knowledge

“บ้านเพื่อปวงชน” (Housing for All)

14 กรกฎาคม 2017


เพื่อแก้ไขปัญหาของประชากรหลายล้านคนในประเทศอินเดียที่ไม่มีบ้านหรือที่อยู่อาศัย อโชก้าในฐานะองค์กรภาคประชาชนที่สร้างสรรค์นวัตกรรมสังคม ได้ริเริ่มและพัฒนาโครงการขนาดใหญ่ ที่ใช้กลไกตลาดและสร้างความร่วมมือกับนักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ผู้ให้สินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย และผู้นำภาคประชาชน สร้างบ้านราคาต่ำกว่า 500,000 บาท ที่ผู้มีรายได้น้อยสามารถซื้อได้

ผลการสำรวจสำมะโนประชากรของรัฐบาลอินเดียในปี พ.ศ. 2544 ชี้ให้เห็นว่าคนอินเดียที่อยู่ในบ้านหรือที่พักอาศัย ประมาณ 24.7 ล้านครัวเรือน ไม่สามารถเป็นเจ้าของบ้าน ข้อมูลนี้นำไปสู่การวิเคราะห์ที่ได้ข้อสรุปว่า ครัวเรือนที่มีรายได้ประมาณ 1,750-17,500 บาทต่อเดือน จัดเป็นกลุ่มคนจนเมือง จากการเก็บข้อมูลเพิ่มเติมในชุมชนกว่า 10,000 ครัวเรีอน และการสัมภาษณ์กลุ่มเป้าหมายของโครงการฯ รวมทั้งอโชก้าเฟลโลว์ นำมาสู่การค้นพบสำคัญที่โครงการเรียกว่า “ปิรามิดในฐานปิรามิด” (The Pyramid at the Bottom of the Pyramid) นั่นคือในประเทศอินเดีย มีคนจน 3 กลุ่มที่มีความต้องการที่อยู่อาศัยที่แตกต่างกัน คือ 1) กลุ่มคนยากจนที่สุดที่ต้องการที่พักพิงชั่วคราว 2) กลุ่มคนจนที่ต้องการปรับปรุง “บ้าน” ที่สร้างบนที่ดินรกร้างที่ตนเข้าไปยึดครอง 3) กลุ่มคนที่มีรายได้ประมาณ 7,000-17,500 บาทต่อครัวเรือน ที่สนใจและมีกำลังซี้อบ้านสร้างใหม่ คนเหล่านี้อาศัยอยู่ในสลัมตามเมืองต่างๆ ทั่วประเทศ และจัดอยู่ใน 95% ของประชากรอินเดียที่ทำงานนอกระบบ เช่น คนขับรถตุ๊กตุ๊กหรือแท็กซี่ แม่บ้านที่รับจ้างทำความสะอาด เจ้าของร้านชำขนาดเล็ก ฯลฯ แม้จะมีรายได้ประจำที่แน่นอน แต่คนเหล่านี้ไม่เคยเสียภาษีให้แก่รัฐ ซึ่งสอดคล้องกับข้อมูลสถิติที่ชี้ว่า ประชากรอินเดียเพียง 3% เท่านั้นที่เสียภาษี คนส่วนใหญ่จึงไม่สามารถขอสินเชี่อเพื่อซื้อบ้าน เพราะบริษัทที่ให้สินเชี่อต้องการหลักฐานการเสียภาษีเพื่อยืนยันว่าผู้ขอสินเชื่อมีรายได้ประจำและมีกำลังซี้อบ้าน

Screen Shot 2016-06-29 at 11.38.04 PM

ความต้องการบ้านราคาไม่แพงที่คนจนสามารถซี้อได้ในประเทศอินเดียมีมูลค่าทางการตลาดประมาณ 8.75 ล้านล้านบาท ตัวเลขนี้ยังไม่รวมค่าติดตั้งอุปกรณ์ไฟฟ้าและเครื่องใช้ที่จำเป็นในบ้าน  เมื่อเล็งเห็นว่ามีความต้องการในตลาด อโชก้าจึงจัดตั้งโครงการ “บ้านเพื่อปวงชน” โดยเริ่มจากโครงการขนาดเล็กแต่มุ่งสร้างผลกระทบขนาดใหญ่ โดยกำหนดหลักเกณฑ์ในการดำเนินโครงการสร้างบ้านเพื่อคนจนเมือง ดังนี้

  1. บ้านจะต้องมีราคาต่ำกว่า 1 ล้าน รูปี (ประมาณ 500,000 บาท)
  2. บ้านจะต้องมีขนาด 23 – 51 ตารางเมตร
  3. โครงการฯ จะต้องไม่รับเงินสนับสนุนจากรัฐ (เพื่อขายบ้านตามกลไกตลาด)
  4. ลูกค้าที่เป็นกลุ่มเป้าหมายจะต้องเป็นคนที่ทำงานนอกระบบ

อโชก้าทำหน้าที่เป็นองค์กรกลาง ประสานความร่วมมือกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในโครงการการนี้ เริ่มจากนักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่รับผิดชอบหาที่ดิน ทำเรื่องขออนุญาตจากรัฐบาล และส่งมอบบ้านให้แก่ผู้ซี้อตามสัญญาซี้อขาย  เนื่องจากกลุ่มลูกค้าของโครงการเป็นคนที่ทำงานนอกระบบที่มีรายได้ประจำแต่ไม่เคยเสียภาษี อโชก้าจึงประสานกับอโชก้าเฟลโลว์ที่ทำงานกับชุมชน ให้ทำหน้าที่เจรจากับบริษัทที่ให้สินเชื่อ ให้บริษัทยอมรับหลักฐานที่แสดงรายได้ของคนเหล่านี้ เช่น ใบเสร็จค่าน้ำมันรถแท็กซี่ ตัวเลขบอกระยะทางการขับรถตุ๊กตุ๊ก ใบเสร็จค่าน้ำค่าไฟ เป็นต้น อโชก้าเฟลโลว์ยังสอนให้ลูกค้าเก็บใบเสร็จ ทำบัญชีรายรับรายจ่าย เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ ในที่สุดบริษัทยอมให้สินเชื่อแก่ลูกค้านอกระบบด้วยอัตราภาษีที่สูงกว่าสินเชี่อทั่วไปเล็กน้อย นอกจากนี้ อโชก้ายังจัดตั้งกิจการเพื่อสังคม ที่ทำหน้าที่ประสานกับลูกค้าและจูงใจให้ซื้อบ้าน โดยรับประกันว่าลูกค้าจะได้รับการอนุมัติสินเชื่อตรงเวลาและตามต้องการ

Screen Shot 2016-06-29 at 11.37.28 PM

อโชก้าเรียกการสร้างความร่วมมือกับผู้ประกอบการธุรกิจ นักวิชาชีพ และผู้นำองค์กรภาคประชาชน ผู้ประกอบกิจการเพื่อสังคม เพื่อขยายผลกระทบของโครงการ “บ้านเพื่อปวงชน” ว่า Hybrid Value Chains model สิ่งสำคัญคือผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกคน ได้รับผลประโยชน์อย่างเต็มที่จากโครงการนี้ ยิ่งไปกว่านั้น นักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์และผู้ให้สินเชื่อยังยินดีมอบผลกำไรส่วนหนึ่งให้แก่อโชก้าเฟลโลว์เพื่อพัฒนางานในชุมชน เป็นการตอบแทนที่อโชก้าเฟลโลว์ชักนำลูกค้าที่ดีจำนวนมากมาซื้อบ้าน ระหว่างการดำเนินงาน สถาปนิกและมัณฑนากร ยังปรึกษาลูกค้าเรื่องการออกแบบและตกแต่งภายในบ้าน พวกเขาเรียนรู้ความต้องการของลูกค้าและปรับแผนการออกแบบให้สอดคล้องกับความต้องการนั้นๆ เช่น ลูกค้าส่วนใหญ่ต้องการตู้เย็น แม้จะยังไม่มีกำลังซี้อ แต่พวกเขาต้องการให้ออกแบบพื้นที่สำหรับวางตู้เย็นในอนาคตด้วย

ในปี พ.ศ. 2556 โครงการ “บ้านเพื่อปวงชน” ขยายผล  Hybrid Value Chains model โดยสร้างที่พักอาศัยประมาณ 10,000 หน่วย ทั่วประเทศอินเดีย ส่งผลให้เกิดบริษัทที่เห็นโอกาสทางการตลาด นำแนวคิดเดียวกันไปสร้างที่พักอาศัยให้คนจนเมืองอีกหลายบริษัท โดยที่อโชก้าไม่มีส่วนร่วม นอกจากนี้ ยังเกิดบริษัทที่ให้บริการสินเชื่อเพื่อคนจนอีกกว่า 10 แห่ง อโชก้าจึงเห็นโอกาสที่จะสร้างนวัตกรรมในการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นใหม่ คือทำอย่างไรบ้านสำหรับคนจนเมืองจึงมีมาตรฐานที่ดีและสอดคล้องกับความต้องการของลูกค้า เนื่องจากประเทศอินเดียไม่หลักประกันการสร้างบ้าน โครงการฯ จึงตั้งหน่วยงานอิสระชื่อ Housing Council of India ที่ทำหน้าที่เป็นอาสาสมัครเพื่อประเมิน (Rating) คุณภาพของวัสดุ การออกแบบโครงสร้าง การตกแต่งภายในบ้าน เพื่อให้เกิดมาตรฐานเป็นที่ยอมรับ ต่อมาอโชก้าได้นำโมเดลโครงการ “บ้านเพื่อปวงชน” ไปขยายผลในประเทศอียิปต์และโคลัมเบีย และจดทะเบียนเป็นบริษัทที่ไม่แสวงผลกำไรในอินเดีย ชื่อ Indian Housing Federation และผลักดันให้รัฐบาลเป็นผู้ดำเนินโครงการขนาดใหญ่เพื่อสร้างบ้านสำหรับคนจนเมืองต่อไป

โครงการ “บ้านเพื่อปวงชน” เป็นตัวอย่างที่ชัดเจน ของกระบวนการแก้ไขปัญหาสังคมที่ขยายผลกระทบ (Scaling Impact) อย่างรวดเร็วและกว้างขวาง ในด้านปริมาณ (Scaling Up) และในด้านการนำ model ไปทำซ้ำโดยองค์กรอื่นๆ (Scaling Out)   เริ่มจากการสร้างบ้านราคาไม่แพงที่คนจนเมืองสามารถซี้อได้ในพื้นที่หนึ่ง และขยายผลไปยังพื้นที่อื่นๆ ทั่วประเทศและต่างประเทศ ทีมงานยังเรียนรู้ว่าการสร้างบ้านเล็กๆ ที่สอดคล้องกับความต้องการของครอบครัวคนจนเมือง สามารถขยายผลไปสู่การพัฒนาสภาพแวดล้อมของชุมชนที่ซับซ้อนขึ้น (Scaling Deep) นับตั้งแต่การจัดระบบสุขาภิบาลและแหล่งน้ำดื่มสะอาด ไปยังสร้างพื้นที่ส่วนกลางเพื่อกระชับความสัมพันธ์ของคนในชุมชน โครงการ “บ้านเพื่อปวงชน” จึงเป็นแหล่งที่คนจนเมืองตั้งรกรากเพื่อสร้างอนาคตและศักดิ์ศรีของตนเอง

0

ใส่ความเห็น

เข้าสู่ระบบ

Or fill the form below