knowledge

Globalizer ตัวอย่างการสนับสนุนผู้ประกอบการสังคมในการขยายงาน

14 กรกฎาคม 2017


ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2523 อโชก้า (Ashoka) ซึ่งเป็นองค์กรภาคประชาชนระดับโลก ได้บุกเบิกแนวคิดด้านการประกอบการสังคม Social Entrepreneurship เริ่มจากการให้นิยามของการประกอบการสังคม การค้นหาและคัดเลือกบุคคลที่เป็นผู้ประกอบการสังคมแนวหน้า การพัฒนาวิชาชีพและการสร้างเครือข่ายผู้ประกอบการสังคมทั่วโลก จนถึงวันนี้มีผู้ประกอบการสังคมแนวหน้าที่เรียกว่าอโชก้าเฟลโลว์ กว่า 3,000 คนใน 70 กว่าประเทศทั่วโลก ประสบการณ์ทำงานกว่า 35 ปี ทำให้อโชก้ามีความเข้าใจอย่างลึกซึ้งถึงแบบแผนการทำงานของผู้ประกอบการสังคม และการสร้างสรรค์นวัตกรรมในการแก้ไขปัญหา นอกจากนี้ยังเห็นอุปสรรคที่ทำให้นวัตกรรมสังคมส่วนหนึ่งไม่สามารถขยายผลกระทบอย่างกว้างขวางและรวดเร็วทันสถานการณ์ อโชก้าจึงจัดตั้งโครงการ The Ashoka Globalizer เพื่อส่งเสริมให้ผู้ประกอบการสังคม โดยเฉพาะอโชก้าเฟลโลว์ในภูมิภาคต่างๆ ได้เติบโตและขยายผลการทำงานของตนไปสู่ระดับโลก (Go Global)

การทำงานอย่างใกล้ชิดกับอโชก้าเฟลโลว์ ทำให้อโชก้าเรียนรู้ว่า

I. ผู้ประกอบการสังคมมุ่งมั่นที่จะนำนวัตกรรมสังคมที่เขาสร้างสรรค์ขึ้นมาแก้ไขระบบที่ขัดข้องในสังคม โดยแบ่งการทำงานกว้างๆ เป็น 3 ระยะ

ระยะที่ 1 ผู้ประกอบการสังคมจะคิดค้นและสร้างนวัตกรรมในการแก้ไขปัญหาสังคมที่ตนสนใจ หรือทนไม่ได้กับปัญหานั้น

ระยะที่ 2 ผู้ประกอบการสังคมจะเผยแพร่และขยายผลแนวคิดและกระบวนการทำงานของเขา จากนั้นคนอื่นจะเริ่มทำตาม

ระยะที่ 3 ผู้ประกอบการสังคมจะใช้ตัวอย่างของความสำเร็จที่เขาสร้างขึ้นไปผลักดันผู้สร้างการเปลี่ยนแปลงคนอื่นๆ ให้ขยายงานต่อไป

Screen Shot 2016-07-08 at 3.38.59 PM

การขยายผลกระทบ (Scaling) จึงไม่เป็นเพียงแต่การให้บริการหรือสนองตอบความต้องการของกลุ่มเป้าหมายจำนวนมากขึ้น ด้วยองค์กรของผู้ประกอบการสังคมเพียงองค์กรเดียว หากต้องมีพลังที่ส่งผลให้องค์กรอื่นๆ จำนวนมากนำนวัตกรรมสังคมนั้นไปเผยแพร่ ทำซ้ำและขยายผลในวงกว้างด้วย เมื่อถึงระดับนั้น ความคิดใหม่จะไม่ขึ้นอยู่กับผู้ประกอบการสังคมหรือองค์กรใดองค์กรเดียว แต่สามารถเติบโตและขยายผลกระทบจนกลายเป็นบรรทัดฐานใหม่ในสังคม

II. ระบบต่างๆ ในสังคมสามารถเปลี่ยนแปลงได้อย่างดีที่สุด ด้วยกลยุทธ์การเจริญเติบโตที่เปิดกว้าง (Open Growth Strategies)  ทั้งนี้ การขยายผลกระทบทางสังคมที่แท้จริงจะเกิดขึ้นได้ดีที่สุด เมื่อผลกระทบทางตรงและทางอ้อมขยายไปถึงจุดพลิกผัน (Tipping Point)

Screen Shot 2016-07-08 at 2.23.29 PM

ภาพนี้ชี้ให้เห็นเส้นโคจร (Scaling Trajectory) ของการขยายผลกระทบทางสังคมตามกลยุทธ์การเจริญเติบโตที่เปิดกว้าง โดยในระยะแรกมีงานที่องค์กรหลักของผู้ประกอบการสังคมทำโดยตรง และองค์กรอื่นๆ ทำโดยอ้อมเป็นฐาน ก่อให้เกิดผลกระทบทางตรงที่เกิดจากองค์กรหลัก และผลกระทบทางอ้อมที่เกิดจากการเผยแพร่และทำซ้ำโดยองค์กรอื่นๆ

เมื่อถึงจุดหนึ่งที่องค์กรหลักสามารถสร้างผลกระทบคือแก้ไขปัญหาสังคมได้สำเร็จ และจัดกระบวนการทำงานภายในได้อย่างมั่นคง องค์กรหลักจะเกิดความยั่งยืนและขยายงานต่อไปได้  ในขณะที่การขยายผลกระทบทางอ้อมจะเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ  จนมีพลังมากเพียงพอที่จะทำให้เกิดจุดพลิกผัน (Tipping Point) ส่งผลให้ระบบเกิดการเปลี่ยนแปลงแบบไม่ย้อนกลับ และไม่ขึ้นต่อองค์กรหลักอีกต่อไป

III. นวัตกรรมสังคมจำนวนมากไม่เติบโตหรือขยายผลในการแก้ไขปัญหาสังคม (Scaling Impact) อย่างรวดเร็วทันสถานการณ์ ในขณะที่แนวคิดทางธุรกิจจำนวนมากเติบโตอย่างรวดเร็วและสนองตอบความต้องการของลูกค้าทั่วโลก กลไกตลาดยังไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอต่อการทำงานในภาคสังคม  วิธีการแก้ไขปัญหาที่ได้ผลมักจำกัดอยู่ในภูมิภาคแห่งใดแห่งหนึ่ง ทั้งที่ควรจะขยายผลไปสู่ที่อื่นๆ ได้โดยง่าย ดังที่ บิล คลินตัน อดีตประธานาธิบดีประเทศสหรัฐอเมริกากล่าวไว้ว่า “ปัญหาแทบทุกอย่างในโลก ล้วนได้รับการแก้ไขด้วยใครบางคน ในบางท้องที่ ความท้าทาย ของ (คน) ศตวรรษที่ 21 คือการค้นหาวิธีการที่ได้ผลและขยายผลกระทบของมัน” 

ความรู้ดังกล่าวข้างต้น เป็นแรงผลักดันให้อโชก้าจัดตั้งโครงการ The Globalizer ขึ้นในปี 2553 เพื่อสนับสนุนให้ผู้ประกอบการสังคม สามารถขยายผลกระทบของนวัตกรรมที่พวกเขาใช้ ให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืนอย่างแท้จริง โดยอโชก้าอาศัยต้นทุนทางสังคมที่สั่งสมมาเป็นเวลายาวนาน ประกอบกับเครือข่ายผู้ประกอบการสังคมและผู้ประกอบการธุรกิจระดับโลก มาเชื่อมโยงแนวคิดสร้างสรรค์ในการแก้ไขปัญหาสังคมที่พร้อมจะเติบโต และส่งเสริมผู้ประกอบการสังคมเจ้าของแนวคิดนั้นให้สร้างกลยุทธ์ที่จะขยายงานไปสู่ระดับโลก

The Globalizer คัดเลือกนวัตกรรมสังคมที่พร้อมและกระตุ้นให้ scale โดยกระบวนการทำงานแบ่งเป็น 2 ช่วง คือ ก่อนการประชุมสุดยอด (Pre-Summit) และ การประชุมสุดยอด (Globalizer Summit)

ช่วงก่อนการประชุมสุดยอด ประกอบด้วย

การสร้าง (Build)

  • จัดกระบวนการให้คำปรึกษา เป็นระยะเวลา 2-3 เดือน  โดยทำงานร่วมกับที่ปรึกษาและผู้ประกอบการธุรกิจอาวุโส เพื่อช่วยผู้ประกอบการสังคมสร้างกลยุทธ์ในการขยายงาน
  • จัดเตรียมแบบ (template) สำหรับกระบวนการและกลยุทธ์ในการให้คำปรึกษา

ช่วงการประชุมสุดยอด ประกอบด้วย

1. การเสริมความเข้มแข็ง (Strengthen)

  • จัดให้ผู้ประกอบการสังคมระดมสมองกับผู้ประกอบการธุรกิจระดับโลก เพื่อปรับกลยุทธ์การขยายงาน
  • แนะนำให้ผู้ประกอบการสังคมรู้จักกับผู้นำด้านธุรกิจแนวหน้า เพื่อก้าวไปสู่ขั้นต่อไปในแผนกลยุทธ์

2. การสร้างความสัมพันธ์ (Connect)

  • ส่งเสริมให้ผู้ประกอบการสังคมที่ร่วมโครงการ แลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและกันอย่างต่อเนื่อง
  • จัดกิจกรรมสร้างเครือข่ายเพื่อให้ผู้ประกอบการสังคมรู้จักผู้ที่มีบทบาทสำคัญในระบบนิเวศโปรแกรมหลักของ The Globalizer คือกระบวนการเร่งรัดพัฒนากลยุทธ์การขยายผลกระทบของผู้ประกอบการสังคม ในเวลา 6 ดือน ผนวกกับการสรุปผลรวบยอดในการประชุมสุดยอด เป็นเวลา 3 วัน โดยแบ่งกระบวนการเป็นขั้นตอนต่างๆ ยกตัวอย่างดังต่อไปนี้
Screen Shot 2016-07-08 at 1.43.06 PM

โปรแกรมหลักของ The Globalizer คือกระบวนการเร่งรัดพัฒนากลยุทธ์การขยายผลกระทบของผู้ประกอบการสังคม ในเวลา 6 ดือน ผนวกกับการสรุปผลรวบยอดในการประชุมสุดยอด ในเวลา 3 วัน โดยแบ่งกระบวนการเป็นขั้นตอนต่างๆ ยกตัวอย่างดังต่อไปนี้

Screen Shot 2016-07-08 at 3.15.03 PM

  1. เดือนที่ 0-1 : คัดเลือกอโชก้าเฟลโลว์ที่เป็นกลุ่มเป้าหมาย คือผู้ที่ทำงานในทวีปอเมริกากลางและพร้อมจะขยายงานสู่ระดับโลก จากเครือข่ายอโชก้าเฟลโลว์ 3,000 กว่าคนทั่วโลก พบว่าอโชก้าเฟลโลว์ 1,000 กว่าคนทำงานในพื้นที่ดังกล่าว และในจำนวนนี้ 15-20 คน พร้อมจะขยายงานสู่ระดับโลก
  2. เดือนที่ 1-4 : เตรียมความพร้อมให้แก่ผู้เข้าร่วมโครงการ ประกอบด้วย อโชก้าเฟลโลว์ ผู้ให้คำปรึกษา และพันธมิตรทางความคิด โดย

    2.1 จัดระบบการให้คำปรึกษาเพื่อให้อโชก้าเฟลโลว์อธิบายกลยุทธ์ในการขยายงานของตน จัดตั้งคณะทำงานด้านกลยุทธ์ที่ประกอบด้วยที่ปรึกษาด้านการบริหารจัดการองค์กร และผู้นำด้านธุรกิจ เพื่อช่วยกันกระตุ้นให้อโชก้าเฟลโลว์คิดแผนการขยายผลกระทบทางสังคม แบบตัวต่อตัวและไม่คิดค่าบริการ

    2.2 แนะแนวกระบวนการให้คำปรึกษาและลงรายละเอียดของกลยุทธ์ในการขยายงานผ่านการประชุมทางไกลสัปดาห์ละ 1 ชั่วโมงอย่างต่อเนื่อง เพี่อให้เกิดผลลัพธ์ที่มีประสิทธิภาพ

  3. เดือนที่ 5 : จัดการประชุมสุดยอด 3 วัน เพื่อ

    3.1 ให้อโชก้าเฟลโลว์ได้แลกเปลี่ยนกลยุทธ์ในการขยายงานของเขา และเรียนรู้จากผู้เชี่ยวชาญ รวมทั้งจากเพื่อนอโชก้าเฟลโลว์ด้วยกันเอง

    3.2 จัดกระบวนการพูดคุยแบบตัวต่อตัว (โดยทั่วไปมีที่ปรึกษา 4 คนต่ออโชก้าเฟลโลว์ 1 คน) เพื่อถกเถียงแผนการขยายงานกับพันธมิตรทางความคิดด้านกลยุทธ์ (Strategy Thought Partners)

    3.3 จัดประชุมผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในวงกว้าง เพื่อร่วมกันคิดค้นโมเดลใหม่ในการแก้ไขอุปสรรคเชิงระบบที่ขัดขวางการขยายงานของอโชก้าเฟลโลว์

  4. เดือนที่ 6 และต่อๆ ไป : ติดตามผลและให้การสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง เพื่อขยายผลกระทบและพัฒนาความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นระหว่างการประชุมสุดยอด  โดย

    4.1 ให้การสนับสนุนอโชก้าเฟลโลว์อย่างต่อเนื่องในขณะที่เขากำลังพัฒนา และดำเนินการตามแผน

    4.2 สนับสนุนให้อโชก้าเฟลโลว์จูงใจให้คนที่คิดคล้ายกัน ซึ่งพบระหว่างการประชุมสุดยอดมาร่วมมือกัน หรือช่วยเหลือกัน

  5. ประเมินผล และเผยแพร่ความรู้ : โดยประเมินผลกระทบของ the Globalizer ทันทีหลังจากการประชุมสุดยอด และประเมินผลซ้ำในเวลา 6 และ 12 เดือนหลังจากนั้น ด้วยการกลั่นกรองข้อมูลเชิงลึกหลัก (Core Insights) ของกระบวนการและเผยแพร่ความรู้แก่นวัตกรสังคมคนอื่นๆ ต่อไป
Screen Shot 2016-07-08 at 1.43.43 PM

นับตั้งแต่ก่อตั้งถึงปัจจุบัน เป็นเวลา 6 ปีเศษ  The Ashoka Globalizer ได้พัฒนาองค์ความรู้ กระบวนการทำงาน และเครื่องมือด้าน Scaling สำหรับผู้ประกอบการสังคมโดยผู้ประกอบการสังคม และได้จัดการกระบวนการ Globalizer ไปแล้วกว่า 15 ครั้ง โดยมีอโชก้าเฟลโลว์ที่ได้รับประโยชน์กว่า 150 คน และพันธมิตรที่เป็นที่ปรึกษาด้านธุรกิจ ผู้ประกอบการธุรกิจ ผู้นำทางความคิด และองค์กรพันธมิตรจากทุกภาคส่วนเข้าร่วมกระบวนการอีกเป็นจำนวนมาก

0

ใส่ความเห็น

เข้าสู่ระบบ

Or fill the form below