกิดขึ้นกับแต่ละกลุ่ม จากตัวอย่างหาก RIIR คาดว่าจะสร้างการเปลี่ยนแปลงด้านสิ่งแวดล้อมด้วย จะต้องวัดปริมาณผ้ายืดที่นำมาเป็นวัตถุดิบ upcycle ด้วยเป็นต้น ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับเป้าหมายทางสังคมที่องค์กรตั้งไว้


การวัดผลลัพธ์ทางสังคม (SIA) ทำอย่างไร

Screen Shot 2559-08-07 at 10.24.38 AM

การวัดผลลัพธ์ทางสังคมแบ่งออกเป็น 3 ขั้นตอนหลักตามภาพ ประกอบด้วย

ขั้นตอนที่ 1 ระบุปัญหาที่องค์กรต้องการแก้ (Define Social Value Proposition)

1. เขียนทฤษฎีการเปลี่ยนแปลง (Theory of Change) ขึ้นมาเพื่ออธิบายว่ากิจกรรมท่ีองค์กรทําจะสามารถแก้ไขปัญหาหรือสร้างคุณค่าทางสังคมได้อย่างไร ถ้าทำอะไร แล้วจะมีอะไรเปลี่ยนไป (อาจจะเพิ่มขึ้นหรือลดลง) โดยเขียนในรูปประโยค

“If…….., then ……” = “ถ้า (ทำ)…. แล้ว …. (จะเปลี่ยนแปลง)”

ยกตัวอย่างเช่น

  • ถ้าชุมชนได้ประโยชน์จากการแยกขยะก่อนทิ้งแล้วพวกเขาจะแยกขยะมากขึ้น
  • ถ้านักเรียนของโรงเรียนวัดก. ในระดับม.ปลายได้รับทุนการศึกษาในระดับอุดมศึกษา แล้วนักเรียนจะเข้าเรียนต่อและเรียนจบในระดับอุดมศึกษาได้มากขึ้น
  • ถ้าโรงอาหารในโรงเรียนจําหน่ายแต่อาหารท่ีมีประโยชน์และให้พลังงานต่ำ แล้วปัญหาโรคอ้วนของนักเรียนจะลดลง
  • ถ้ากิจการ ข. ส่งเสริมการรวมกลุ่มเผยแพร่ความรู้เรื่องเกษตรประณีต และขายปัจจัยการผลิตท่ีเป็นอินทรีย์ให้เกษตรกรที่เป็นสมาชิกแล้ว พวกเขาจะมีฐานะทางเศรษฐกิจและสุขภาพที่ดีข้ึนและมีความสามัคคีมากขึ้น
  • ถ้าคนยากจนโดยเฉพาะสตรีมีโอกาสได้เข้าถึงแหล่งเงินกู้และบริการทางการเงินที่เหมาะสมกับพวกเขาแล้วพวกเขาก็จะหลุดพ้นจากความยากจน

2. เขียนห่วงโซ่ผลลัพธ์ (Impact Value Chain) อธิบายว่าโครงการที่ทําว่าต้องใช้อะไรทํา (Inputs) ? จะทําอะไร (Activities) ? กิจกรรมต่างๆ จะสร้างและนําไปสู่ผลผลิตที่วัดผลได้อย่างไร (Output) ? และผลผลิตต่างๆ จะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงหรือผลลัพธ์ทางสังคมอย่างไร (Outcome) ? โดยมีความสัมพันธ์เชื่อมโยงกันดังภาพ

Screen Shot 2559-08-07 at 10.50.28 AM

ยกตัวอย่างเช่น โรงเรียนสอนดำน้ำ ETC จังหวัดพังงา มีทฤษฏีการเปลี่ยนแปลง (Theory of Change) 2 ข้อ จึงทำให้มีห่วงโซ่ผลลัพธ์ (Impact Value Chain) 2 ห่วงโซ่ ดังนี้

ทฤษฏีการเปลี่ยนแปลง (Theory of Change) 1  : ถ้าชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบจากสึนามิได้รับการอบรมเพื่อเป็น Dive Master แล้วพวกเขาจะมีรายได้เพิ่มขึ้น และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

ห่วงโซ่ผลลัพธ์ (Impact Value Chain) 1

Screen Shot 2559-08-07 at 10.59.55 AM

value chain

ทฤษฏีการเปลี่ยนแปลง (Theory of Change) 2 : ถ้าชาวบ้านท่ีได้รับผลกระทบจากสึนามิได้รับความรู้เรื่องการดูแลรักษาปะการังแล้ว พวกเขาจะสามารถอนุรักษ์ปะการังได้อย่างถูกวิธี และมีจิตสํานึกรักษ์ส่ิงแวดล้อมทางทะเลมากข้ึน

ห่วงโซ่ผลลัพธ์ (Impact Value Chain) 2

Screen Shot 2559-08-07 at 11.00.04 AM

หลายคนอาจยังคงสับสนว่า ผลผลิต (Output) กับ ผลลัพธ์ (Outcome) มีความแตกต่างกันอย่างไร ผลผลิตหรือ Output นั้น คือสิ่งที่เกิดขึ้นตามปัจจัยนำเข้า (input) ที่ใส่เข้าไปในกิจกรรม (Activities) ตามแผนภาพห่วงโซ่ผลลัพธ์ (Impact Value Chain) ดังนั้นเมื่อใส่ปัจจัยนำเข้าไปเท่าไหร่ก็สร้างผลผลิตออกมาเท่าน้ัน สามารถเห็นได้เป็นรูปธรรม วัดปริมาณและคํานวณหาได้โดยตรง ส่วนผลลัพธ์ หรือ Outcome เป็นผลที่เกิดขึ้นต่อเนื่องจากผลผลิตที่เกิดขึ้นในปริมาณที่มากพอ ซึ่งอาจจะใช้เวลานานกว่าจะเห็นผลลัพธ์นั้นและไม่ใช่ทุกผลผลิต (Output) ที่จะนำไปสู่ผลลัพธ์ (Outcome) ที่เราคาดหวังได้

ขั้นตอนที่ 2 การระบุผลลัพธ์ให้เป็นตัวเลข (Quantification) เป็นการแปลงผลลัพธ์ที่เป็นนามธรรมให้เป็นค่าเชิงปริมาณโดยใช้ตัวชี้วัดทางสังคม (Social Indicators) ที่เลือกมาจาก

  • ค่าที่บอกว่าผลลัพธ์เกิดขึ้น “หรือไม่” และเกิดข้ึน “เท่าไร”
  • ชี้ให้เห็นความแตกต่างระหว่างจุดเร่ิมต้นก่อนดำเนินโครงการ (Baseline) กับพัฒนาการหลังจากโครงการดำเนินไประยะหนึ่งแล้ว
  • เชื่อมโยงกับพันธกิจขององค์กร/โครงการและผลลัพธ์ที่ต้องการ
  • วัดได้–เปลี่ยนแปลงได้-ใช้เปรียบเทียบข้ามเวลาและองค์กรได้

หากผลผลิต (output) ที่เกิดขึ้นสามารถเชื่อมโยงกับผลลัพธ์ (Outcome) ได้โดยตรงจะสามารถใช้ผลผลิตนั้นเป็นตัวชี้วัดทางสังคม (Social Indicator) ขององค์กรได้

ยกตัวอย่างเช่น โรงเรียนสอนดำน้ำ ETC จังหวัดพังงา ในห่วงโซ่ผลลัพธ์ (Impact Value Chain) ที่ 1 ระบุว่ามีผลผลิต (Output) คือ จำนวนผู้จบการศึกษา, จำนวนผู้จบการศึกษาที่หางานได้ และรายได้ที่เพิ่มขึ้นของผู้จบการศึกษา ซึ่งมีตัวสามารถชี้วัดการเปลี่ยนแปลงทางสังคมได้เพียงตัวเดียวเท่านั้น คือ รายได้ที่เพิ่มขึ้นของผู้จบการศึกษา ส่วนผลผลิต (Output) อื่นๆ สามารถวัดได้เพียงสิ่งที่เกิดขึ้นจากกิจกรรมแต่ไม่ได้นำไปสู่ผลลัพธ์ทางสังคมที่โครงการตั้งเป้าไว้

ขั้นตอนที่ 3 การเก็บข้อมูลตัวชี้วัด (Data Collection)

  1. ระบบเก็บข้อมูลภายใน ใช้สําหรับผลผลิตสําคัญเป็นหลัก เช่น ค่าใช้จ่ายที่ผู้ป่วยประหยัดได้ จํานวนนักเรียนที่ได้รับทุนการศึกษาแล้วไม่ต้องออกจากโรงเรียน จํานวนพื้นที่การเกษตรที่เปลี่ยนเป็นเกษตรอินทรีย์ เป็นต้น
  2. แหล่งข้อมูลภายนอก ใช้สําหรับผลลัพธ์ในวงกว้างเป็นหลัก เช่น คุณภาพอากาศที่ดีขึ้น
  3. แบบสํารวจผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย (สําหรับผลลัพธ์ต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเป็นหลัก) ด้วยวิธีการต่างๆ เช่น

  • เชิญผู้มีส่วนได้เสียมารวมตัวกันและสอบถามพวกเขาโดยตรง
  • จัดสัมมนาเชิงปฏิบัติการ (workshop) โดยเปิดให้อภิปราย
  • ให้ผู้มีส่วนได้เสียกรอกแบบฟอร์มระหว่างการประชุมที่จัดขึ้นเป็น ปกติอยู่แล้ว
  • โทรศัพท์ถึงตัวแทนกลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสียหลักและสอบถาม
  • ส่งอีเมล์สั้นๆ ไปยังตัวแทนของกลุ่มผู้มีส่วนได้เสียหลัก
  • จัดงานสังคมและให้สมาชิกที่เป็นเจ้าหน้าที่เดินไปพูดคุยกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย
  • นัดสัมภาษณ์ส่วนตัว

ข้อควรระวัง 

ยังมีข้อควรระวังอีกหลายประการที่องค์กรควรทราบและทำความเข้าใจ ได้แก่

  1. หากองค์กรต้องการสร้างหลายผลลัพธ์ทางสังคม (outcome) เท่ากับว่าจะต้องดำเนินกิจกรรม (activities) จำนวนมากกับกลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย (stakeholders) ที่หลากหลาย ซึ่งจะทำให้องค์กรสับสนว่าจริงๆ แล้วการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นคืออะไร และองค์กรจะสามารถบรรลุเป้าหมายทางสังคมที่ตั้งไว้ได้จริงหรือไม่? และเมื่อเกิดความสับสนขึ้น องค์กรควรลองมองย้อนกลับไปที่จุดตั้งต้นว่าองค์กรต้องการสร้างผลลัพธ์ทางสังคมหรืออยากเห็นความเปลี่ยนแปลงอะไร และเริ่มทบทวนแผนการทำงานใหม่จากจุดนั้น
  2. ถ้าห่วงโซ่ผลลัพธ์ (Impact Value Chain) ไม่สอดคล้องกัน ให้เริ่มปรับจากช่องผลลัพธ์ทางสังคม (Outcome) ที่องค์กรอยากได้ก่อน ว่าเป้าหมายทางสังคมที่องค์กรต้องการคืออะไร จากนั้นค่อยปรับรูปแบบกิจกรรมและผลผลิตที่เกิดขึ้นจากแต่ละกิจกรรม โดยต้องมั่นใจว่าผลผลิตที่เกิดขึ้นจะสร้างผลลัพธ์ทางสังคมหรือนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่คาดหวังในที่สุด
  3. ไม่ใช่ทุกผลผลิต (Output) ที่เกิดขึ้นจากกิจกรรมจะนำไปสู่ผลลัพธ์ (Outcome) ที่เราคาดหวังได้ องค์กรจึงควรวัดผลผลิต (output) และผลลัพธ์ (outcome) ที่สําคัญจริงๆ (ไม่เกิน 3 ตัว) ไม่ต้องวัดทุกอย่าง
  4. ต้องเก็บข้อมูลที่เกี่ยวกับผลลัพธ์ทางสังคมและทางการเงินอย่างสม่ำเสมอ (ถ้าไม่มีข้อมูลจะไม่สามารถประเมินอะไรได้)

แม้ว่าการวัดผลลัพธ์ทางสังคม (Social Impact Assessment, SIA) จะดูยุ่งยาก มีกระบวนการที่ซับซ้อน หลายขั้นตอน แต่ทุกองค์กรที่ร่วมพัฒนาการวัดผลลัพธ์ทางสังคมร่วมกันในวันนี้ต่างเห็นตรงกันว่า เมื่อองค์กรเริ่มวัดผลทำให้องค์กรได้ทบทวนการทำงานและเป้าหมายทางสังคมร่วมกับทีมงาน และสามารถสื่อสารให้สังคมรับรู้ได้ว่าองค์กรกำลังทำอะไรอยู่ กำลังสร้างการเปลี่ยนแปลงอย่างไร ซึ่งจะทำให้การระดมทรัพยากรต่างๆ ทั้งเงินทุนหรืออาสาสมัครไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป

0

ใส่ความเห็น

เข้าสู่ระบบ

Or fill the form below