knowledge

Online tools for Change

14 กรกฎาคม 2017


schoolofchangemakers ​workshop #3 : Online Tools for Change

โดย คุณพรทิพย์ กองชุน Chief Operating Officer, jitta.com

คุณกิตติพล ลีปิพัฒนวิทย์ Managing Director, K innovation

คุณวีระศักดิ์ สร้อยคำ Google for Education Certified Trainer, ITC Education Group

คุณศุภชัย ศศิกนก Google for Education Certified Trainer, CRM and Cloud Consulting

วันที่ 9 – 10 มกราคม 2559 เวลา 09.00-16.00 น. ณ อาคารศูนย์เรียนรู้สุขภาวะ สสส.


ทุกวันนี้ปฏิเสธไม่ได้ว่าเทคโนโลยีนั้นได้ค่อยๆ แทรกซึมเข้ามาในชีวิตประจำวันของเรามากขึ้น ซึ่งในฐานะคนทำงานเพื่อสังคม เราจึงควรใช้เทคโนโลยียุคใหม่ และการเข้าถึงเทคโนโลยีของผู้คนให้เป็นประโยชน์ ในการสื่อสารเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลง

ข้อมูลที่น่าสนใจ

  • คนไทยที่สามารถเข้าถึงอินเตอร์เน็ตได้นั้น ส่วนใหญ่ใช้งานผ่านมือถือประมาณ 56 ล้านคน โดยใช้งานอินเตอร์เน็ตเฉลี่ย 32 ชั่วโมงต่อสัปดาห์
  • กิจกรรมยอดฮิตในการใช้งานอินเตอร์เน็ต คือ Social network และการค้นหาข้อมูล (ส่วนใหญ่ใช้ Google)
  • เครือข่ายสังคมออนไลน์ (social network) ที่นิยมใช้กันเป็นประจำ ได้แก่
    • Facebook 92.1%
    • Line 85.1% : โดยรุ่น baby boomer จะนิยมใช้มากที่สุด และคนไทยนิยมใช้มากเป็นอันดับ 2 รองจากญี่ปุ่น
    • Google 67%
    • Instagram 43.9% และ Twitter 21% : เพศที่ 3 จะนิยมใช้มากที่สุด (เมื่อเทียบกับเพศชายและหญิง)

รูปแบบของสื่อ

สื่อที่เราใช้ในการโฆษณาหรือขายของ ทำให้คนรู้จักแบรนด์นั้น มีหลากหลายรูปแบบ ได้แก่

  1. Paid media เป็นสื่อที่เราต้องจ่ายเงิน ทั้งเพื่อการลงโฆษณา หรือการทำ Search Engine เพื่อสร้างการรับรู้ให้ถึงกลุ่มเป้าหมาย มีข้อดีคือ สามารถเข้าถึงกลุ่มคนได้มาก และเลือกกลุ่มเป้าหมายได้เฉพาะเจาะจง เช่น การลงโฆษณาบนเฟสบุ๊ค
  2. Earned media คือ การสร้าง word of mouth ทำของดีให้คนบอกต่อโดยเราไม่ต้องจ้าง ไม่ต้องเสียเงิน หรืออาจสร้างกระแสให้คนอยากแชร์ต่อ อยากพูดถึง ซึ่งอาจเป็นการพูดถึงโดย blogger, นักรีวิวในบอร์ดของเว็บไซต์ต่างๆ, การแชร์ต่อของคนทั่วไปใน Facebook, การฝากข่าว PR ไปยังสำนักข่าวต่างๆ ซึ่งมีข้อดีคือ ไม่ต้องเสียเงิน แต่ต้องระวัง เพราะเราควบคุมไม่ได้ การบอกต่อนั้นมีทั้งด้านบวกและด้านลบ
  3. Owned Media ช่องทางการสื่อสารของเราเอง เช่น เว็บไซต์ของเราเอง หรือ Social Media ต่างๆ เราจะสื่อสารถึงผู้รับสารได้โดยตรง สร้างเนื้อหาของเราเอง ซึ่งทุกวันนี้ทุกคนมี Owned Media ได้ง่าย สร้างแฟนเพจของตัวเองในเฟสบุ๊ค และสื่อสารเองได้ง่าย

ประเภทของสื่อ (ในเครือของ Google) แบ่งออกเป็น 4 ประเภท ได้แก่

  • Entertainment เช่น youtube, google play
  • Usefulness เช่น maps, translator
  • Productivity เช่น gmail, presentation, spreadsheet, drive, calendar
  • Everyday life เช่น browser ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น android, chrome

เนื้อหาเพิ่มเติมที่เกี่ยวข้อง : Social Media กับการสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้าของเรา

Search Engine Marketing (SEM)

คือ การทำการตลาดผ่านเครื่องมือค้นหาบนอินเตอร์เน็ต ซึ่งกำลังเป็นที่นิยมมากในปัจจุบัน เนื่องจากราคาไม่แพง สามารถเลือกกลุ่มเป้าหมาย และวัดผลได้ชัดเจน โดยแบ่งออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่

  1. SEO (Search Engine Optimization) คือ การปรับเปลี่ยนโครงสร้างภายในเว็บไซต์ให้เป็นไปตามกฏของ Search Engine นั้นๆ เพื่อให้เว็บไซต์ของเราได้ขึ้นอยู่ในอันดับต้นๆ เมื่อมีการค้นหา ซึ่งวิธีนี้ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย
  2. PPC / CPC (Pay Per Click / Cost Per Click) คือ การทำให้เว็บไซต์ของเราขึ้นไปอยู่บนหน้าแสดงผลการค้นหาในอันดับต้นๆ โดยอยู่ในส่วนของพื้นที่โฆษณา ซึ่งเราต้องจ่ายเงินเมื่อมีคนคลิกเข้ามาดูในเว็บไซต์ของเรา ซึ่งหัวใจของการทำการตลาดแบบนี้ คือ การกำหนดคำ keyword เพื่อให้คนหาเราเจอ สำหรับการทำ PPC กับเว็บไซต์ Google คือ การทำ Google Adwords นั่นเอง

เนื้อหาเพิ่มเติมที่เกี่ยวข้องกับ SEO และ SEM : How to be found when customers search

Google AdWords

องค์ประกอบ

  • Headline : ผู้ชมมักจะสังเกตเห็นบรรทัดแรกของโฆษณาก่อน ดังนั้นจึงควรใส่คำหลักที่ตรงกับสิ่งที่ผู้ใช้ค้นหาลงไป เพื่อดึงดูดความสนใจของผู้ที่กำลังมองหาเราอยู่
  • Display URL : ที่อยู่ของหน้าเว็บไซต์ ซึ่งแสดงพร้อมกับโฆษณาของเรา โดยเราสามารถส่งผู้ใช้ไปยังส่วนที่เฉพาะเจาะจงมากขึ้นของเว็บไซต์เรา โดยใส่ URL ของหน้า Landing Page ที่เราต้องการ
  • Description : เป็นรายละเอียดเกี่ยวกับสินค้าหรือบริการของเรา
  • Callout text : ใส่ keyword ที่เราต้องการลงไปเพื่อให้เราเด่นกว่าคู่แข่งอื่น
  • Sitelinks : เป็นการขยายโฆษณาให้โชว์หน้า landing page ในหลายๆ หัวข้อตามที่เราต้องการ เพื่อเป็นการเพิ่มโอกาสให้คนเห็นและคลิกเข้ามามากขึ้น

วางแผนกลยุทธ์ก่อนเริ่มทำโฆษณา

ก่อนเริ่มการลงโฆษณากับ Adwords นั้น เราต้องตอบคำถาม 6 ข้อนี้ให้ได้ก่อนเริ่มทำ เพื่อให้การลงโฆษณาเกิดประสิทธิภาพสูงสุด

  1. Goal : กำหนดเป้าหมายในการทำโฆษณาให้ชัดเจน เพื่อจะได้สามารถกำหนด keyword ได้ตรงจุด เช่น ขอรับบริจาค ประกาศรับอาสาสมัคร หรือโปรโมทกิจกรรม เป็นต้น
  2. Organization : องค์กรเราทำอะไร มีบริการอะไรบ้าง ซึ่งอาจดูได้จากโครงสร้างของเว็บไซต์เราว่ามีหัวข้อหลักๆ เรื่องอะไรบ้าง
  3. Budget : งบประมาณที่เราจะใช้ในการทำโฆษณาครั้งนี้ ซึ่งควรเริ่มที่ประมาณ 50-100 บาทต่อวัน หรือ 3,000 บาทต่อเดือน ถ้าใช้งบน้อยกว่าจำนวนเงินนี้อาจไม่เห็นผลลัพธ์ที่ชัดเจน
  4. Conversion : ตั้ง conversion ของการทำโฆษณาครั้งนี้คืออะไร (มูลค่าที่เราลงเงินไป แล้วเกิดการขาย/มีคนคลิกเข้าไปในเว็บไซต์เรา เช่น ถ้าเราต้องการได้เงินบริจาค หรือรับอาสาสมัคร แล้วมีคนเสิร์ชจนเข้ามาถึงเว็บไซต์หน้าที่เรารับบริจาคเงิน/รับอาสาสมัครได้ ก็จะนับเป็น 1 conversion)
  5. Target group : กำหนดกลุ่มเป้าหมายที่เราต้องการให้เห็นโฆษณา ซึ่งควรระบุให้เฉพาะเจาะจงมากที่สุดเท่าที่จะทำได้
  6. Keyword group : ส่วนนี้มีความสำคัญมาก ถือเป็นหัวใจของการทำโฆษณารูปแบบนี้ โดย keyword ที่ดีนั้นมาจากการรู้จักกลุ่มเป้าหมายของเรา เช่น ระดับภาษาที่ใช้ หรือศัพท์เทคนิคต่างๆ

Keywords

จุดประสงค์ในการหา keyword

  1. หาคำเพื่อใช้เป็นไอเดียในการทำโฆษณา
  2. หาคำที่ควรหลีกเลี่ยงไม่นำมาใช้ในการลงโฆษณาของเรา เช่น คำที่อาจมีคนค้นหาน้อย หรือคำที่ไม่มีประโยชน์กับเรา ไม่ตรงกับกลุ่มเป้าหมายที่เราต้องการ เช่น ถ้าคนเสิร์ชว่า ‘บริจาค ภาษาอังกฤษ’ ก็จะเห็นว่า ‘ภาษาอังกฤษ’ เป็นคำที่เราไม่ควรใช้ทำเป็น keyword เพราะคนที่เสิร์ชมีจุดประสงค์เพื่อต้องการคำแปลมากกว่าจุดประสงค์ที่จะบริจาค เป็นต้น

Note :

  • ไม่จำเป็นต้องเน้นคำที่มีคนเสิร์ขเยอะมากๆ เพราะถ้ามีคนเจอเราเยอะ เราก็มีสิทธิ์ต้องจ่ายเงินเยอะ ดังนั้นเราควรใช้ Keyword ที่คนเสิร์ชในระดับปานกลางแต่มีความเฉพาะเจาะจงให้มากที่สุด ก็จะยิ่งมีโอกาสสื่อสารถึงกลุ่มเป้าหมายได้ตรงมากขึ้น ด้วยค่าใช้จ่ายที่น้อย
  • ควรเช็คหา Keyword จากหลายๆ ที่ เพื่อให้ได้ชุด keyword ที่มีประสิทธิภาพในการโฆษณามากที่สุด

Checklist : การหา Keyword อย่างรอบด้าน

  1. Keyword planner
  2. Google suggestion tool
  3. Keywordtool.io
  4. Buying keyword : ขาย มือสอง ปัญหา ปรึกษา
  5. สถานที่ (ยิ่งเฉพาะเจาะจง ยิ่งมีโอกาสเจอกลุ่มเป้าหมายที่ชัดเจนมากขึ้น) เช่น ลาดพร้าว กรุงเทพฯ เชียงราย ติดรถไฟฟ้า)
  6. ปัญหา เช่น ดวงตก ทำบุญ อ้วน ฟันเหลืองดำ (ถ้าคนเสิร์ชหาวิธีแก้ปัญหาเรื่องนั้นๆ ก็จะเจอเรา)
  7. ชื่อโครงการ/ชื่อแบรนด์ เราสามารถใช้ชื่อโครงการหรือแบรนด์เราเป็น Keyword ด้วย เพราะบางครั้งถ้ามีคนเสิร์ชชื่อแบรนด์เรา แต่ผลการค้นหากลับไปแสดงเว็บไซต์อื่น ก็จะทำให้เราเสียโอกาสนั้นไป
  8. ชื่อสินค้า/บริการ และรุ่น : ควรบอกให้ละเอียดไปเลยว่าขายอะไร หากคนสนใจอย่างเฉพาะเจาะจงก็จะเจอเรา

เคล็ดลับการเขียน Text ads ให้มีคุณภาพ

  1. ใส่คำหลักอย่างน้อย 1 คำใน Headline : คำหลักในข้อความโฆษณาจะแสดงให้เห็นว่าโฆษณานั้นเกี่ยวข้องกับสิ่งที่ลูกค้าต้องการ เช่น ถ้าใส่ว่า ‘บริจาค’ เป็นคำหลัก headline ก็ควรจะเป็น ‘บริจาคเงินช่วยเหลือผู้ยากไร้’
  2. เน้นสิ่งที่ทำให้เราต่างจากที่อื่น :ถ้าองค์กรเรามีรายละเอียดใดที่แตกต่างจากที่อื่นก็สามารถนำมาใส่ได้ เช่น ‘มูลนิธิใช้ค่าบริหารการจัดการเพียง 10%’เพื่อให้เป็นที่น่าสนใจ น่าคลิกมากขึ้น

Ad rank formula คะแนนที่ใช้ในการจัดอันดับโฆษณา

Ad rank = CPC bid x quality score ซึ่งถ้าเราทำ Quality Score ได้ดี ถึงเราจะ bid น้อยกว่า เราก็มีสิทธิ์ได้ Rank ที่ดีกว่าก็ได้

Quality Score กำหนดจาก 3 ข้อ ได้แก่

  1. ค่า CTR : คิดจาก % ของจำนวนคลิก เทียบกับ impression (ถ้าค่า CTR สูง เราก็จะจ่ายเงินน้อยกว่า)
  2. Ads relevancy : ถ้ามีคำนั้นๆ อยู่ในโฆษณา ก็จะได้คะแนนสูง
  3. Landing page quality : ถ้าใส่ keyword ลงใน landing page เยอะ ก็จะได้คะแนนเยอะ

Keyword matching options

  • Broad match การทำงานแบบกว้าง : สามารถสลับคำตอนเสิร์ชได้ เช่น บริจาคเงิน-เงินบริจาค ถึงพิมพ์ผิด ผลการค้นหาก็ยังขึ้นอยู่
  • Broad match modifier ตัวแก้ไขการทำงานแบบกว้าง : ใส่เครื่องหมาย + เช่น คอนโด+รถไฟฟ้า
  • Phrase match การทำงานแบบวลี การใส่ “ ”
  • Exact match การทำงานแบบตรงทั้งหมด ใส่ [ ] ต้องเป็นคำนี้เท่านั้นถึงจะขึ้น
  • Negative keyword การทำงานเชิงลบ คือ การลบคำออก เพื่อไม่ให้ผลคลาดเคลื่อน และช่วยประหยัดค่าโฆษณาไปได้เยอะด้วย เช่น ถ้าเราเป็นโรงแรม Hilton ใน Paris เราก็ควรใส่ว่า -[paris hilton] เป็นตัดการคำนี้ออก เพื่อป้องกันคนเสิร์ชว่า Paris Hilton ที่เป็นดารา ซึ่งไม่ใช่กลุ่มเป้าหมายของเรา เมื่อเราตัดคำว่า Paris Hilton ออกแล้ว ถ้าคนเสิร์ชว่า Hilton in Paris ถึงจะเจอเรา เป็นต้น

Google Ad Grants

Google Ad Grants เป็นโครงการของ Google ที่ส่งเสริมองค์กรที่ไม่แสงหาผลกำไรผ่านการโฆษณาด้วย AdWords มูลค่า 10,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อเดือน (มากกว่า 358,000 บาท) เพื่อให้องค์กรได้ประชาสัมพันธ์ภารกิจและโครงการต่างๆ บนหน้าผลการค้นหาของ Google

องค์กรไม่แสวงหาผลกำไรที่มีคุณสมบัติตามที่กำหนด จะได้รับทุนเป็นเครดิตไปเพื่อลงโฆษณา (ไม่ได้เป็นตัวเงินสด) โดยสามารถบริหารจัดการ Adwords ได้ด้วยตนเอง ภายใต้เงินทุนประจำวัน 329 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 11,800 บาท) โดยสามารถใช้จ่ายราคาต่อคลิก (CPC) ได้สูงสุด 2 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 70 บาท)

คำแนะนำในการสมัคร Google Ad Grants

  • ควรศึกษาคุณสมบัติขององค์กรที่ Google กำหนดให้ชัดเจนว่าองค์กรของเราตรงตามคุณสมบัติดังกล่าว เช่น มีการจดทะเบียนมูลนิธิ
  • การสร้างบัญชีเพื่อทำ AdWords ควรใช้ Gmail Account ที่เป็นขององค์กร ไม่ใช่อีเมลล์ส่วนตัว เพราะ AdWords Account หนึ่งๆ จะสามารถผูกกับ Gmail Account ได้เพียง Account เดียวเท่านั้น และไม่สามารถเปลี่ยนแปลงภายหลังได้
  • การตั้งค่าใน AdWords ต้องเลือกค่าเงินเป็นดอลลาร์สหรัฐเท่านั้น จึงจะสามารถรับเงินทุนดังกล่าวได้ ซึ่งต้องตั้งค่าให้ถูกต้องตั้งแต่ครั้งแรก เพราะไม่สามารถกลับมาเปลี่ยนแปลงได้ภายหลัง

Grantspro

โปรแกรม Grantspro จะมอบงบประมาณเพิ่มให้กับผู้เข้าร่วม Google Ad Grants สูงสุดถึง 40,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อเดือน หรือมากกว่า 1,400,000 บาท ถ้าผู้รับเงินทุนมีคุณสมบัติดังนี้

  • ใช้จ่ายถึงขีดจำกัดของงบประมาณรายเดือน (10,000 ดอลลาร์สหรัฐ) อย่างน้อย 2 เดือนใน 6 เดือนล่าสุด
  • ผลการลงโฆษณามี CTR ในเชิงบวก คือ มีอัตราการคลิกผ่านระดับบัญชี (CTR) ไม่ต่ำกว่า 1% ในช่วงเวลา 6 เดือน
  • มีการตั้งค่าเครื่องมือวัด conversion และมีการติดตามเป้าหมายของ Conversion ที่สำเร็จอย่างน้อย 1 รายการ
  • มีการจัดการบัญชีอย่างน้อยทุก 2 สัปดาห์

สามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Google Ad Grants ได้ที่นี่

Google apps for work

เครื่องมือของ Google ที่สามารถช่วยให้การทำงานเป็นไปอย่างสะดวก รวดเร็ว และไม่มีค่าใช้จ่าย แบ่งออกเป็น 4 ประเภท ได้แก่ เครื่องมือเพื่อทำงานด้วยกัน เครื่องมือเพื่อการสื่อสาร เครื่องมือที่ใช้สร้างสื่อ และเครื่องมือเพื่อการประมวลผล

1. เครื่องมือเพื่อการทำงานด้วยกัน : ออฟฟิศออนไลน์ที่ทุกคนในทีมสามารถทำงานร่วมกันได้ทุกที่ ทุกเวลา

  • Google Drive เป็นพื้นที่เก็บข้อมูล (Cloud Storage) ที่ใช้เก็บข้อมูลรูปแบบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเอกสาร รูปภาพ หรือวีดีโอ โดยแต่ละคนจะมีพื้นที่จัดเก็บข้อมูลฟรี 15 GB ซึ่งข้อมูลทั้งหมดที่อยู่บน Google drive จะมีเพียงตัวเราเท่านั้นที่มองเห็น คนอื่นไม่สามารถเข้ามาดูข้อมูลของเราได้ ยกเว้นเราจะแชร์ข้อมูลดังกล่าวอนุญาตให้คนอื่นเข้ามาดูหรือแก้ไขไฟล์ได้

ไฟล์เอกสารที่สร้างขึ้นบน Google Drive ทั้ง Google doc และ Google sheet เมื่อแชร์ไปยังคนอื่นๆ ก็ทำให้เราสามารถเข้าทำงานในเอกสารชิ้นเดียวกันได้ ในเวลาเดียวกัน ทำให้งานเสร็จได้เร็วยิ่งขึ้น

ข้อดีของการใช้งาน Google drive

  1. Google Drive มีระบบ Searching เพื่อค้นหาไฟล์ที่จัดเก็บใน Google Drive ซึ่งสามารถทำได้ง่าย และเลือกค้นหาเป็นประเภทได้ ไม่ต้องเปิดหาทีละโฟลเดอร์
  2. เอกสารหนึ่งชิ้น สามารถสร้างทีมทำงานร่วมกันผ่าน Google Drive ได้มากที่สุดถึง 50 คน
  3. Google Drive มีการเก็บประวัติทุกครั้งที่ทำงานเป็นทีม โดยจะบอกว่าใครทำอะไรบ้างและทำงานในส่วนไหน เพื่อใช้เช็คผลงานเป็นรายบุคคลได้
  4. มีเครื่องมือที่ใช้การเสียงแทนการพิมพ์ โดยเราสามารถพูด แล้วตัวโปรแกรมจะพิมพ์ตามคำพูดของเราได้
  5. มีเครื่องมือที่ช่วยแปลภาษาทั้งหน้า ทำให้สะดวกในการแปลข้อมูลเป็นภาษาอื่น
  6. มีเครื่องมือค้นคว้าที่เมื่อเราหาข้อมูลแล้วดึงเข้ามาใส่ในเอกสาร โปรแกรมจะทำ Link ให้เครดิตด้านล่างแบบอัตโนมัติ
  7. มีบอร์ดให้กลุ่มคนทำงานสามารถคอมเม้นท์ แสดงความคิดเห็นกันและกันได้
  • Google URL shortener เครื่องมือที่ช่วยให้ Link มีขนาดสั้นลง ใช้เมื่อมีการแชร์ไฟล์ด้วย Link ที่ยาวและยากต่อการจดจำหรือแชร์ต่อ ก็สามารถเข้าไปที่ goo.gl แล้วรับ URL ใหม่ที่สั้นกว่าเดิม

2. การใช้เครื่องมือเพื่อการสื่อสาร

  • Gmail Group Chat เป็นการตั้งกลุ่มเพื่อพูดคุยกัน ซึ่งทำได้ง่ายๆ แค่มี account ของ Gmail ก็สร้างกลุ่มสนทนาได้แล้ว

ข้อดีของการใช้งาน Group Chat

  1. กรุ๊ปแชทสามารถตั้งชื่อได้ ทำให้สะดวกในการคุยงานเมื่อต้องทำงานพร้อมกันหลายกลุ่ม
  2. ถ้าอยากพูดคุยกันแบบเห็นหน้า ก็สามารถ vdo conference กันได้สูงสุดถึง 10 คน
  3. ถ้ามีเอกสารอยากใช้ประกอบการสนทนา ก็มีฟังก์ชันที่แชร์เอกสารให้เพื่อนร่วมประชุมเห็นพร้อมกันได้
  • Google Hangout เป็นการสร้างห้อง conference เพื่อการพูดคุย และสามารถถ่ายทอดสดผ่าน YouTube ให้คนทั่วไปดูได้ด้วย

ข้อดีของการใช้งาน Google Hangout

  1. ผู้ที่สร้างห้อง conference สามารถควบคุมการออกอากาศได้ ทั้งการควบคุมเวลา เสียง ภาพ และสามารถเลือกเปิด-ปิดไมโครโฟนของคนอื่นได้
  2. Google Hangout on air กำหนดให้มีผู้ร่วมสนทนาได้ไม่เกินครั้งละ 10 คน แต่สามารถแชร์ผ่านทาง Youtube เพื่อให้คนอื่นที่ไม่ได้อยู่ในวงสนทนาเป็นผู้ชมแบบสดๆ ได้ จึงเหมาะกับการถ่ายทอดการอบรมหรือกิจกรรมต่างๆ ขององค์กรที่อยากให้บุคคลภายนอกรับรู้

3. การใช้เครื่องมือเพื่อสร้างสื่อ

  • Blogger เป็นการสร้างตัวตนให้กับองค์กรบนโลกออนไลน์ด้วยการสร้างเนื้อหาเหมือนกับการเขียนไดอารี่ ซึ่งเราสามารถแชร์เรื่องราวขององค์กรผ่านการเขียนเล่าเรื่อง การรวบรวมภาพ หรือวีดีโอก็ได้

ข้อดีของการใช้งาน Blogger

  1. การสร้าง Blog นั้นมีลักษณะคล้ายเว็บไซต์แต่เหมาะสำหรับองค์กรที่อยู่ช่วงเริ่มต้นมากกว่า เพราะไม่ต้องเสียเงินเป็นค่า hosting และ domain เหมือนกับเว็บไซต์
  2. เลือกแสดงผลได้หลายรูปแบบ เช่น flipcard, magazine และ snapshot
  3. สามารถใส่ Tag เพื่อแบ่งหมวดหมู่ของเนื้อหาได้
  4. Blogger นั้น มีการแสดงผลแบบ Responsive คือการแสดงผลจะปรับตามหน้าจอของอุปกรณ์ที่เปิดใช้งาน ทำให้สะดวกกับผู้ใช้งาน
  5. เนื้อหาใน Blogger จะมีโอกาสติดการค้นหาใน google ได้ง่าย
  • Google Site มีลักษณะคล้ายเว็บไซต์สำเร็จรูป โดยมีธีมต่างๆ ให้เลือกใช้ มีวิธีการใช้งานที่ไม่ยุ่งยาก สามารถแทรกเนื้อหาต่างๆ ทั้งเอกสาร รูปภาพ และวีดีโอจาก Google Drive ได้

ข้อดีของการใช้งาน Google Site

  1. หน้าตาเหมือนเว็บไซต์ทั่วไป มีความสวยงาม
  2. การจัดการสามารถทำได้ง่าย ไม่ยุ่งยากเหมือนกับการสร้างเว็บไซต์
  3. ไม่มีค่าใช้จ่าย
  4. สามารถเลือกแชร์ได้ว่า ไฟล์ใดจะเป็นสาธารณะ ไฟล์ใดจะตั้งค่าส่วนตัวเฉพาะในทีมงาน

4. การใช้เครื่องมือเพื่อการประเมินผล

  • Google form เป็นเครื่องมือสร้างแบบสอบถาม ซึ่งเราสามารถเลือกรูปแบบของแบบสอบถามได้ ทั้งแบบคำถามปลายเปิด และแบบมีตัวเลือก ส่วนวิธีการให้คนตอบแบบสอบถามก็ไม่ยุ่งยาก แค่ส่ง link ของแบบสอบถามนั้นไป กลุ่มคนที่เราต้องการก็จะสามารถเข้ามาตอบแบบสอบถามแบบออนไลน์ได้เลย
  • Google sheet เมื่อมีคนตอบแบบสอบถามที่สร้างไว้ คำตอบจะถูกเก็บไว้ใน Google Sheet ว่ามีคนตอบมาแล้วกี่คน แต่ละคนตอบว่าอะไรบ้าง และถ้าต้องการนำข้อมูลเหล่านี้มาวิเคราะห์เป็นตัวเลข หรือกราฟก็สามารถทำได้ โดยเข้าไปที่ summary of responds เพื่อดูผลวิเคราะห์ดังกล่าวได้
  • Flubaroo เป็น Google sheet add-on หรือตัวเสริมที่ต้องดาวน์โหลดมาใช้งานเพิ่ม ซึ่งจะเหมาะสำหรับการใช้ตรวจข้อสอบ หรือแบบสอบถามที่ต้องการเปรียบเทียบข้อมูลเชิงปริมาณ

ข้อมูลอื่นๆ ที่น่าสนใจ http://www.g.dlit.ac.th

recap-sc3-onlinetoolsforchange

0

เข้าสู่ระบบ

Or fill the form below